ชำมะเลียง
ชำมะเลียง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lepisanthes fruticosa (Roxb.)Leenh.
ชื่อวงศ์Sapindaceae
ชื่ออื่น ภาคกลาง ภาคใต้ เรียก ชำมะเลียงบ้าน พุมเรียง พุมเรียงสวน ตราดเรียก โคมเรียง ภาคเหนือ เรียก ผักเต้าและมะเถ้า ภาคอีสาน เรียก ภูเวียง
ชำมะเลียงเป็นไม้พุ่มถึงไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขา สูงได้ถึง 1.5 -10 เมตร
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียนสลับ
ใบย่อยรูปไข่ งรูปไข่แกมขอบขนาน หรือรูปใบหแกแคบ ปลายใบมนถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ คล้ายรูปหัวใจถึงแหลมผิวใบเกลี้ยง ใบเขียวเต็ม มีหูใบ แผ่เป็นแผ่น รูปเกือบกลม เรียงเวียนซ้อนกันบริเวณโคนก้านใบใกล้ปลายยอด
ดอกสีแดงเข้ม พบน้อยที่เป็นสีเหลืองหรือสีขาว ออกเป็นช่อกระจุกเดี่ยว หรือแยกแขนงที่ซอกใบ ตามกิ่งหรือลำต้นดอกช่อ ห้อย ยาวถึง 75 ซม. แยกเพศ กลีบรองดอก 4 กลีบ รูปเกือบกลม กลีบดอก 4 กลีบ เกสรผู้ 5-8 อัน รังไข่มี 2 ช่อง
ออกดอก เดือนมิถุนายน - ธันวาคม
ผล เมล็ดเดี่ยวแข็ง ทรงรูปไข่ รูปรี รูปเกือบกลมหรือรูปรีขวาง เมื่ออ่อนสีขาว เมื่อสุกสีแดงเข้มหรือเดือบดำ
เมล็ด
รูปเกือบกลมถึงรูปรี แบนด้านข้าง มักมี 2เมล็ด สีม่วงดำถึงออกแดง ผิวเกลี้ยง
ถิ่นกำเนิด ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อดีของชำมะเลียง
เป็นพันธุ์ไม้ที่มีการขยายพันธุ์ง่าย ขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด
ขึ้นได้ในดินเค็ม การแพร่กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติพบมากแถบพื้นที่ชายทะเล
ชำมะเลียงเป็นพันธุ์ไม้ผลพื้นเมือง จึงทนทานโรคและแมลงศัตรูพืชได้ดี
ประโยชน์
ผลชำมะเลียงแก่ มีรสฝาดหวาน คนโบราณให้เด็กกินแก้โรคท้องเสีย ( ผลถ้ารับประทานมากไปทำให้ท้องผูก )
ก่อนรับประทานผลชำมะเลียงควรคลึงเบาๆ ให้ทั่วผล จะลดรสฝาดลงได้บ้าง
ใบอ่อน ใช้ประกอบการทำอาหารได้หลายอย่าง เช่น ลวกจิ้มน้ำพริก หรือใส่ในแกงเลียง
สรรพคุณ
ตำราไทยใช้รากปรุงเป็นยาแก้ไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้กาฬ แก้ร้อนใน ไข้สันนิบาต
ขอขอบคุณข้อมูลจาก พรรณไม้ในสวนหลวง ร .๙ เล่ม ๒
http://clgc.rdi.ku.ac.th/index.php/rs/ornamental/498-lepisanthes
วิกิพีเดีย
เพลง : ชำมะเลียง
ศิลปิน : วินัย พันธุรักษ์
เนื้อเพลง :
..ชำมะเลียง เจ้า เอย
เจ้า เลย พื้นดินถิ่นไป
สุขสกาว เคียงข้างดาวดวงใหญ่
กิ่งต้นมีใบไฉไลกานดา
..ชำมะเลียง เจ้า ลอย
หลงคอย เจ้าคงไม่มา
เด่นบนฟ้า เหิรนภาเริงร่า
บานเบ่งดารา
เจ้า มา ลืม คำ
..ใบ ต้นโรย เจ้า โบย กลิ่นสีดำ
เจ้า บินสูง สักวันลงต่ำ
กลีบดอกใบช้ำ
ชำมะเลียง เพียงใคร
..ชำมะเลียง แก้ว ตา
สัญญา ข้ามีด้วยใจ
จากชาวดิน
ที่ยุพิน ลืมได้
หลงเพลินกับใคร
เหิร ฟ้า ลืม ดิน
(ดนตรี.....)
..ใบ ต้นโรย เจ้า โบย กลิ่นสีดำ
เจ้า บินสูง สักวันลงต่ำ
กลีบดอกใบช้ำ
ชำมะเลียง เพียงใคร
..ชำมะเลียง แก้ว ตา
สัญญา ข้ามีด้วยใจ
จากชาวดิน
ที่ยุพิน ลืมได้
หลงเพลินกับใคร
เหิร ฟ้า ลืม ดิน...
วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
โรงเรียนประชาบาลวัดผาณิตาราม (โรงเรียนกล่องไม้ขีด ...)
เห็นภาพโรงเรียนประชาบาลวัดผาณิตารามแล้ว พลอยโพยมเองก็ยังแปลกใจว่าเหตุใดโรงเรียนที่เราเคยเรียนจึงมีรูปทรงไม่เหมือนโรงเรียนอื่น ๆ แม้แต่เรือนไม้ชายแม่น้ำ แต่ก็พอเข้าใจว่าเรือนไม้ขายแม่น้ำใช้เรือนเก่าที่มีมาดัดแปลงเป็นห้องเรียนหนังสือและพลอยโพยมก็เรียนได้ไม่ทันจบชั้นเรียนก็ย้ายขึ้นไปเรียนที่ศาลาการเปรียญแทน
ต่อมาภายหลังจึงทราบว่าเรือนไม้สองชั้นรูปทรงกล่องไม้ขีดมีที่มาที่ไปของตัวเอง
ที่เรียกว่ารูปทรงกล่องไม้ขีด เพราะมองดูแล้วเหมือนกับกล่องไม้ขีดไฟนำมาวางให้ด้านสูงตั้งขึ้นข้างบน คนรุ่น เก่าๆ จึงขนานนามว่าโรงเรียนกล่องไม้ขีด
จุดประสงค์เดิมของผู้สร้างเพื่อสร้างเป็นโรงเรียนสำหรับสอนพระธรรม และตั้งชื่อว่า"โรงเรียนพระปริยัติธรรม" โดย นางแห้ง บูรณะสิน ยกที่ดินตรงนั้นให้ว้ดเพื่อสร้างโรงเรียนสอนพระธรรม นายยง วัฒนสินธุ์ เป็นหัวหน้าหาเงินจากญาติพี่น้องและทายกทายิกาช่วยกันบริจาคได้เงิน สี่พันห้าร้อยบาท จึงออกแรงช่วยกันก่อสร้างเป็นสองชั้นยาว ๗ วา ๓ ศอก กว้าง ๓ วา สูง ๑๑ ศอก เสาชั้นล่างเป็นเสาหล่อปูน เสาชั้นบนเป็นเสาไม้ ด้านหน้ามีมุขตรงกลาง มุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์หางปลาตะเพียน ฝาไม้สัก พื้นไม้ตะแบก เครื่องบนไม้เต็งรัง สร้างเมื่อ ปี พศ ๒๔๗๖
อาคารนี้ใช้สอนธรรมได้ไม่กี่ปีก็ยกให้เป็นโรงเรียนประชาบาลวัดผาณิตาราม เนื่องจากเดิมโรงเรียนประชาบาลไม่มีอาคารเรียนต้องอาศัยศาลาการเปรียญหลังแรกเรียน เด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี ศาลาก็ไม่พอต้องอาศัยโรงครัวเก่าของวัดเรียนก็ยังไม่เพียงพออีก ประกอบกับทางวัดต้องการรื้อศาลาการเปรียญหลังเก่าเพราะทรุดโทรมมาก วัดจึงยกโรงเรียนพระปริยัติธรรมหลังดังกล่าวให้เป็นสมบัติของโรงเรียนประชาบาลวัดผาณิตาราม นับว่าโรงเรียนประชาบาลวัดผาณิตารามมีอาคารเรียนเป็นของโรงเรียนเองเป็นครั้งแรกนับแต่นั้นมา (
ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ ๑๐๐ ปี วัดผาณิตาราม)
เรือนไม้ชายน้ำที่พลอยโพยมเคยเรียนตอนเข้าโรงเรียนใหม่ ๆ ก็น่าจะเป็นโรงครัวของวัด
ต่อมาคณะกรรมการวัดผาณิตาราม ได้รื้ออาคารหลังนี้ และนำวัสดุที่ยังใช้ได้ ไปสร้างเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตำบลบางกรูด และคงรักษารูปหลังคาแบบเดิมไว้
ซึ่งในขณะเดียวกันที่วัดบางกรูด ก็มีการสร้างโรงเรียนนักธรรม ขนาดยาว ๖ วา กว้าง ๓ วา เป็นอาคารสองชั้น ฝาไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์ พืิ้นไม้ตะแบก เสาคอนกรีต สร้างสำเร็จเมื่อ ปี พ.ศ ๒๔๗๖ สร้างด้วยเงิน ๙๕๘บาท ๓๒ สตางค์ โดยพระใบฎีกาซุ่นฮวด (ภายหลังเป็นพระครูโสภณญาณวิจิตร) เจ้าอาวาสในขณะนั้น ควบคุมดูแลและลงมือก่อสร้างเอง ท่านมีความรู้ความสามารถ ในการช่าง หลังจากลาสิกขาบทแล้วท่านไปรับใช้ในเรื่องการก่อสร้าง ต่าง ๆ ในวัดอรุณ ฯ สมัยที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ นามเดิม วน นามฉายา ฐิติญาโณ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม รูปที่ ๑๑ ซึ่งท่านเคยมาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรีเมื่อ ปี พศ. ๒๔๗๘ ถึง พ.ศ .๒๔๘๓ (ท่านเคยปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในปี ๒๕๐๘ )
โครงสร้างของตัวอาคารและรูปทรงของโรงเรียนนักธรรม สองวัดนี้มีส่วนละม้ายคล้ายกันมาก เสียดายที่ไม่มีภาพของโรงเรียนนักธรรมวัดบางกรูด
โรงเรียนนักธรรมของวัดผาณิตารามต่อมาเป็นอาคารเรียนโรงเรียนประชาบาล
ส่วนโรงเรียนนักธรรมของวัดบางกรูดต่อมาภายหลังเป็นกุฎิของรองเจ้าอาวาสวัดบางกรูด และถูกรื้อรวมกับกุฎิไม้อีกหลายหลัง เพื่อให้ กุฎิพระสงฆ์ของวัด ไม่แบ่งแยกเป็นคณะบน คณะล่าง โดยมีการสร้างกุฎิเป็นการก่ออิญถือปูนใหม่ รวมเป็นกุฎิหมู่เดียวกัน
ช่างน่าเสียดายที่วัดบางกรูดไม่มีการอนุรักษ์กุฎิเรือนไม้ที่สำคัญ ๆ สองหลัง คือกุฎิของอดีตเจ้าอาวาสวัด เรือนไม้หลังใหญ่สองชั้น และ กูฎิรองเจ้าอาวาสที่เปลี่ยนมาจากโรงเรียนนักธรรม
ท่าน้ำวัดผาณิตาราม
อาคารเรียนชั้นประถมศึกษา เดิมสร้างไว้เพียงในภาพ
อาคารเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปัจจุบันอาคารเรียนชั้นมัธยมศึกษาหลังนี้ไม่ใช้เป็นอาคารเรียนแล้ว
อาคารเรียนชั้นประถมศึกษาในปัจจุบัน
วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
โรงเรียนวัดผา..ครั้งคราก่อน
คุณครูผ่อน เมฆโหรา คุณครูใหญ่
นักเรียนที่มาเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดผาณิตาราม ต้องผ่านการเป็นลูกศิษย์ของคุณครูผ่อนท่านนี้ทุกคน ท่านเป็นคุณครูใจดี แม้จะถือไม้เรียวเป็นไม้ไผ่กลมยาวเรียวพอเหมาะมือ ปลายไม้เรียวโค้งน้อย ๆ คงเป็นไม้ไผ้ด้านปลายของลำไผ่ ในความรู้สีกวัยเด็กพลอยโพยมไม่เคยเห็นคุณครูตีนักเรียนคนไหนเลย ยกเว้นเด็กหญิงอมร สงวนสัตย์ ซึ่งก็คือพลอยโพยมนั่นเอง
มานึกถึงเรื่องถูกคุณครูตีแล้วก็ขำปนน้อยใจ ในสมัยเด็กพลอยโพยมไม่กล้าถามคุณครู แต่วันนี้ก็ไม่มีคุณครูให้ถามแล้วเพราะตามภาพนี้ท่านก็เป็นคุณครูที่ชรามากแล้ว ท่านไปถือไม้เรียวดูแลนางฟ้านางสวรรค์และเทพบุตรดิ้อรั้น เล่นพิเรน ๆ มานานมากแล้วเหมือนกัน
สมัยที่เข้าโรงเรียนใหม่ ๆ พลอยโพยมเรียนที่เรือนไม้ริมท่าน้ำ วันหนึ่งพลอยโพยมก็ขึ้นไปยืนบนโต๊ะเรียนสองตัวด้านหน้าชั้นเรียนและเป็นโต๊ะเรียนคนละแถวกัน คือพลอยโพยมยืนคร่อมแถวทางเดินแถวหนึ่งนั่นเอง แล้วเรียกเพื่อน ๆ นักเรียนที่ล้วนแต่เข้ามาเรียนใหม่ด้วยกัน ให้มาเดินลอดหว่างขาของพลอยโพยม น่าแปลกที่มีเพื่อน ๆ ให้ความร่วมมือตามคำเชิญชวน มาเดินลอดหว่างขาพลอยโพยมหลายคน คุณครูท่านจะมาสอนพอดีก็เลยพบเห็น คุณครูให้พลอยโพยมยืนกอดอก แล้วก็เอาไม้เรียวตีที่ก้น (จำได้ว่าไม่ได้ร้องไห้ก็แสดงว่าคุณครูตีไม่แรงนัก ) เพื่อให้หลาบจำสอนว่าไม่ให้ทำอย่่างนี้อีก
คำถามที่ไม่ได้ถามคุณครูคือ ถึงหนูจะเล่นพิเรน ๆ แต่เพื่อน ๆ เขายอมเล่นด้วย ถ้าผิดก็ต้องตีคนมาเดินลอดด้วยว่าสมรู้ร่วมคิดกระทำการอุตริเล่นพิเรน พลอยโพยมโดนตีคนเดียว ที่บ้านนั้นพลอยโพยมเคยชินกับการถูกตีเรียงแถวส่วนใหญ่เรียงอย่างโตเรียงเล็กบ่อยมาก
พลอยโพยมจำแต่เพียงว่าคุณครูใจดีมากไม่เคยตีใครยกเว้นกรณีพิเศษ แต่เมื่อปีที่แล้วคุยกับบุตรสาวของท่านซึ่งเป็นรุ่นพี่หนึ่งปีแถมสืบตระกูลเป็นคุณครูที่โรงเรียนวัดผานี้เองด้วย พี่หยี บอกว่า พ่อดุจะตายไปใครว่าใจดีไม่ตีเด็ก พลอยโพยมก็เลย งง งง อยู่ บอก พี่หยี ไปว่าตัวเองเคยถูกตี พี่หยี ถามว่าเด็กเรียบร้อยอย่างหนูถูกตีด้วยหรือ พอเล่าเรื่องให้ฟัง พี่หยีหัวเราะบอกว่า สมแล้วที่พลอยโพยมถูกตี ถ้าพี่เป็นครูพี่จะหวดหนูแรง ๆ อุตริเด็กเหลือเกินนะนี่ เป็นอย่างนั้นไป
ขอขอบคุณภาพจาก www.aboutkitchenware.net -
มีอยู่ปีหนึ่งเป็นวันทำบุญครบรอบวันตายคุณตาบุญ ซึ่งยายขาจะนิมนต์พระที่พายเรือบิณฑบาตขึ้นมารับสังฆทานบนบ้านทุกปี ปีนั้นเป็นปีที่ตรงกับวันต้องไปโรงเรียน แม่ละม่อมจัดปิ่นโตเถาใหญ่สีเหลืองมีห้าชั้นด้วยกับข้าวขนมหวานให้เด็ก ๆ ทุกคนกินด้วยกันไม่แยกเป็นปิ่นโตเล็กของใครของมันอย่างเคย (หมายถึงคู่ใครคูมันนั่่นเอง) มีพี่สาวคนโตที่สุดเป็นคนถือปิ่นโต ตอนกลางวันเด็ก ๆ ก็มากินข้าวด้วยกัน หาทำเลเหมาะ ๆ ได้ดังใจ เป็นครั้งเดียวที่เด็ก ๆ ที่ไปโรงเรียนด้วยกันได้กินข้าวกลางวันด้วยกัน ไม่มีใครรู้ตัวว่าจะมีเหตุเจ็บตัวเลยสักนิด พี่สาวก็เอาปินโตไปวางที่โต๊ะวางปิ่นโตชั้นบนของเรือนกล่องไม้ขีด พอตอนเย็น เด็ก ๆ ที่เอาปิ่นโตมาก็ต่างไปหยิบปิ่นโตของตัวเองกลับบ้าน พี่สาวหิ้วปื่นโตกลับบ้านพอเปิดฝาเปิ่นโต เอาชั้นออกมาเพื่อล้างก็ตกใจบอกผู้ใหญ่ว่าหยิบปิ่นโตมาผิด ปิ่นโตสีเหลืองเหมือนกันขนาดเล็กกว่านิดหนึ่ง มีชั้นในเถาเท่ากัน แม่ละม่อมโมโหมากเพราะปิ่นโตของเราเนื้อหนากว่า ใหม่กว่า และใหญ่กว่า เป็นปิ่นโตที่ไม่ค่อยเอามาให้เด็ก ๆ ใช้งาน คนหยิบทำไมไม่เฉลียวใจว่าไม่ใช่ปิ่นโตของเราและเด็กคนอื่น ๆ ก็ทำไมไม่รู้ด้วยว่าหยิบผิดมา แม่ละม่อมสั่งให้ไปติดตามเอาคืนมาเย็นวันนั้นเลย
ขอขอบคุณภาพจาก www.diaryclub.com
บ้านที่จะเอาปิ่นโตเถาใหญ่ไปโรงเรียนต้องเป็นบ้านที่มีเด็กไปโรงเรียนหลายคน พี่สาวเขารู้ทันทีว่าปิ่นโตสับกับใครมา และเขาเป็นคนหยิบปิ่นโตทีหลังคนที่หยิบผิดเอาของเราไป พี่สาวเขาแค่หยิบปิ่นโตเถาที่เหลืออยู่มา พี่สาวไม่รอช้ารีบไปตามปิ่นโตตัวเองที่บ้านคนหยิบผิดมาทันที เด็ก ๆ ที่มีส่วนรับผิดชอบตามกันไปเป็นพรวน
ก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเราไม่ได้ปิ่นโตคืนมา รู้แต่ว่าพี่สาวเขาจาระไนว่าปิ่นโตของเรามีอะไร อันเศษกับข้าวที่อยู่ในปิ่นโตที่หยิบผิดมาไม่ใช่กับข้าวที่เราเอาไปกินที่โรงเรียน พูดไปพูดมากลายเป็นทะเลาะกันกับเด็กบ้านนั้น และไม่ได้ปิ่นโตคืน...(.หรือว่าไปตามปิ่นโตผิดบ้านกันหรือเปล่าหนอ ) พี่สาวเขามั่นใจมากว่าเป็นเด็กบ้านนั้นหยิบปิ่นโตของเราไป
กลับมาบ้านคราวนี้ก็โดนแม่ละม่อมตีเรียงแถวจากโตเรียงเล็ก พลอยโพยมรู้ว่าตัวเองจะถูกตีเป็นคนสุดท้ายอุตส่าห์ลงจากบ้านหนีขึ้นไปอยู่บนต้นฝรั่งริมคลองหลังบ้านคุณยายเล็ก เพราะคิดว่าแม่ละม่อมไม่เห็นตัวเราก็คงขี้เกียจแล้วเลิกตีก็ตีมาตั้งหลายคนคนละหลาย ๆ ทีแล้ว แต่ก็ไม่พ้นไม้เรียวแม่ละม่อม แม่ละม่อมไม่เลิกราลงจากบ้านมาตามหาเรียกให้ลงจากต้นฝรั่งแล้วก็โดนหวดก้น (ไม่รู้ว่าโดนตีแรงกว่าพี่ ๆ หรือมากกว่าพี่ ๆ ด้วยหรือเปล่าเพราะแม่่ละม่อมต้องเสียเวลาลงจากบ้านมาเดินตามหา ) พลอยโพยมในขณะนั้นน่าจะคะเนน้ำจิตน้ำใจแม่ละม่อมผิดไปเสียมากกว่า
มิหนำซ้ำยังถูกตีต่อเนื่องอีกหลายวันเพราะไปตามของคืนมาไม่ได้ เหมือนแม่ละม่อมจะตีเด็กเพื่อให้เด็กไปเอาปิ่นโตคืนมาให้ได้ พวกเราเจ็บตัวอยู่หลายวัน เพราะไม่ได้ของคืนมา หลังจากนั้นก็ไม่มีการได้กินข้าวปิ่นโตเถาใหญ่กันอีกเลย กินปิ่นโตเล็กและแยกกันกินอย่างเคย
กล่องใส่ข้าวสมัยเด็ก ๆ
ขอขอบคุณภาพจาก peopleawesome.com
ด้านหลังเรือนไม้กล่องไม้ขีด และเป็นด้านหน้าของอาคารเรียนหลังใหม่สองหลังนี้มีบ่อน้ำบ่อใหญ่ และค่อนข้างลึกมากเพราะโรงเรียนขุดลอกดินในบ่อขึ้นมากองไว้ข้าง ๆ บ่อ เด็ก ๆ ชอบกองดินนี้มากและเรียกว่าภูเขา เวลาที่ไม่มีฝนดินแห้งดีเด็ก ๆ จะไปหาทำเลกินข้าวบนกองดินกัน พี่ชายและพลอยโพยมก็เหมือนกันนัดกันว่าเอาข้าวไปกินบนภูเขา ปีหลัง ๆ เราเปลี่ยนปิ่นโตเป็นกล่องใส่ข้าวอลูมิเนียม ใบค่อนข้างใหญ่ยาวฝาปิดมีที่ล๊อคเอาข้าวไปกินได้สองคน เวลากินข้าวนั้น คนหนึ่งก็ตักข้าวออกมากินบนฝากล่องข้าวนั่นเองมีช้อนสองคันส่วนกับข้าวใส่มาในช่องเล็กที่กล่องใส่ข้าว
บางทีหน้าเปิดเทอมต้นคือเดือนพฤษภาคม พี่ชายจะเอามะม่วงสุกไปกินด้วย เด็ก ๆ จะมีมีดพกติดตัวกัน ( เพราะหน้าเก็บเกี่ยวข้าวเราต้องเอามีดพกไปตัดรวงข้าวเวลาเก็บข้าวตกในท้องนานั้นเอง และพ่อมังกรซื้อเป็นมีดพกแบบพับซ่อนปลายแหลมเพื่อความปลอดภัย) การกินมะม่วงสุกที่โรงเรียนนั้นพี่ชายเขาไปได้แบบอย่างจากญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งชื่อ ก๋งฮ้อ ก๋งฮ้อกินมะม่วงสุกโดยใช้มีดฝานมะม่วงทั้งเปลือกฝานให้ติดเม็ดในแล้วใช้ช้อนตักเนื้อมะม่วงกินเป็นคำ ๆ ฝานหน้าหลังและด้านข้าง(ถ้ายังฝานได้) พลอยโพยมกินมะม่วงสุกวิธีนี้ที่โรงเรียนเท่านั้น ทำแบบนี้ที่บ้านไม่ได้และมีแม่ละม่อมเป็นคนปอกให้กินไม่ต้องปอกเอง(แม้พี่ชายคนโตอายุ 50 กว่า ปี ยังให้แม่ละม่อมอายุ 80 กว่าปีปอกมะม่วงให้กิน เรียกว่าแม่ละม่อมปอกมะม่วงให้ลูก ๆ กินตั้งแต่ลูก ๆ เด็กจนแก่ )
นอกจากกองดินที่เป็นภูเขาดินของเด็ก ๆ แล้ว บ่อน้ำนี้ยังเป็นที่เด็กหากิจกรรมเล่นขอบบ่อหรือไต่ลงไปชายบ่อกันสนุกสนาน มีต้นไทรใหญ่่ริมบ่อด้วยอีกต่างหาก เด็ก ๆ ทั้งเด็กเล็กเด็กโตเล่นกันแถว ๆ บ่อน้ำกันมากมายคลาคลำเลยทีเดียว
ต่อมาโรงเรียนก็เลิกใช้เรือนกล่องไม้ขีดเป็นห้องเรียนและต่อมาภายหลังเมื่อพลอยโพยมออกจากโรงเรียนวัดผาฯ แล้ว ก็มีการถมบ่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของสนามหญ้าดังภาพข้างล่างนี้
เมื่อ พ.ศ. 2506 พลอยโพยมอายุ 10 ขวบกำลังจะจบชั้นเรียนชั้นประถมปีที่ 4
ไม่เพียงแต่นักเรียนทั้งหมดจะไม่สวมถุงเท้ารองเท้านักเรียนแล้ว คุณครูสำนวน สงวนสัตย์ท่านนี้ก็ไม่สวมรองเท้าด้วยเหมือนกัน (นักเรียนในภาพนี้อาจมีคนเคย มาเดินลอดหว่างขาของพลอยโพยมตอนเข้าเรียนใหม่ ๆ ด้วยถ้าไม่เรียนตกซ้ำชั้นเรียนไปเสียก่อน พลอยโพยมจำไม่ได้ว่าเพิ่อนคนไหนมาเดินลอด ในขณะนั้นแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามก็ยังไม่รู้จักกันเลย)
ในชั้นเรียนประถมปีที่สี่นี้ พลอยโพยมกลายเป็นพี่คนโต มีน้องชายเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่ง น้องสาวลูกคุณป้าละอออยู่ชั้นประถมปีที่สอง เมื่อจบชั้นประถมปีที่สี่พลอยโพยมก็ย้ายไปเรียนชั้นประถมปีที่ห้าที่โรงเรียนปัญจพิทยาคารในตัวเมืองตามพี่ ๆ ที่ย้ายไปเรียนก่อนล่วงหน้า (พี่ชายและพี่สาวคนหนึ่งเรียนห่างกับพลอยโพยมสองปี)
นักเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่งถึงปีที่เจ็ดเรียนที่อาคารเรียนนี้
อาคารเรียนนักเรียนขั้นมัธยม ม.ศ.หนึ่งถึงสาม สมัยพลอยโพยมเรียนอยู่มีชั้นบนชั้นเดียว
ปัจุจุบันอาคารเรียนชั้นมัธยมไม่ใช้เป็นอาคารเรียนแล้วเพราะแยกไปเรียนที่อาคารเรียนหลังใหม่และใช้ชื่อโรงเรียนสำหรับชั้นมัธยมว่าโรงเรียนผาณิตวิทยา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















