วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

ลำพู...พร่างพราวพราย...


ลำพู พร่างพราวพราย


๏ ลำพูหิ่งห้อยพร่าง พราวพราย
ถวิลว่าแหวนวัชรินทรราย รอบก้อย
จรจากพี่คะนึงหมาย หมายมุ่ง มาแม่
เห็นแต่หิ่งห้อยย้อย ยาบไม้เหมือนแหวน ฯ


โคลงนิราศฉะเชิงเทรา
พระนิพนธ์: พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทินกร กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์





นอกจากนี้แล้ว ยังมีบทประพันธ์เรื่อง 'นิราศเมืองแกลง' ซึ่งกล่าวถึงต้นลำพูและหิ่งห้อย... ก่อนเดินทางมาถึงบางสมัครที่อำเภอบางปะกงไว้ดังนี้ :


จนล่วงล่องมาถึงคลองที่คับแคบ
ไม่อาจแอบชิดฝั่งระวังเสือ
ด้วยครึ้มครึกพฤกษาลัดดาเครือ
ค่อยรอเรือเรียงล่องมานองเนือง
ลำพูรายพรายพร้อยหิ่งห้อยจับ
สว่างวับแวววามอร่ามเหลือง
เสมอเม็ดเพชรรัตน์จำรัสเรือง
ค่อยประเทืองทุกข์ทัศนาชม
ถึงบางสมัครเหมือนพี่รักสมัครมาด
มาแคล้วคลาดมิได้อยู่กับคู่สม
ถึงยามนอนนอนเดียวเปลี่ยวอารมณ์
จะแลชมอื่นอื่นไม่ชื่นใจ


นิราศเมืองแกลง ของสุนทรภู่




แต่น่าประหลาดใจที่ไม่เคยมีคำประพันธ์ใดใด ได้กล่าวถึงความงดงามของดอกลำพูแม้แต่น้อย ทั้งที่ดอกลำพูเป็นดอกไม้ที่มีความงามไม่น้อยไปกว่าดอกไม้ใด ทั้งยังแฝงเร้นด้วยความมหัศจรรย์ ยามเมื่อดอกคลี่กลีบด้วยการดีดตัวของเกสรกลางดอกออกมาเป็นเส้นสายเรียงรายคล้ายภู่ห้อยระย้า สร้างความงดงามประดับลำต้นตระการตาได้อย่างน่าชื่นชม...ด้วยเหตุนี้จึงใคร่ขอนำบทกวี 'วันวานของบางกรูด' ซึ่งเขียนโดย 'พลอยโพยม' เอง มาบอกเล่าสู่เรื่องราวของดอกลำพู ดังนี้


ริมคลองใหญ่ ใกล้สวน ล้วนพฤกษา
สำมะงา เหงือกปลาหมอ กอข้าวสาร
กกตะกรับ ตะขบ พบขลู่บาน
ลำพูก้าน กิ่งใบ ไหวล้อลม

พุ่มลำพู ชูดอก ออกสะพรั่ง
บานตูมตั้ง รั้งสาย พริ้งพรายสม
ชมพูขาว เย้ายวน ชวนชิดชม
น้ำค้างพรม พลันแย้ม แอร่มงาม

เส้นกระจาย ปลายฝอย ร้อยเกสร
อรชร แช่มช้อย พลอยวาบหวาม
หิ่งห้อยพราว พร่างกระพริบ วาววิบยาม
สื่อนิยาม ถามถ้อย น้องน้อยเอย

เชิญโผผิน บินสู่ เป็นคู่สอง
จะประคอง เคียงคลอ รอเคล้าเอ๋ย
มาเถิดเจ้า เหงาไย อย่าเมินเลย
ขอชื่นเชย ชมลำพู คู่ดวงมาน


วันวานของบางกรูด โดย พลอยโพยม





สำหรับท่านผู้อ่านท่านใดที่ไม่เคยเห็นการแย้มบานของดอกลำพู...ขอเชิญชมภาพลำดับการแย้มบานของดอกลำพู ซึ่งพลอยโพยมถ่ายมาด้วยความยากลำบาก เพราะไม่มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพ ภาพแรกๆ ก็ยังไม่รู้จักการโฟกัสภาพ ครั้นพอจะเข้าใจการถ่ายภาพขึ้นบ้าง ต้นลำพู ที่เคยถ่ายภาพได้ง่ายดาย แม้แต่จะปีนกิ่งก็ปีนได้เพราะต้นใหญ่ กิ่งย้อยระย้าทอดดอกห้อยอยู่ที่สะพานปูนริมทางเดิน กว้างขวางทอดกิ่งออกสู่ท่าน้ำของศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกตัดทิ้งไปเสียแล้วทั้งสองต้น... มิหนำซ้ำเป็นต้นลำพูดอกสีชมพูด้วย เหลือแต่ ลำพูดอกขาว และอยู่สูงมากอีกทั้งห่างสะพานทางเดินดังกล่าว...

แม้ที่บางกรูดเองจะมีต้นลำพูอีกมากมาย แต่ไม่มีต้นให้พลอยโพยมพอจะป่ายปีนได้ การถ่ายใกล้ชิดคงต้องลงเรือ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก พลอยโพยมมีลำพูปลูกในกระถางที่บ้านดอกสีขาว ก็เลยขอสื่อ ภาพ ด้วยต้นในกระถาง ดอกลำพูที่ผลิแย้มในตอนสายๆไปจนบ่ายค่ำ เส้นฝอยของดอกเส้นแรก จะดีดตัวออกมา ประมาณเวลา หนึ่งทุ่ม สี่สิบห้า บวกลบเวลาเล็กน้อย แล้วเส้นสายที่ สองสามสี่...ก็จะทยอย ดีดเส้นสายของมา หากเก็บดอกแย้มจากต้นมา ก็จะบานเวลาใกล้เคียงกับที่อยู่บนต้น แต่บางดอกที่เก็บจากต้นมา จนเช้าก็ยังบานไม่สุดเต็มที่ คงเป็นเพราะไม่ได้น้ำค้างช่วยกระมัง (เดาเอาเอง)



เมื่อดอกลำพูที่บานเต็มที่แล้ว หากมีเพียงสายลมพัดมาแค่ผะแผ่วดอกถูกกระทบเพียงเล็กน้อย สายดอกก็จะค่อยๆ ร่วงลงมา ทีละเส้นสองเส้นหากสายลมแรง ก็หล่นพรูลงมาทีเดียว สมัยเด็กๆ เวลาพายเรืออยู่ชายฝั่งจะพบเส้นสายดอกลำพู ปลิวโปรยปรายลงมาเสมอ ๆ ส่วนใหญ่ดอกลำพู จะตะแคงดอกห้อย ตามลักษณะของกิ่งก้าน ทั้งที่ต้นลำพูก็ดูว่าจะพยามยามชูดอกของตัวเองขึ้นมา อย่างตั้งอกตั้งใจเต็มที่ ลักษณะการที่ดอกจะชูขึ้น มีบ้างแต่เมื่อเทียบสัดส่วน จะน้อยกว่า ดอกตะแคง ดังนั้น ภาพดอกลำพู บานหลายๆภาพ ต้องมีสิ่งแปลกปลอม มาฃ่วยยึด เพื่อให้ดอกของลำพู ตั้งดอกขึ้น เพราะก้านของดอกลำพู ไม่สามารถตั้งให้ตรงเองได้ ส่วนใหญ่เป็นของใกล้ตัวที่หาได้ในขณะนั้นๆ



...ภาพลำดับขั้นการแย้มกลีบของดอกลำพู...


ดอกลำพูในกระถาง เริ่มถ่ายไว้เวลา 9.39 น




เวลา 9.41 น.




เวลา 10.30 น.




เวลา 10.35 น.




เวลา 17.19 น.




เวลา 18.15 น.




เวลาประมาณ 21.10 น.
พลอยโพยมถ่ายหลังจากกลับจากงานสวดอภิธรรมศพที่วัด




เวลา 3 ทุ่ม เศษ




เวลา 3 ทุ่ม เศษ




เวลา 6.49 น. วันรุ่งขึ้น




เวลา 6.51 น.
มีลมพัดมาระลอกหนึ่ง ดอกก็ร่วงพรู




เวลา 6.53 น.
ลมพัดอีกครั้ง เหลือ ดอกเพียงเท่าที่เห็นในภาพ




เวลา 6.55 น.


แต่ถ้าดอกอยู่บนต้น บางดอกก็จะโรยร่วงช้ากว่านี้ เพราะต้นลำพูมีใบมาก บางครั้งใบก็ช่วยบังลมให้ ดอกลำพูได้ถ้าลมไม่แรงจริงๆ พลอยโพยมอ่านพบการทำดอกลำพูเป็นของเล่น ที่ไม่เคยเล่นมาก่อนเหมือนกัน เชิญตามไปอ่านและชมภาพได้ที่ oknation


ลำพูพุ่ม ชชัฏเชื้อ



๏ ลำพูพุ่มชชัฏเชื้อ ชายแหลม หลากนา
ใดประดับดับเดือนแรม เร่งพร้อย
หึงเห็นหิ่งห้อยแวม หวาดหวาบ อกเอย
คิดพ่างพวงเพชรห้อย ห่วงห้วงกรรณนาง ฯ

โคลงนิราศฉะเชิงเทรา
พระนิพนธ์: พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทินกร กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์



ในบ้านเราเมื่อกล่าวถึงต้นลำพูก็ต้องมีการกล่าวถึงหิ่งห้อย เป็นของคู่กันมาเสมอแต่ครั้งโบราณ
ซึ่งหิ่งห้อยก็ไม่ใช่จะมีเฉพาะตามต้นลำพูเท่านั้น
เช่นในแถบอีสานนั้นว่ากันว่าหิ่งห้อยที่อีสานมักเกาะตามต้นทิ้งถ่อน และชาวอีสานก็เรียกหิ่งห้อยว่าแมงทิ้งถ่อน




ในโลกนี้มีหิ่งห้อยมากกว่า 2 พันชนิด กระจายอยู่ในทวีปเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือและอเมริกากลาง พบทั้งในพื้นที่ระดับน้ำทะเลและบนภูเขา

ในไทย พบหิ่งห้อย 10 สกุล คาดว่ามากกว่า 100 ชนิด พบใน 4 ภาค 35 จังหวัด แม้แต่ภูเขาสูงภาคเหนือที่ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ห้วยช้าง จังหวัดแพร่ และพบว่ามีทั้งหิ่งห้อยบก หิ่งห้อยน้ำ)

(ข้อมูลจากโครงการหิ่งห้อยในพระราชดำริ โดย คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ)

ดังนั้นที่ว่าหิ่งห้อยคู่กับลำพู เป็นเรื่องเฉพาะถิ่นเท่านั้น



พลอยโพยมเคยเห็นหิ่งห้อยในภาพยนตร์เกาหลี เรื่องหนึ่ง
หิ่งห้อยที่เกาหลีตัวใหญ่มากวาววับเกาะอยู่ที่ต้นไม้ริมหนองน้ำ ( The CLASSIC คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต)
อีกเรื่องนางเอกชาวต่างจังหวัดเอาหิ่งห้อยใส่ภาชนะเป็นกล่องเอามาเลี้ยงดูในเมืองหลวง ในกล่องปูทราย มีใบไม้รอง และคงมีความชื้นเพียงพอ ไม่แน่ใจว่าเอามาเลี้ยงได้จริงหรือเป็นแค่ถ่ายภาพยนตร์เท่านั้น น่าจะเป็นเรื่อง INNOCENTSTEP
( ความจำเกี่ยวกับเกาหลีเริ่มโบยบินกลับไปเกาหลีเสียแล้ว เหินห่างวงการแฟนคลับมา สามปีแล้วนั่นเอง)


ภาพนี้หากพลอยโพยมรู้จักการโฟกัสภาพในตอนนั้น คงจะชัดและงดงามไม่แพ้ภาพข้างล่างถัดไป

ส่วนภาคอื่นๆของประเทศไทย และต่างประเทศ ก็คงไม่มีต้นลำพูให้หิ่งห้อยเกาะกระพริบแสงหาคู่โดยถ้วนหน้ากัน หิ่งห้อยแต่ละชาติพันธุ์ ก็คงมีวิมานฉิมพลีของตัวเองแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมกับหิ่งห้อยแต่ละสายพันธุ์


ภาพจากอินเทอร์เนต

แต่ที่ฉะเชิงเทราอย่างที่เล่าแล้วว่าตามริมฝั่งน้ำบางปะกง แนวชั้นนอก ชั้นในของป่าจาก ประกอบด้วยต้นจาก ต้นแสม ต้นลำพู ต้นโกงกาง ต้นคลัก ต้นตะบูน ต้นปอทะเล โพธิ์ทะเล ต้นลุ่ย ต้นรังกะแท้ เป็นต้น เราจะพบว่า หิ่งห้อยจะเกาะอยู่ตามต้นลำพูเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีพบเห็นบ้างเล็กน้อยตามต้นแสมจนต้องใข้คำว่าน้อยมากจริงๆ


มารู้จักดอกลำพู ตูมๆ กันก่อน
ขอเปลื้องเสื้อผ้าของดอกลำพู วัยรุ่น แค่ตูมตั้ง ยังไม่ผลิแย้ม


ภาพวิวัฒนาการของดอกลำพู
จากดอกตูม
เริ่มผลิบาน
บานแล้วร่วง
ผลของลำพู


ลำพูบานรอการโรยล่วง


เก็บดอกลำพูกองพื้นใต้ต้นลำพู ดูให้ฃัดเจน


นำกลับมาบ้านเพื่อรอดู การบานสะพรั้งของดอกลำพู


ดอกเดิมที่ยังบานไม่หมดดอกเริ่มร่วงโรยแล้ว
ที่กำลังบานในภาพนี้เป็นดอกที่แย้มกลีบดอกอยู่จากภาพบน



แม้แต่ที่บางลำพูในกรุงเทพฯ ก็จะกล่าวขานถึงเรื่องราวในอดีตของต้นลำพู คู่กับหิ่งห้อย
ซึ่งเรื่องราวของบางลำพูในกรุงเทพฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบางกรูดเลย เพียงแต่ ที่บางลำพู เคยมีต้นลำพู และหิ่งห้อยมากมายเหมือนที่บางกรูดเคยมี แต่พลอยโพยมก็อยากนำมาเล่าต่อในที่นี้ ดังนี้



บางลำพู เป็นชื่อย่านการค้าสำคัญในอดีต นับตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จนถึงสมัยปัจจุบัน มีทั้งตลาดสด และตลาดขายสินค้าอุปโภคบริโภคนานาชนิด และยังเรียกคลองรอบกรุงส่วนที่ผ่านบางลำพูนี้ว่า “คลองบางลำพู” อีกด้วย

บางลำพู ชื่อนี้มีการถกเถียงถึงที่มา นักภาษาศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่า “ลำพู” มาจากคำว่า

“Su-ngai Lampu”เป็นภาษามลายูออกเสียงว่า“สุไหงลัมปู” แปลว่า คลองที่มีตะเกียง ซึ่งหมายถึง กระโจมไฟให้สัญญาณการเดินทางทางน้ำในสมัยโบราณ

บางท่านว่าเป็นเพราะแถบนี้มีตัวหิ่งห้อยซึ่งเป็นแมงที่มีแสงเรืองในตัวจำนวนนับพันตัวส่องแสงระยิบระยับราวกับตะเกียง ด้วยเหตุที่สันนิษฐานดังนี้ การเขียนชื่อ “บางลำพู” จึงเป็น “บางลำภู” อยู่ระยะหนึ่ง



จนถึงประมาณ ปีพ.ศ. ๒๕๔๐ มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่ง ร่วมกันจัดทำโครงการ “ถนนคนเดิน” ได้ศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งประวัติศาสตร์ของชุมชนย่านบางลำพู

จึงเกิดการตื่นตัวเกี่ยวกับชื่อ บางลำพู ว่าชื่อนี้น่าจะมาจากต้นลำพู
ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง ชอบขึ้นตามริมน้ำป่าชายเลนที่มีน้ำกร่อยจนถึงน้ำจืด หรือบริเวณริมป่าที่ติดกับแม่น้ำลำคลองที่มีโคลนเลนและน้ำท่วมถึง

ซึ่งในสมัยโบราณเล่ากันว่าบริเวณนี้มีต้นลำพูขึ้นอยู่หนาแน่นกระจายไปจนถึงบริเวณสองฝั่งปากคลองรอบกรุง ความหนาแน่นของต้นลำพูบริเวณน้ำให้เกิดอาชีพสำคัญ คือการตัดรากของต้นลำพูเอาไปทำจุกปิดขวดยานัตถุ์ ขวดยาธาตุ และขวดเหล้า

พวกพ่อค้าแม่ค้าที่พายเรือมาตามลำน้ำเจ้าพระยาเพื่อจะเข้าคลองรอบกรุง จะใช้ดงลำพูนี้เป็นที่หมายว่าถึงปากคลองรอบกรุงแล้ว

ในตอนกลางคืนแสงระยิบระยับจากหิ่งห้อยที่ชอบเกาะอยู่ที่ต้นลำพู ก็เป็นที่หมายสำคัญว่าถึงคลองรอบกรุงแล้ว จึงเรียกที่หมายนี้ตามลักษณะสำคัญของบริเวณว่า “บางลำพู”และ“คลองบางลำพู”

สถานที่แห่งแรกที่แก้จากคำว่า“บางลำภู” มาเป็น “บางลำพู” คือ ที่ทำการไปรษณีย์บางลำพู ถนนสิบสามห้าง




บางลำพูเคยมีต้นลำพูอยู่หนาแน่น มีหิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับเกาะอยู่ที่ต้นลำพู เป็นภาพอดีตครั้งสร้างกรุงเทพฯ ปัจจุบันต้นลำพูเหลือเพียงกลุ่มเดียวในสวนสันติปราการ แต่ชุมชนก็ยังมีความน่าสนใจตรงที่เป็นปากทางคลองรอบกรุง ทั้งเป็นแหล่งรวมไทย จีน มอญ ลาว เขมรมาแต่อดีต เป็นย่านการค้าขายไม่เคยซบเซา มาจนทุกวันนี้

ข้อมูลจาก
http://203.155.54.156/archives/ruttana/downloads/38.pdf






น่าแปลกที่ ต้นจาก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Nypa
โดยคำว่า Nypa นี้มาจากคำในภาษามาเลย์คือคำว่า Nipah
ต้นลำพู ยังถูกสันนิษฐานว่ามาจากภาษามลายูอีก

ปัจจุบันที่บางกรูด ยังคงมีต้นลำพูอยู่มากมาย สิ่งที่ขาดหายไปคือหิ่งห้อยเพราะระบบนิเวศวิทยาของชายฝั่งบางปะกงถูกทำลายไปนั่นเอง




ต้นลำพู...
ถือเป็นพรรณไม้ชายเลนและชายคลองสามารถเติบโตได้ดีได้ในที่ ทั้ง สามน้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม
เป็นไม้พุ่มมีใบมาก ใบสีเขียวบางเป็นมัน เจริญเติบโตได้ดีใน น้ำกร่อย จนถึงน้ำจืด มีรากอากาศหายใจขนาดใหญ่ใช้แทนไม้ก๊อกเป็นจุกขวดและทุ่นลอยได้ ดอกสีขาวและสีชมพุ มีกลิ่นหอมน้อยๆ ผลแก่รับประทานได้รสอมเปรี้ยว มีเมล็ดมากเมื่อผลแก่หลุดจากขั้วจะลอยน้ำไป แพร่พันธุ์ได้



ลำพู
ชื่อพฤกษศาสตร์: Sonneratia caseolaris (L.) Engler
ชื่อพื้นเมือง: ลำพู
ชื่อท้องถิ่น: ลำพู
วงศ์ SONNERATIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย ไม้ต้นขนาดกลาง – ขนาดใหญ่ สูง 8 - 20 เมตร ราก ระบบรากแก้วหยั่งลึกลงไปในดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจรูปคล้ายกรวยคว่ำ เรียวแหลมไปทางปลายราก ลำต้น ต้นตรงมีเนื้อไม้ ไม่ผลัดใบ กิ่งห้อยย้อยลง ต้นที่อายุน้อยเปลือกเรียบ แต่เมื่ออายุมากขึ้นเปลือกจะหยาบ แตกเป็นร่องลึกเป็นสะเก็ด




ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรี รูปรีแกมขอบขนาน ฐานใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลมทู่ หรือ เรียวแหลมสั้น หรือ มนเป็นติ่งสั้น เส้นใบไม่เด่นชัด ก้านใบค่อนข้างแบน สีแดงเรื่อๆ




ดอก สมบูรณ์เพศ ดอกเดี่ยว ที่ปลายกิ่ง วงกลีบเลี้ยงเป็นหลอดตื้นๆรูปถ้วย ปลายแยกเป็นแฉกลึก 8 แฉก รูปใบหอกแกมรูปสามเหลี่ยม แฉกยาวกว่าหลอด โคนกลีบเลี้ยงด้านในสีแดงอมชมพู กลีบดอกรูปแถบ หรือ ขอบขนานแคบ สีแดงเข้ม อยู่ระหว่างกลีบเลี้ยง

เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก ก้านชูอับเรณูยาว 2.5 - 4 เซนติเมตร โคนก้านสีแดงปลายสีขาวชมพู ร่วงง่ายภายในวันเดียว
เกสรเพศเมีย รังไข่ใต้วงกลีบ ภายในมี 4 ห้องติดกัน ก้านเกสรยาว มีเม็ดไข่มาก


ผล เป็นผลมีเนื้อและมีเมล็ดขนาดเล็กหลายเมล็ดฝังอยู่ในเนื้อผล ผลรูปกลม ด้านแนวนอนยาวกว่าแนวตั้ง สีเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงติดแน่นกับผลแบน ไม่มีสันแผ่แฉกกว้าง บานออกไม่หุ้มฐานของผล

ลักษณะเด่น ฐานกลีบดอกด้านในเป็นวงสีแดงเลือดนก มีจุดประขาวอยู่ในวงสีแดง โคนใบ หรือบริเวณกิ่งและก้านตรง ยอดอ่อนเป็นสีชมพู

นิเวศวิทยา ขึ้นในเขตป่าชายเลนที่น้ำกร่อยจนถึงน้ำค่อนข้างจืด หรือ มีช่วงระยะเวลาที่ระดับความเค็มของน้ำน้อยกว่า 10 % เป็นเวลานาน มักขึ้นเป็นกลุ่มตามริมชายฝั่งแม่น้ำที่เป็นดินเลนเหนียวและลึก
ออกดอกเดือนสิงหาคม - ธันวาคม และออกผลเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์




ประโยชน์ ผลสุกมีกลิ่นหอมและนิ่มรับประทานได้ รากหายใจ นำไปทำจุกไม้ก๊อกปิดขวด ทำเป็นทุ่นลอยในการประมง
ที่มาของจ้อมูล
http://tanhakit.blogspot.com/2010/12/blog-post_7871.html




นายเกษตร ไทยรัฐ เล่าว่า
ผลสุก มีรสเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นเนย สามารถรับประทานได้ จะใช้จิ้มพริกเกลือ หรือน้ำปลาหวานก็ได้ อร่อยมาก ผลห่ามเปรี้ยวจัดทำแกงส้ม หรือกวนทำซอส ดอกลวกพอช้ำรับประทานกับน้ำพริก หรือยำดอก “ลำพู” รสชาติเด็ดขาดจริงๆ เกสรของดอกกางออกลักษณะคล้ายร่มเด็กๆ ชนบทนิยมนำไปเล่นอย่างสนุกสนาน เนื้อไม้ แข็งแรงทนทานใช้ประโยชน์มากมายหลายอย่าง


ซึ่งที่บางกรูด ไม่เคยมีใครใช้ประโยชน์ จากดอกลำพูและผลลำพู นอกจากเป็นของเล่นของเด็กๆ จึงนับว่านี่ก็เป็นความรู้ใหม่ของพลอยโพยมเช่นกัน

ย้อนรอย..ถอยคืนวัน


ภาพสองฝั่งน้ำที่วัดบางกรูด
แนวชายฝั่งตรงกันข้าม มีแนวป่าจากแสม ลำพู เป็นฝั่งที่ดินงอก
ปัจจุบัน กระแสน้ำเปลี่ยนร่องน้ำ
ริมฝั่งวัดบางกรูด มีต้นกก ลำพู และ ต้นจาก เริ่ม เติบโต ได้ ในวันข้างหน้า ก็จะไม่พังทะลายอีกแล้ว


การป้องกันการพังทะลายของชายฝั่งจากกระแสน้ำ หากไม่มีเงินพอที่จะสร้างเขื่อน กั้นการกัดเซาะของกระแสน้ำ ใช้วิธีทิ้งก้อนหินไว้ชายฝั่งดังภาพ


ริมชายฝั่งของวัดบางกรูด ที่ไม่มีแนวไม้ เพราะเป็นฝั่งดินพังนั่นเอง
มิใช่การตัดต้นไม้ให้โล่งเตียน
ริมฝั่งน้ำ ต้องมีแนวต้นไม้ชายฝั่ง เกาะยึดดินไว้ไม่ให้พังทะลายลงแม่น้ำ


ภาพโป๊ะ ท่าน้ำ และลำพู ย้อยห้อยระย้า ยามเย็น ตะวันรอนอ่อนแสง
บ้านกำนันมด ตำบล บางกรูด เหมือนกัน
เป็นภาพจากอินเทอร์เนต
เนื่องจาก เป็นญาติ และชาวบางกรูดด้วยกัน ขออนุญาตท่านเจ้าของภาพนะคะ กำนันมดคงไม่ได้ถ่ายภาพเองแน่ เป็นรายการ แรลลี่



เอ๋ ทำไมเรามาอยู่บนใบตองแบบนี้ล่ะนี้
ที่ของฉัน ไม่เป็นเลน ก็เป็นต้นแสมนี่นา อุ๊ย งง งง อยู่นะ


สวัสดีเพื่อนปู เธอมาทำอะไรตรงนี้ละนี่


ไม่ใช่แค่เธอและฉัน มีอีกตัวหนึ่ง เป็นสาม น่ะ
เอเรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรกันละนี่
มีปูแสมหนึ่งตัวพ่นน้ำออกมาเพื่อเช็ดตาตัวเอง แสดงว่า ปูตัวนี้ ตาเริ่มมัว เลยต้องเช็ดตา
เมื่อเห็นรอบๆตัวชัดเจนแล้ว ก็ตอบเพื่อนปูอีก สองตัวว่า
พวกเราถูกยักษ์ (มนุษย์ )จับมาละซี่


ก้ามปูแสมทั้งใหญ่และอ้วนม้อต้อ แต่ก้ามก็ใหญ่ไม่เท่ากัน
ต่างตัวต่างแยกวงหาทางรอดกันละ
แจวกันเถอะเรา


เวลาชูก้ามขู่ขวัญ ก็ต้องยกก้ามอันใหญ่ไว้ให้เห็นเด่นชัด
อย่ามาแหยมกับฉันนะ


ถ้าไม่ยกก้ามสูงมาก ก็ยกสองก้ามพร้อมๆกันไหวจ้ะ
ฉันหนีบเธอได้ทั้งสองก้ามนะยักษ์ รู้ไว้ด้วย


น้องปูแสมคลานเพลินๆ คิดว่ายกก้ามขู่แล้วยักษ์คงกลัวไม่ทำอะไร
"แต่ก้ามเธอน่ะ เล็กกว่ามือยักษ์ของฉันมากเลยจะบอกให้คุณปูแสม"
พอถูกจับตัวปุ๊บปูก็เริ่มง้างก้ามทันที


ปูแสมก็มีสัญชาตญาณป่องกันตัวเข่นกัน
ไม่ต้องสงสารปูแสม สามตัวนี้ เพราะ ยักษ์ใจดี เอาไปปล่อยลงบ่อใหญ่หลังบ้าน มีต้นไม้ให้ไต่เล่นได้
ถ้าอยู่ที่ตลาด ปูสามตัวนี้ต้องถูกเอาไปแช่ดองเค็มกับเพื่อนๆอีกเป็นร้อยตัว


ปูทะเลพยายามง้างก้ามจะหนีบคนจับ เหมือนๆ ปู แสม
ต้องเกร็งมือเต็มที่ถ้าพลาดคนจับก็ถูกปูหนีบ


ลักษณะชิงช้า ตามที่เล่าไว้ ใช้เชือกเส้นใหญ่แทนโซ่ แขวนต้นคลักและแสมที่สูงใหญ่กว่านี้มาก


การเลื่อยฟืนที่ลำต้นไม้ใหญ่กว่านี้ต้องตั้งแท่น
แท่นเลื่อยฟืนเป็นไม้สองท่อนตีตะปูเป็นรูปกากะบาท ไม้สองท่อนที่ตีกากะบาทนี้ต้องหนาพอตั้งพื้นได้ มีไม้เป็นด้ามยึดยาวช่วยให้ไม้ที่ตีกากะบาท วางได้มั่นคงขึ้น
วางต้นไม้ ( ที่ลิดกิ่งเหลือแต่ลำต้น)ที่จะเลื่อยตามแนวด้ามยึด พาดไม้บนรอยต่อกากะบาท กะระยะความยาวของท่อนไม้แต่ละท่อนที่ต้องการเลื่อยให้ยาวเกินรอยต่อบรรจบของกากะบาท
มีคนจับด้ามเลื่อย สองคนสองด้าน มีคนที่สามคอยจับลำต้นไม้ที่เลื่อยไม่ให้พลิกไปมาตามแรงกระชากเลื่อยไปมา การเลื่อย เลื่อยส่วนที่ยื่นเกินแท่นกากะบาท


เมื่อเลื่อยออกเป็นท่อนๆแล้ว
ต้องใช่ขวานผ่าอีก ให้เป็นซีกๆ