วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

บทกวี ...มีแก้เซ็ง

บทกวี ...มีแก้เซ็ง


บทความนี้นำมาเป็นตัวอย่างให้กับชีวิตที่วุ่นวายยุ่งเหยิง หรือในช่วงที่เซ็งจัด
ผู้เขียนบทกลอนเหล่านี้ ไม่ใช่นักกวีที่ชื่นชอบการเขียนบทกลอน แต่ พลอยโพยมก็พยายามแทรกกลอนในเวลาเขียนเมล์ถึงกันบ่อย ๆ จนเพื่อน ๆ ในกลุ่มคุ้น และเริ่มลองเขียนกลอน ตอบโต้กันบ้าง ในช่วงที่ ในกลุ่มของเราเซ็ง มาก ๆ เพื่อน ๆ และพลอยโพยมเอง ก็ พัฒนาการเขียนกลอนมาด้วยกัน บทกลอนบางบท บางคน อ่านแล้ว ไม่รู้ลืม ต้องเอามาแซวกันบ่อย ๆ ว่า เนี่ย นะ บทกลอน เป็นกลอนตรงไหนนี่ กลอนประตูหรือกลอนหน้าต่างบ้านเธอกันแน่

ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน อ่านผ่านเลยไป อย่าใส่ใจ กับ ฉันทลักษณ์ของบทกวี หรือความไพเราะของบทประพันธ์
พลอยโพยมแค่สื่อความว่า
หากคนไทย ไม่ทอดทิ้งความเป็นไทย วิถีไทย ไม่มองข้าม หาว่าเชย ล้าสมัย ความเป็นไทยของเราจะอยู่ยั่งยืนนาน และพวกเรานั่นเองที่จะเป็นผู้สืบสานความเป็นไทยให้ดำรงคงอยู่

สงกรานต์ปีนี้เพื่อน ๆ อยากมาทำบุญที่วัดบางกรูด เพราะ เห็นพลอยโพยมเล่าเรื่องราวกล่าวถึง สำหรับแปดริ้วนั้นเพื่อน ๆ มากันบ่่อย ๆ อยู่แล้ว ส่วนใหญ่มานมัสการหลวงพ่อโสธร นับครั้งกันไม่ถ้วน

แค่มีเมล์นัดหมายกันไปเที่ยว ก็ มีเรื่อง ขำ ๆ เกิดขึ้น อย่างนี้ สมัยยังทำงานพลอยโพยมก็เก็บเมล์ลักษณะนี้ รวบรวมได้ ปีกใหญ่ที่เดียว คิดไว้ว่า พออายุ มาก ๆ สัก เจ็ดสิบปี แปดสิบปี ( ที่หากใครอยู่ถึง ) เราจะเอาความหลังเหล่านี้ มาเปิดอ่านกันให้สนุกสนาน กับวันวานของพวกเราในกลุ่ม ที่มีกัน สิบกว่าคน นั่นเอง

บทกลอนนี้ เริ่มจากเมล์ ประมาณเมล์ที่หก ที่เจ็ด แล้ว




ไปเที่ยวกัน เพิ่มพลัง ให้ชีวิต
ไปหัวหก ก้นบูดบิด ขวิดกันไหม
ไประลึก คุณพระศรี รัตนตรัย
ไปไม่ไกล แปดริ้วใกล้ ใคร่เชิญชวน

ไปสงกรานต์ บ้านพี่ติ๊ก ระริกรื่น
ไปชื่นมื่น ชมนกไม้ ท้ายบ้านสวน
ไปลงเล่น น้ำใสใส เห็นเนื้อนวล
ใครอวบอ้วน ปกปิดไว้ อุจาดมี

ไปกินข้าว แสนอร่อย ใกล้แม่น้ำ
ไปสำราญ นินทาคน ให้ป่นปี้
ไปเริงรื่น ไม่ทำงาน นานนานที
สนุกดี ยลสวรรค์ นั้นอีกคราว

ไปอวยพร คล้ายวันเกิด ประเสริฐนัก
ส่งคำรัก คำดีดี ให้พี่สาว
ไปกราบเท้า ขอพรพี่ ให้เกรียวกราว
เพริดแพรวพราว ความดีงาม สานร่วมกัน.
โดย หอยแมลงถู่




เชิญเพื่อนเพื่อน เยือนงาน สงกรานต์วัด
บ้านนอกถัด แถวถิ่น ดินแดนท่าน
คนเมืองกรุง ยุ่งนัก หนักกระบาล
ทิ้งเรื่องงาน งี่เง่า มาเอาบุญ

เสริมพลัง ตั้งจิต อธิษฐาน
พรประทาน ธรรมะ ละว้าวุ่น
มาอวยพร พี่วะ นะพวกคุณ
ฉันหัวหมุน อ่านเมล์ โยเยกัน

ทั้งคุณหอย แมงหวี่ พี่แมลงภู่
เอมี่ ยู ยากเยือน คำเตือนนั่น
นับอายุ ย่อมเยาว์ เอาร่วมพัน
ตัวเลขนั้น นับหาร การเวอร์ไป

( หอย ) แมลงภู่ ดูท่า ว่าสนุก
เธอคิดรุก ล่วงล้ำ ลำน้ำใส
ขอบอกย้ำ คำว่า น่าเสียใจ
จะไม่ได้ ดูเนื้อนวล อวบอ้วนเลย

หอยแมงหวี่ ดีใจ ใช่ไหมนั้น
โนมเนื้อฉัน นั้นเป็นทอง ต้องไม่เผย
เอาเป็นว่า แมลงภู่หมาย เป็นหม้ายเอย
แค่ชื่นเชย ชมชล บนฝั่งพอ

กินอาหาร ชานฝั่ง นั่งดูน้ำ
มาเพ้อพร่ำ พรรณนา นินทาหนอ
ใครไม่อยู่ พรูกระหน่ำ ยำไม่รอ
สำราญจ้อ เจื้อยแจ้ว แล้วกลับเรือน

จะชมนก ชมไม้ พอได้อยู่
เรือนลำพู พบปักษา มากรายเกลื่อน
จะชมสวน ล้วนแล้ง แห้งเยี่ยมเยือน
ขอให้เพื่อน เลือนฝัน วันที่มา

อิอิ จะเปลี่ยนใจไหมนี่ ...พลอยโพยม



เพื่อนๆคะ

กว่าจะนัดได้สักครั้งนั้นแสนยาก
แสนลำบากวุ่นวายตั้งหลายหน
เดี่ยวนั้นว่างนี่ไม่ว่าง โอ!!ปวดกมล
พอจรดล ก็สนุกทุกครั้งไป

ถ้าได้ไปครบทีมเช่นพี่วะ
พี่ติ๋มกะพี่แอนแสนสดใส
พี่แดง สุ ปุ๊ มิว น่าชื่นใจ
อัมและไต๋ ภาและตุ๊ก สนุกดี

ขาดไม่ได้คือพี่ติ๊ก หัวเรือใหญ่
จัดอะไรก็น่าชมมีสรรศรี
อุ้ย เกือบลืม น้องเหม่ง ที่แสนดี
รวมคราวนี้ร่วมพันเกินบรรยาย(จ้ะ)

จากหอยแมงหวี่

จะรอเป็นลูกศิษย์ พลอยโพยม (ฮิ ฮิ)





ถึง พี่หอยแมงหวี่

คำก็เหม่ง อุ๊ย!น้องเหม่ง ไอ้คุณเหม่ง
พี่อวบเปล่ง เบ่งเบอะบาน วานขานไข
คนหัวล้าน หัวโล้นลัก ไปหนักใคร
แต่ทนไหว เพราะเหม่ง ปัญญามี

ไม่หูหนา ตาเลินเล่อ เต่อขาสั้น
ไม่มัวมัน คันปากกล้า ท้าสู้ผี
ไม่เยาะเย้ย (คน)พิการผม ดมไม่ดี
พี่แมงหวี่ ควรเข้าวัด ดัดอันธพาล.

จาก น้องหอยแมลงภู่ ผู้พิการผม




ถึง น้องหอยแมงภู่

เรียกน้องเหม่งผิดตรงไหนไยกล่าวโทษ
ดูเหมือนโกรธมานานปีเป็นไฉน
ถ้าหากเรียกขุนช้างสิ ควรเจ็บใจ
นี้อะไร แซวเพียงนิดคิดเสียยาว

ถึงจะเหม่งแต่ก็หล่อ ผ.อ.ชอบ
ชื่นชมออกนอกหน้าพวกสาวสาว
กรี๊ก หวิด หวิว หวาด แหวว แงว แงว งาว
หัวเลี่ยนพราว ล้านดังนะ จ้ะพ่อคุณ
พี่แมงหวี่

(จะกลับบ้าน หิวข้าวแล้ว เขียนไม่ออกจ้ะ)



ถึงอาจารย์ พลอยโพยม

คนเมืองกรุง ยุ่งไม่หนัก สักแต่เที่ยว
จะไปเปรี้ยว ไปทำหวาน ท้ายบ้านสวน
ขอแม่พลอย โพยมศรี ไม่แปรปรวน
ขอให้เชิญ ขอให้ชวน เราจะไป

ไม่ต้องเลิศ ไม่ต้องเชิด ไม่ต้องหรู
ขอพธู ใจต้อนรับ จิตผ่องใส
ขอเพียงแค่ น้ำแข็งเปล่า เวลาไป
โลกไหนไหน ไม่มีเปรียบ เทียบได้เลย.

จากศิษย์ คิดล้างจาน


ถึง พี่หอยแมงหวี่

ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์มีอาจารย์ กึ่งบ้า
เราแต่งผิดหวี่ประณาม เราชอบ
เราแต่งถูกหวี่มาหยาม หวี่นี้ตูดเป็นหนอง.

โดย...ศรีเปิ้น ศิษย์พลอยโพยม



ถึงน้องหอยแมงภู่

วานทุกคนในแกงค์นี้ เป็นพยาน
เราไม่เคยคิดจะหยาม ภู่เล่น
เราชมเราเชยชื่น เราชอบ
กลับมาแช่งตูดเป็นหนอง อย่างนี้ต้องเจอกัน
จากพี่แมงหวี่





เก่งจำนรรจ์ กันนะน้อง ต้องแจ้งเกิด
แมงภู่เปิด ประเด็น เป็นหัวข้อ
น้องแมงหวี่ ปรี่ใส่ ไม่รั้งรอ
เหม่งอือออ อวบเปล่ง เบ่งเบอะบาน

คนหัวล้าน โล้นสัก ไม่หนักจิต
หวี่หวุดหวิด ขวิดใส่ ให้เหิมหาญ
เหม่งรีบโวย หวี่นั้น อันธพาล
หวี่เลยหวาน วุ๊ยแหวว แนวเอ็นดู


เหม่งรูปหล่อ ผอ.ออ พะนอรัก
แจ้งประจักษ์ จนออก นอกหน้าอยู่
ชื่นชมชอบ ชิดเชื้อ ช่างเชิดชู
เหม่งเลิศหรู รื่นรมย์ เริงร่าเชียว


เปิดเมล์ใหม่ ม้วนนี้ มีสยอง
หอยพี่น้อง หนองติดตูด พูดแล้วเสียว
ผลัดกันแคะ แกะแผล แย่จริงเจียว
จงกลมเกลียว กอดคอ รอเยียวยา

เราทั้งหลาย สหายเก่า เฝ้าเรียกขาน
เป็นพยาน ย่อมได้ ไม่หนักหนา
แมลงหวี่ พี่แมลงภู่ วู้สมญา
ขุนช้างซ่า ซัดไว้ ไม่ทันดู

ทั้งถูกหยาม เยาะเย้ย เอ่ยเสียดสี
จนสุดที่ หวี่จะแหวว เจื้อยแจ้วสู่
นัดเจอกัน วันสงกรานต์ งานพันตู
เดี๋ยวก็รู้ หมู่หรือจ่า ว่าประจาน

เหม่งลดเลี้ยว เกี่ยวก้อย พลอยโพยม
ทำประโลม ปะเหลาะ เหยาะคำหวาน
น้ำแข็งเปล่า เหมาว่าหรู ดูเบิกบาน
ปลื้มประมาณ ปานเปรียบ เทียบเมืองแมน

ช่างฉอเลาะ เพราะพริ้ง จริงหรือน้อง
กินน้ำคลอง โคลนคลุก สนุกแสน
หาผักหญ้า ยลชิม อิ่มเอมแทน
อย่ารีบแจ้น แจวอ้าว ชาวเมืองกรุง....

เรื่องน้ำใจ จิตแจ่ม ย่อมแย้มออก
คนบ้านนอก หน่ายจริง สิ่งเหยิงยุ่ง
กินอะไร รอบตัวมี นี้จรุง
เราลูกทุ่ง มุ่งที่ วิถีไทย



แมลงภู่ รู้ไหม ใช้เรียกหา
เป็นชื่อปลา ชะโด ตัวโตใหญ่
พ่อชะโด โอ๋ลูก พันผูกใจ
กัดพรรณไม้ ในน้ำ ทำรังเรือน

ล้มเป็นแพ แลลอด สอดไปกัด
แอ่งกลางจัด แจงแต่ง แหว่งโหว่เหมือน
คนหัวล้าน กระบาลใส ไร้ผมเยือน
รอบล้านเลือน หรอมแหรม แซมประปราย

เฝ้าดูแล ลูกน้อย กลอยใจพ่อ
กบดานรอ ระวังภัย ไม่ห่างหาย
ลูกครอกอยู่ เย็นฉ่ำ ใครกล้ำกราย
ถูกทำร้าย รู้ทั่ว กลัวชะโด

กัดนิ้วขาด ข่าวดัง ในครั้งก่อน
อุทาหรณ์ หาปลา พาวิ่งโร่
นักดำน้ำ ร่ำลือไว้ ให้คุยโว
นักเลงโต ตามวารี นี้เด่นดัง

เจ้าฟ้ากุ้ง กาพย์เห่เรือ เผือคำเพรียก
คำใช้เรียก แมลงภู่ คู่เคียงหวัง
เคยคลอเคล้า เจ้าเนื้อนวล ยวนใจจัง
เห็นปลาดั่ง ได้ชมชิด สนิทนาง

รังชะโด ได้เทียบ เปรียบเปรยขาน
คนโบราณ รุ่นเก่า เขาสรรสร้าง
ชะโดตีแปลง แจ้งใจ ไม่ระคาง
เรียกหนึ่งอย่าง ยามเย้ายั่ว หัวล้านไทย
พลอยโพยม




พี่่.พลอยโพยม

บทสุดท้ายแสนไพเราะเสนาะโสต
เป็นบทโปรดที่แมงหวี่เปรมปรีดิ์เหลือ
คนโบราณท่านเปรียบได้ไม่คลุมเครือ
หัวคนเมื่อหมายกับปลาน่าสนใจ

น้อง แมงหวี่



ถึง สว.พี่ติ๋ม

ดีใจจัง พี่ติ๋มชม สมใจนัก
แต่งเพราะรัก ไม่เป็นศัพท์ ก็หนับหนุน
รู้สึกดี อยากแต่งอีก ช่วยการุณ
มาช่วยลุ้น คนบ้ายอ รอการชม


เพื่อนเพื่อนจ๋า อยู่ไหน มาลองเขียน
มาลองเพียร กล่าวกลอน พรสุขสม
เรามีพลอยโพยม เจ้าคารม
ช่วยมาบ่ม เจียรนัย ให้เขียนดี

ทั้งคุณเปิ้น คุณไต๋ ไปไหนแล้ว
คุณตุ๊กแหวว คุณภาเพริศ บรรเจิดศรี
การเขียนกลอน ช่วยให้เพลิน เกินเปรมปรีดื์
สติมี หายบ้องส์ ลองกันเอย (ฮิฮิ)
น้องแมงหวี่จ้ะ


ถึงพี่น้องผองเพื่อนล้วนเป็นมิตร
แนบสนิดชิดเชื้อล้วนสุขสันต์
รอนับวันที่สิบห้าเร่งมาพลัน
ทุกคืนฝันได้พบกัน มันส์จริงเอย.......

มือใหม่ ตุ๊กแหวว


คงแก้เซ็งให้หลาย ๆ ท่านได้

เพิ่มเติม
ยังตั้งชื่อบทกวีสองบทนี้ไม่ได้ว่าจะชื่อบทกวีอะไรดี แต่ที่แน่ ๆ นี่เป็นคำบ่นปนเล่าความ บทที่ 1 มีเนื้อความว่า

กำลังลังยุ่ง มุ่งแต่งาน งานหนักหนา
เดี๋ยวขาโน้น เดี๋ยวขานี้ นี้กระไร
เดี๋ยวชุมโน้น เดี๋ยวชุมนี้ ประชุมอยู่ได้
รายงานโน้น รายงานนี้ ได้แต่แต่ตาม
อีกพ่อตา ดันมาตาย มลายชีวา
เลยไม่ว่างมาตอบเมล์
มิวครับ

กับอีกบทกวี ทำทีจะเป็นบทกลอน แต่ เจ้าของบทประพันธ์ พอใจและตั้งใจสร้างรูปผังการสัมผัสระหว่างบทใหม่่ ไม่มีสัมผัสระหว่างบท นี่เป็นฉันทลักษณ์เฉพาะตัวของคนประพันธ์ ผู้ประพันธ์บอกว่าเป็นศิษย์แม่พลอย ไม่แน่ใจว่าแม่พลอยไหน แม่พลอยแถวบ้านคนเขียน แม่พลอยโพยมศรี ของคุณ ศิษย์คิดล้างจาน หรือแม่พลอยในสี่แผ่นดิน ลักษณะคำประพันธ์ บ่นปนเล่าความประนามปิดท้าย

ไม่ได้หาย ไปไหน แต่ไม่มี เวลา
ผู้ช่วยลา ลูกน้องไม่มา แทบเป็นบ้า
อะไรเจ้าขาตัวข้า ฮ่าฮ่าฮ่า
ยืนจังก้า โอเวอร์ไรด์ ได้ทั้งวัน

ชีวิตนี่หนา ช่วงนี้ ช่างหฤหรรษ์
ถึงวันโบนัสออก นกกระจอก ไม่ทันกินน้ำ
ถูกลูกน้อง ที่รัก หักให้ช้ำ
ยื่นใบลาซ้ำซ้ำ เจ็ดแปดคน ทนไม่ไหว

นี่ล่ะหนาคน รู้หน้า ไม่รู้ใจ
พอก่อนเท่านี้นะ ต้องทำงานต่อ
เดี๋ยวผอ.รู้เข้า จะถูกด่าทอ
รอพบกันต่อ วันที่ สิบห้านี้ ดีแฮ

น้องไต๋ ศิษย์แม่พลอยฯ

อย่างไรก็ตามที น้องทั้งสองคน ก็มีอารมณ์สุนทรี ไม่น้อยเลยทีเดียว

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

[บทความ]มัศยา ..ปลากระทุงเหว

มัศยา....ปลากระทุงเหว



ชื่อไทย ปลากระทุงเหว ปลาเข็มแม่น้ำ ปลากะทุงเหวเมือง
ชื่อสามัญ Round - tail garfish , Freshwater garfish
ชื่อวิทยาศาสตร์ Xenentodon cancila (Buchanan)
อยู่ในวงศ์ปลากระทุงเหว (Belonidae)

ปลากระทุงเหวเป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็ก มีรูปร่างคล้ายปลาในวงศ์ปลาเข็ม

นับเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Xenentodon



ลักษณะทั่วไป รูปร่างยาวเรียวทรงกระบอกคล้ายเข็ม ลำตัวค่อยข้างกลมรูปไข่ ท้องแบน จะงอยปากยื่นยาว แหลมแบบปากนก ปากบนและล่างมีฟันแหลมคมซี่เล็ก ๆ เรียงเป็นแถว จะงอยปากตอนปลายมีสีแดงเป็นแต้ม

ครีบอกใหญ่และแหลมใช้สำหรับกระโดดพ้นจากผิวน้ำเพื่อหลบหลีกศัตรูและไล่จับอาหาร ครีบท้องมีขนาดเล็กมาก ครีบหลังและครีบก้นอยู่ใกล้ครีบหางซึ่งตั้งอยู่ตรงกันข้ามกันเกือบจะเป็นเส้นตรง มีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ประมาณส่วนที่ 4 ของความยาวลำตัวจากส่วนหัวไปยังส่วนหาง ไม่มีสันแข็งที่คอดหาง ครีบหางตัดตรงเว้าเล็กน้อย บางและเห็นได้ชัดเนื่องจากมีลักษณะเป็นสันแข็ง ตรงส่วนท้ายมีเกล็ดแบบโค้งมนปลายแหลม (ctenoid) เรียงซ้อนทับกันเป็นระเบียบ คล้ายการปูกระเบื้องหลังคาโบสถ์ ในตัวผู้มีส่วนหลังยกสูงที่บริเวณต่อจากท้ายทอยและเป็นสันมีสีแดง กระดูกแก้มไม่มีเกล็ด เส้นข้างตัวไม่เป็นสัน

ลำตัวมีสีเหลืองอ่อนหรือขุ่น ด้านบนมีสีเขียวอ่อน ด้านข้างลำตัวมีสีเงินและมีแถบสีคล้ำพาดขวางตามแนวยาวถึงโคนหาง ครีบใส ด้านท้องและด้านข้างของลำตัวสีบรอนซ์เงิน ตรงกึ่งกลางของฐานครีบหางจะมีจุดสีดำหนึ่งจุด



ถิ่นอาศัย-อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ตามผิวน้ำพบในแหล่งน้ำไหลทั่วทุกภาค พบบ้างในหนองและบึงที่มีทางน้ำติดกับแม่น้ำ
การแพร่กระจาย เป็นปลาที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในเขตอบอุ่นและเขตร้อนในเกือบทุกภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะในแหล่งน้ำที่มีน้ำไหลสม่ำเสมอ ในทวีปเอเชียพบในประเทศไทย อินเดีย พม่า กัมพูชา มาเลเซีย เกาะสุมาตรา บอร์เนียว และสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังพบในแหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิอบอุ่นเกือบตลอดปีของประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับประเทศไทยจะพบได้ทั่ว ๆ ไปในแถบปากน้ำสมุทรปราการ แม่น้ำแม่กลอง ท่าจีน ท่าฉลอม รวมถึงแหล่งน้ำต่าง ๆ ในภาคตะวันออก ได้แก่ แม่น้ำเวฬุ จังหวัดจันทบุรี รวมทั้งในเขตภาคใต้ เช่น ในทะเลสาบสงขลา แม่น้ำตาปี จังหวัด สุราษฎร์ธานี
สำหรับในแหล่งน้ำจืดพบได้ทั่วไปในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสาขาตั้งแต่ภาคเหนือจนมาถึงภาคกลางในหลาย ๆ จังหวัด



ปลากระทุงเหว
การสืบพันธุ์ โดยการนำแม่พันธุ์ปลากะทุงเหวมาปล่อยในบ่อซีเมนต์ ปล่อยให้ผสมพันธุ์ มีวัสดุวางไข่ลักษณะไข่จะเป็นไข่จม สีเหลืองเข้ม ที่ผิวเปลือกไข่มีเส้นใยเล็ก ๆ จำนวนมาก หรือผสมพันธุ์โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ (Controled natural method)


อาหารธรรมชาติ -อาหารของปลากะทุงเหวในธรรมชาติ จะหากินด้วยการจับปลาขนาดเล็กหรือลูกปลาซึ่งมักจะว่ายเข้ามาเลี้ยงตัวในบริเวณใกล้ชายฝั่ง หรือที่มีน้ำค่อนข้างตื้น สำหรับในเขตน้ำจืดมักจะกินพวกลูกกุ้งหรือแมลงบางชนิด

ขนาด -มีความยาวประมาณ 10 - 25 เซนติเมตร จากการรายงานของ Smith (1945) ขนาดใหญ่ที่สุดที่พบความยาว 32 เซนติเมตร



ปลากระทุงเหวอ้าปาก

ขนาด -มีความยาวประมาณ 10 - 25 เซนติเมตร จากการรายงานของ Smith (1945) ขนาดใหญ่ที่สุดที่พบความยาว 32 เซนติเมตร


นิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยงาม และใช้บริโภคเป็นอาหาร แม้เนื้อปลาจะมีกลิ่นเหม็นเขียวก็นำมาใส่เกลือตากแห้งรับประทานได้ มีการเพาะเลี้ยงกันในบางพื้นที่ และนิยมตกเป็นเกมกีฬา
มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น "ปลาเข็มแม่น้ำ" เป็นต้น


http://www.bestfish4u.com/Freshwater-fish.php

ที่มาของข้อมูล : กรมประมง


ปลากระทุงเหวในเรือผีหลอก

ปลากระทุงเหวเมื่อมาอยู่ใกล้กับปลาบึก ก็เป็นปลาที่มีขนาดห่างไกลกันราวกับอยู่คนละขั้วโลกเลยทีเดียว เห็นภาพปลากระทุงเหวแล้วก็ยังนึกไม่ออกว่า ทำไมปากปลากระทุงเหวต้องยาวขนาดนี้ด้วย ที่บางกรูดเวลาเราจะพูดเปรียบเทียบถึงคนที่หน้าตาไม่ค่อยดีนักว่าหน้าตาเหมือนปลากระทุงเหว หรือเปรียบเทียบกับปลาอีกชนิดคือปลาจวด

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

[บทความ]หวนคะนึง...ถึงปลาบึก

หวนคะนึง...ถึงปลาบึก



(แก้ไข)

พลอยโพยม มารู้จักชื่อปลาบึก ตอนโต และหนังสือพิมพ์ลงเรื่องราวการจับปลาบึกในลำน้ำโขง ต่อมาก็ได้ยินข่าวว่า กรมประมงสามารถผสมเทียมปลาบึกเป็นผลสำเร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 และในปีต่อมาสามารถเพาะพันธุ์ได้จำนวนมากพอที่จะปล่อยในแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ
อีกหลายปีต่อมา ก็ได้ข่าวว่ามีการแจกพันธุ์ (ลูกปลาบึก) ที่สถานีประมงจังหวัดประทุมธานี น้อง ๆ ที่ทำงานในสมัยนั้นเล่าว่า เขามีญาติอยู่จังหวัดราชบุรี เลี้ยงปลาบึกบ่อใหญ่โตมากต้องขุดลึก ๆ ด้วย และก็ไม่มีปัญหาอะไร
ระยะนีั้น พี่ชายน้องชายของพลอยโพยม เป็นเกษตรกร กุ้งกุลาดำ ทั้งบ่อเพาะและบ่อเลี้ยง เราเลยแบ่งบ่อดิน มาเตรียมทำบ่อปลาเลี้ยงปลาบึกกัน และเขียนจดหมายไปขอพันธฺุ์ปลาบึกจากสถานีประมงจังหวัดประทุมธานี

วันที่ น้อง ๆ ปลาบึก หลายร้อยตัว ย้ายบ้านมาอยู่ที่บ่อเลี้ยงพลอยโพยมไปทำงาน จึงไม่เคยได้เห็นหน้าตา น้อง ๆ ปลาบึกเหล่านั้น
ต่อมา ก็ต้องไปเจรจากับ พ่อค้า แม่ค้าในตลาดเช้าบ่อบัว ขอซื้อเศษผักเอาใส่เข่งมาเลี้ยงปลาบึก อีก สองสามปีต่อมา คุณพ่อของพลอยโพยมป่วย พี่ชายได้ตั้งอธิษฐานจิต ว่า ถ้าพ่อหายป่วยจะปล่อยปลาบึกไปให้หมด ซึ่งก่อนหน้านี้ น้องชายอีกบ้านหนึ่งก็เคยมาขอแบ่งปลาบึกไปบางส่วน และคนเลี้ยงเริ่มรู้สึกว่าปลาไม่ค่อยเจริญเติบโตนัก แล้วพ่อก็หายป่วยออกจากโรงพยาบาลได้

ปัญหาคือ เราจะปล่อยปลาบึกไปไว้ที่ไหนดี ในแม่น้ำบางปะกงไม่ได้แน่เพราะเป็นน้ำสองนิเวศ จะคืนสถานที่เดิมก็ไม่ได้เพราะเขาไม่มีการเลี้ยงปลาตัวโตมีแต่พันธุ์ลูกปลาที่ไว้จ่ายแจกเท่านั้น

ในที่สุด ก็ได้สถานีประมงบางพระจังหวัดชลบุรีตกลงมารับปลาบึกอายุประมาณ 5 ปี ให้ ในวันมารับปลาเจ้าหน้าที่ประมงใช้อวนลาก ลากปลาไปได้ ประมาณ 200 ตัว แต่เจ้ากรรมจริง ๆ มีปลาบึก ไปแอบซ่อนตัวในกอหญ่้า ไม่ติดอวนไป 3-4 ตัว เป็นเวลานาน คนที่บ้านจึงรู้ว่า มีปลาบึกหลงอยู่ และปล่อยให้หากินเองในบ่อ ต่อมามีปีหนึ่งฝนแล้งมาก น้ำในบ่อแห้งจัด แต่ปลาบึก 3-4 ตัวนี้ ก็ยังรอดชีวิต เมื่อถึงหน้าฝนพอฝนตกหนักหญ้าในบ่อที่แห้งคาบ่อเกิดเน่าเสีย (ทุกปี น้ำไม่แห้งจนหญ้าในบ่อแห้งตายมาก่อน) ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่ไม่ได้จัดการเรื่องหญ้าแห้งเหล่านั้นก่อนที่น้ำในบ่่อจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น มารู้ตัวเมื่อน้องปลาบึกน้ำหนักประมาณ 10 กว่า กิโลกรัม ลอยขึ้นมาและตายหมดทั้ง 4 ตัว

พลอยโพยมก็ยังไม่เคยเห็นหน้าตาน้องปลาบึกอยู่ดี

น้องปลาบึก 4 ตัวนี้ อุตส่าห์สมัครใจ จะอยู่กับบ่อเลี้ยงที่บ้านแต่ในที่สุดก็ตายหมด
ส่วน น้อง ๆ ปลาบึกที่ไปอยู่ สถานีประมงบางพระ ฯ ได้ยินข่าวว่า เอาไปปล่อยในอ่างเก็บน้ำบางพระ ในปัจจุบัน ( สิบหก สิบเจ็ดปีแล้ว) ก็คงไม่มีปลาบึกเหลือแล้วเพราะถ้าปลาบึกเหล่านั้นสามารถแพร่พันธุ์ต่อได้ ก็คงเป็นแหล่ง ที่จะต้องระบุว่าพบว่ามีปลาบึก อาจจะถูกชาวบ้านริมอ่างเก็บน้ำจับไปกินกันหมด อาจจะมีปลาบึกตายในระหว่างการขนย้ายด้วย หรือไปป่วยตายในอ่างในภายหลังอีกต่างหาก

พลอยโพยม และคนในบ้าน ไม่เคยมีใครเคยกินปลาบึกจนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร และพลอยโพยมก็ตั้งใจ ว่า ชาตินี้จะไม่กินปลาบึกอย่างเด็ดขาด เพื่อรำลึกไว้อาลัยให้น้องปลาบึก หลายร้อยตัวดังกล่าว



ฉันชื่อปลาบึกจ้ะ

ชื่อไทยอีกชื่อของฉันเรียกฉันว่า ไตรราช ก็ได้จ้ะ (แต่ฉันเองไม่ค่อยคุ้นกับชื่อไตรราชสักเท่าไหร่ )
แล้วบางทีคนไทยอื่น ๆ ที่ไม่ได้สนใจเรื่องของฉันนัก ก็คงไม่รู้ ว่า ปลาไตรราช ก็คือปลาบึก คำว่า ปลาบึก ดูจะถ่ายทอด คุณสมบัติ คุณลักษณะของฉัน ได้ดีแท้แน่นอน ถึงไม่เคยพบเห็นฉัน หลับตามองภาพปลาที่จะใช้ชื่อว่า ปลาบึก ก็น่าจะมีจินตภาพ ได้ใกล้เคียงกับตัวฉัน เธอรู้สึกอย่างนั้นไหมจ๊ะ



แต่ว่ามารู้จักตัวตน และความเป็นมาของฉันกันตามที่มีผู้คนเขียนถึงเรื่องราวของฉันกันหลายบทความดีกว่า

ชื่อไทย ปลาบึก หรือปลาไตรราช
ชื่อสามัญ MEKONG GIANT CATFISH
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pangasianodon gigas

ถิ่นอาศัย แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำแหล่งเดียวในโลกที่เป็นถิ่นอาศัยของปลาบึก



ปลาบึก เป็นปลาไม่มีเกล็ดหรือที่เรียกกันว่า ปลาหนัง นับเป็นปลาน้ำจืดซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
ปลาบึกถือเป็นปลาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Pangasinodon




ลักษณะทั่วไป

ลำตัวยาวด้านข้างแบน หัวค่อนข้างเล็ก จะงอยปากสั้นทู่ ตามีขนาดเล็กและอยู่ในระดับเดียวกับมุมปากมีหนวดสั้นมากมีอยู่ 2 คู่ ปากเล็ก ปลาวัยอ่อนจะมีฟันอยู่บนขากรรไกร เมื่อปลาเจริญวัย ฟันจะหลุดหายไป ลำตัวมีสีเทาปนดำ หรือออกแดงบริเวณหลัง แล้วค่อย ๆ กลายเป็นสีเทาแหมฟ้าทางด้านข้าง ด้านท้องใต้แนวเส้นข้างตัวลงเป็นสีเหลือง ส่วนล่างสุดจะเป็นสีขาวเงิน มีจุดดำจุดหนึ่งทางด้านข้างตรงตำแหน่งปลายสุดของครีบหู และจุดดำอีกสามจุดบนครีบหาง ครีบทุกครีบเป็นสีเทาจางๆ

ลักษณะภายนอกที่สามารถแยกแยะปลาบึกออกจากปลาในสกุล Pangasius ซึ่งเป็นปลาในสกุลที่ใกล้เคียงที่สุด ได้แก่ลักษณะของฟันและหนวด ปลาบึกไม่มีฟันและเกือบจะไม่มีหนวด โดยที่ปลาวัยอ่อนมีฟันและกินปลาอื่นเป็นอาหาร แต่เมื่อโตขึ้นฟันจะหลุดไป และตาซึ่งจะอยู่ต่ำกว่ามุมปากเมื่อมองจากด้านหน้าตรง ๆ จะไม่เห็น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้หากินตามพื้นน้ำ อีกทั้งปลาบึกมีซี่กรองเหงือกเล็กกว่า และ ปลายถุงลมจะลงถึงบริเวณช่วงท้องไม่เกินครีบก้น อีกทั้งความกว้างของปากและส่วนหัวของปลาบึกก็มีมากกว่า



ถิ่นอาศัย -แม่น้ำโขงบริเวณประเทสลาวเป็นแม่น้ำแหล่งเดียวในโลกที่เป็นถิ่นอาศัยของปลาบึก แต่ก็เคยพบในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง ในแคว้นฉานของประเทศพม่า และแคว้นยูนาน ในประเทศจีนตอนใต้
ปลาบึกชอบบริเวณแม่น้ำที่มีความลึกมากกว่า 10 เมตร พื้นท้องน้ำเป็นกรวด และควรจะมีเพิงหินหรือถ้ำใต้น้ำด้วย


นิสัย - รักสงบ ตื่นตกใจง่าย ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงบริเวณเขตน้ำลึกที่มีกระแสน้ำไหล

การสืบพันธุ์ เชื่อว่าฤดูผสมพันธุ์วางไข่ของปลาบึก เรื่มต้นหลังจากสิ้นฤดูฝน จะตกอยู่ราวเดือนกุมภาพันธ์ เป็นระยะที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเริ่มลดลง ระยะนี้ปลาบึกที่หากินบริเวณแม่น้ำโขงตอนล่างจะอพยพขึ้นสู่ตอนบนเพื่อวางไข่ผสมพันธุ์โดยปลาบึกจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่เหนือขึ้นไปจากประเทศไทย บริเวณหลวงพระบางในประเทศลาวซึ่งเป็นบริเวณนำลึกมีเกาะแก่งมากสะดวกในการผสมพันธุ์และวางไข่ในฤดูแล้ง พอถึงฤดูน้ำหลาก ปลาบึกจะว่ายตามน้ำลงมายังแม่น้ำโขงตอนล่าง

การผสมพันธุ์เริ่มโดยตัวเมียจะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ แล้วค่อย ๆ ตะแคงข้างและหงายท้องขึ้น จากนั้นตัวผู้จะลอยตามขึ้นมา และคอยจังหวะเลื่อนตัวขึ้นทับตัวเมีย แล้วจะจมสู่ก้นน้ำพร้อมกัน ทำอยู่อย่างนี้หลายครั้งจนกว่าตัวเมียจะปล่อยไข่หมด แล้วจะไม่โผล่ขึ้นมาให้เห็นอีก หรือเพาะพันธุ์โดยการผสมเทียมก็ได้

ความเชื่อของชาวเขมรและชาวลาว
ปลาบึกมีประวัติความเป็นมายาวนานมีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาเป็นเวลาร้อยปี โดยชาวเขมรและลาวเชื่อกันว่า ปลาบึกตัวเมียมีถิ่นอาศัยอยู่เฉพาะในทะเลสาบเขมรเท่านั้น เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จะเดินทางขึ้นไปตามลำน้ำโขง ผ่านประเทศลาว ไทย พม่า ขึ้นถึงทะเลสาบตาลีในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อผสมกับตัวผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในทะเลสาบดังกล่าว
ปลาบึกตัวผู้มีลักษณะพิสดารกว่าตัวเมีย คือ จะมีเกล็ดเป็นสีทอง และสิงสถิตอยู่แต่ในทะเลสาบตาลีเท่านั้น



ในธรรมชาติยังไม่มีผู้พบปลาบึกวัยอ่อน

อาหารธรรมชาติ อาหารของปลาบึกในธรรมชาติคือพืชชนิดต่าง ๆ เช่น ตะไคร่น้ำ แต่เมื่อนำมาเลี้ยงก็สามารถรับอาหารชนิดอื่นได้ เช่น ลูกปลาวัยอ่อน กินไรน้ำ ลูกปลาขนาดเล็ก


ขนาด ปลาบึกสามารถโตได้ถึง 3 เมตรและหนัก 150-200 กิโลกรัม ใน 5 ปี ปลาที่หนักที่สุดเท่าที่เคยจับได้เป็นตัวเมีย (บางรายงานระบุผิดว่าเป็นตัวผู้) ยาว 2.7 เมตร และหนัก 293 กิโลกรัม (646 ปอนด์) เจ้าหน้าที่กรมประมงสามารถรีดไข่ได้สำเร็จแต่ปลาตัวนี้ก็ตายก่อนที่จะปล่อยกลับธรรมชาติ



ปลาบึก เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจถือเป็นอาหารที่ราคาสูงในประเทศลาว ในอดีตมีการประกอบพิธีกรรมร่วมกับการจับปลาชนิดนี้ ซึ่งมีการจับเพียงครั้งเดียวต่อปี และเนื้อปลาก็พบเห็นได้น้อยตามตลาด นอกจากเนื้อแล้ว ตับและไข่ปลาหมักเป็นอาหารรสชาติดี และนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย

ทุก ๆ ปี ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะมีประเพณีจับปลาบึก โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทำให้ปลาบึกที่โตเต็มที่พร้อมผสมพันธุ์ถูกจับทุกปี เพื่อนำเอามาขายเป็นอาหารราคาแพง ทำให้ปริมาณของปลาบึกในแม่น้ำโขงลดจำนวนลงทุกปี ๆ




ปลาบึกมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า "ไตรราช"
ปลาบึกที่มีขายในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการผสมเทียม โดยกรมประมงสามารถผสมเทียมและได้ลูกออกมานำไปปล่อยไปในแหล่งน้ำหลายแห่งในประเทศ อาทิ เขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา บ่อน้ำภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


ปลาบึก เป็นปลาที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากการจับปลามากเกินไป คุณภาพน้ำที่แย่ลงจากการพัฒนาและการสร้างเขื่อนบริเวณต้นน้ำ ปัจจุบัน IUCN จัดปลาบึกอยู่ในกลุ่ม Critically Endangered ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาก


ที่มาของข้อมูล วิกิพีเดีย กรมประมง และประทีปพันธุ์ปลา
http://www.bestfish4u.com/MEKONG-GIANT-CATFISH.php
http://www.fisheries.go.th/sf-ratburi/Fish/Fish.htm