วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พระพุทธปฏิมากรรม





ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูป เป็นสิ่งสักการะบูชาแทนพระพุทธองค์ แต่ต่อมาก็เริ่มมีการสร้างพุทธรูปที่ประเทศอินเดีย  โดยมีความเชื่อมโยงกับกษัตริย์อินเดียในวงศ์โมริยะ
โดยขอคัดลอกบทความจาก www.oknation.net มาดังนี้


๓๓๔ ก่อนคริสตกาล จากมหาสงครามแห่งโลกโบราณ นานกว่า ๗ ปี ที่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชา (Alexzander The Great) นำกองทัพกรีกมาซีโดเนีย เข้าทำลายจักรวรรดิเปอร์เซีย ของมหาราชาดาริอุสที่ ๓ และเข้ายึดครองแคว้น คันธาราฐ (Gandhara) และแคว้นปัญจาป ของลุ่มแม่น้ำสินธุ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้บูรณะ นครเบคเตรีย (Bactria) "อเล็กซานเดียที่ขอบโลก" เป็นฐานที่มั่นของกองทัพ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นคันธาราฐ (Gandhara) ใกล้กับลุ่มแม่น้ำโอซุส หรือเมืองบัลค์ (Balkh) ในปัจจุบัน เมื่อพระองค์สวรรคตในปี ๓๒๓ ก่อนคริสตศักราช เหล่าขุนศึกของพระองค์ต่างได้แบ่งแยกแผ่นดินที่ยึดครองมา อันได้แก่ประเทศซีเรีย เลบานอน อิรัก อิหร่าน อัฟกานิสถานและบางส่วนของปากีสถานในปัจจุบัน ซีเลอูคัส นิคาเตอร์ (Seleucus) ได้ครอบครองแผ่นดินตะวันออกไกลที่แคว้นคันธาราฐ (Gandhara) สถาปนาขึ้นเป็น อาณาจักรกรีก - ไอโอเนียน - โยนก นาม "เบคเตรีย"




ชุมชนในเขตปกครองกรีกในเอเชียตะวันตกล้วนให้ความนิยมในศิลปวัฒนธรรมแบบ เฮเลนิสติค หรือ กรีโอ-โรมัน ทั้ง คติความเชื่อ ประเพณี ธรรมเนียม ภาษา ปรัชญา เงินตรา และการแต่งกาย ชาวเอเชียพื้นเมืองจำนวนมากได้แต่งงาน เกี่ยวดองทางสายเลือดกับ ชาว กรีก โรมันและเปอร์เซีย เกิด "ลูกครึ่ง ลูกผสม" ผิวขาว จมูกโด่ง ผมทอง

จนเมื่อ พระเจ้าจันทรคุปต์ จากราชวงศ์โมริยะของอินเดียกลับเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนกรีกเดิม ศิลปวัฒนธรรมกรีโอ – บุดดิสซึ่ง จึงเริ่มต้นขึ้นเป็นปฐมบท พระเจ้าจันทรคุปต์ นำนักปกครอง นักปรัชญาและช่างศิลปะแขนงต่าง ๆ มาจัดระเบียบสังคมและบ้านเมืองในแคว้นของพระองค์ และทรงแต่งงานกับลูกสาวผู้ปกครองชาวกรีกเพื่อการสันติภาพถาวรในภูมิภาค



ในพุทธศตวรรษที่ ๒ พระเจ้าพินธุสารผู้เป็นพระราชโอรส "ลูกครึ่ง" ขึ้นครองอาณาจักร ทรงให้ บียทัสสีหรืออโศกกุมาร นำกองทัพเข้ายึดครองนครตักศิลา และแคว้นคันธาราฐในอิทธิพลของอาณาจักรกรีกเบคเตรียที่อ่อนแอลง อโศกกุมารได้เรียนรู้วิทยาการ การศึกษาและภูมิปัญญา ความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม ของกรีกไอโอเนียนที่นครตักศิลา ถือเป็นการสานต่อครั้งสำคัญของวัฒนธรรมกรีโอ – บุดดิสซึ่ม เมื่อทรงขึ้นครองราชย์สมบัติ ในปี ๒๖๕ ก่อนคริสตกาล พระเจ้าอโศก ได้ทำสงคราม ครอบครองอินเดียเหนือและกลาง เข้ายึดครองคันธาราฐ ประชิดนครเบคเตรียของชาวกรีกผสม แม่ทัพกรีก อันติโอคัส เทโอส (Amtiochus Theos) ได้เจรจาขอทำสัญญาสันติภาพกับพระเจ้าอโศกมหาราช กรีกเบคเตรียยอมยกดินแดนแคว้นคันธาราฐในลุ่มน้ำคาบูล รวมไปถึงเมืองเฮรัตทางตะวันตกให้กับจักรวรรดิมคธราฐของพระองค์




ก่อนหน้าความรุ่งเรืองของพุทธวัฒนธรรม นครตักศิลา คือนครในอาณาจักรกรีกไอโอเนี่ยน "เบคเตรีย" ที่มี มหาวิทยาลัย โรงเรียนและสถาบันประติมากรรม ที่เน้นรูปแบบสรีระตามสัดส่วนจริงของมนุษย์ เมื่อพระเจ้าอโศกกลับมายึดครอง จึงได้รับศิลปวัฒนธรรมกรีก ทั้ง ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ ระบบเงินตรา เหรียญกษาปณ์แบบกรีก – เปอร์เซีย ระบบการสื่อสาร การใช้ตราประทับดินเผา และระบบไปรษณีย์ รวมไปถึง การเมือง การค้าขาย การศาสนา ระบบปกครองแบบเปอร์เซีย เครื่องมือเครื่องใช้อันทันสมัย เครื่องประดับ อาวุธและอุปกรณ์กีฬา



คติความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม จากคันธาระได้เริ่มมาผสมผสานกับพุทธศาสนา ชาวกรีกลูกผสมในแคว้นดังกล่าวเริ่มที่จะเรียนรู้และสร้างสรรค์รูปเคารพทางความเชื่อในศาสนาที่ผสมผสานกันขึ้น มีการนำเทคนิคการใช้อิฐ หินมาใช้ในการก่อสร้างศาสนสถาน และแกะสลักรูปเคารพทางศาสนา ตามแบบอย่างของชาวกรีกในจักรวรรดิเบคเตรีย หลังพระเจ้าอโศกมหาราชสวรรคต ประมาณปีพุทธศักราช 316 พระเจ้าเดเมตริอุส( Demetrius) “พระเจ้าหัวช้าง” แห่งจักรวรรดิเบคเตรีย ได้กลับเข้ามายึดครองนครตักศิลาในแค้วนคันธาราฐ (Gandhara) และดินแดนที่ถูกราชวงศ์โมริยะยึดไป คืนมาอีกครั้ง ราวพุทธศตวรรษที่ ๔ พระเจ้าเมนันเดอร์ (Menander) หรือพระเจ้ามิลินท์ ใน "มิลินท์ปัญหา" กรีกไอโอเนียนกลับเข้ามายึดครองอินเดียเหนือที่เป็นแผ่นดินหลักในวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก อิทธิพลของวัฒนธรรมกรีก ในสมัยกษัตริย์เมนันเดอร์ ทำให้เกิดการนับถือรูปเคารพแบบบุคคลมากขึ้น ซึ่งเข้ากันได้ดีกับลัทธิพราหมณ์-ฮินดู ที่มีรูปเคารพเทพเจ้าทั้ง พระศิวะ พระวิษณุ ฯลฯ และวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาลัทธิมหายานที่มีความเชื่อในเรื่องมนุษย์กึ่งเทวะ "พระโพธิสัตว์ พระมนุษิพุทธะ" อิทธิปาฏิหาริย์ของพระพุทธประวัติ



ลัทธิมหายานจึงกลายมาเป็นทางเลือกหนึ่งของเหล่าชาวกรีกลูกผสม ที่มีความเชื่อดั่งเดิมแบบเทวนิยม ศรัทธาในเหล่าเทพเจ้า "ผู้ครอบครองฟ้า" เช่น มหาเทพซีอุส (Zeus) โพไซดอน (Poseidon) อพอลโล (Apollo) เทวีฮีรา (Hera) เทวีอาเธน่า (Athena) และเหล่าทวยเทพอีกมากมาย

หลังจากปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ราว ๔๐๐ ปี ยังไม่มีการสร้างรูปเคารพเหมือนพระองค์หรือที่เรียกว่า "พระพุทธปฏิมา" เพราะเชื่อกันว่าเป็นการดูหมิ่นไม่ให้ความเคารพอย่างรุนแรง แต่เมื่อศิลปวัฒนธรรมกรีโอ – บุดดิสซึ่ม เริ่มได้รับความนิยม จึงเริ่มมีการสร้างรูปเคารพ แต่พุทธศาสนิกชน "ลูกผสม" ส่วนใหญ่ ก็ยังคงใช้ "รูปสมมุติ" ขึ้นแทนรูปเคารพบุคคล เช่นรูปดอกบัว แทนสัญลักษณ์ของการประสูติ รูปม้าที่ไม่มีคนขี่และรอยพระพุทธบาท แทนการเสด็จออกมหาภิเณษกรมณ์ รูปพระแท่น และรูปต้นโพธิ์ แสดงตอนตรัสรู้ รูปกงจักร หมายความถึงวงล้อของการเวียนว่ายตายเกิด รูปกวางหมอบคู่หนึ่งหน้าธรรมจักร หมายถึงสวนกวางของป่ามฤคทายวัน รวมทั้งรูปพระสถูปเป็นสัญลักษณ์แสดงตอนปรินิพาน ในช่วงแรก



จนราวปี ๔๕๐ ช่างปฏิมากรลูกผสมกรีก ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงได้สร้างพระพุทธรูปองค์แรกขึ้น ในรูปของ "นักปรัชญา" ผู้ยิ่งใหญ่ในคตินักคิดของกรีก เจ้าชายเจ้าชายสิทธัตถะของลัทธิหินยาน พระโพธิสัตว์ของลัทธิมหายาน ตามคติมหาบุรุษในคัมภีร์มหาปุริสลักขณะของพราหมณ์ ผสมผสานกับรูปแบบของสรีระมนุษย์ผู้หล่อเหลา สมบูรณ์แบบ สง่างาม ในศิลปกรรมเทพเจ้าผู้ครองฟ้า เพื่อประดับสถูปเจดีย์จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในแคว้นคันธาราฐราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๔ นี้เอง



พระพุทธปฏิมาของช่างคันธาระในครั้งแรก พระเศียรทรงอุณหิสมงกุฎหรือเครื่องทรงที่พระเศียร มีพระเกศายาว ขมวดมุ่นเป็นเมาฬีไว้บนพระเศียรอย่างเกศาของกษัตริย์ แต่ไม่มีเครื่องประดับ ด้วยความแตกต่างของรูปที่มีพระเกศานี้ เชื่อว่า ในคราวที่ช่างกรีกได้สร้างพระอัครสาวก ถ้าหากมีพระเกศาด้วยจะทำให้แยกพระพุทธองค์กับพระสาวกออกจากกันได้ยาก จึงจำต้องใช้คติความเชื่อแบบมหายานผสมพราหมณ์ โดยให้ถือเหตุที่พระพุทธองค์เป็นกษัตริย์ หรือพระโพธิสัตว์ จึงมีพระเกศามาลาให้แตกต่างไปจากรูปพุทธสาวก ในช่วงแรก ๆ นั้น ปฏิมากรจะแกะสลักพระพุทธเจ้า หรือพระโพธิสัตว์ ให้มี "หนวด" ตามความนิยมของผู้คนในยุคนั้นที่ไว้หนวดกัน ครองผ้าตามความเป็นจริงเช่นเดียวกับเทพเจ้าของชาวกรีก และนักปราชญ์ นักปรัชญา รวมทั้งทำดวงพระพักตร์ให้งดงามเช่นเดียวกับเทพเจ้า พระรัศมีทำอย่างประภามณฑล กริยาท่าทาง และองค์ประกอบตามพุทธประวัติแบบมหายาน เช่น ในตอนตรัสรู้ ก็จะทำรูปนั่งซ้อนพระหัตถ์เป็นกริยาสมาธิ ในตอนชนะมาร ทำพระหัตถ์ขวาห้อยลงมาที่พระเพลาแสดงองค์ว่าทรงชี้อ้างพระแม่ธรณีเป็นพยาน ในคราวปฐมเทศนา รูปพระโพธิสัตว์จะจีบนิ้วพระหัตถ์เป็นรูปวงกลมหมายความถึงพระธรรมจักร ในปางยมกปฏิหาริย์ สร้างเป็นรูปประทับนั่งอยู่บนดอกบัว ส่วนเมื่อคราวปรินิพานก็ทำเป็นรูปประทับนอน



จนถึงพุทธศตวรรษที่ 6 ชาวกุษาณะ , คูซาน (Kushan) หรือยุชชิ (Yuch – chi) ชนเผ่าเร่ร่อนในเอเชียกลาง โดยพระเจ้ากนิษกะ(Kanishka) กษัตริย์ชาวกุษาณะ ได้เข้ามาครอบครองแคว้นคันธาราฐและอินเดียเหนือ สถาปนาจักรวรรณกุษาณะที่ยิ่งใหญ่ มีนครบุรุษบุรี หรือเปษวาร์ (Peshawar) เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิ และนครมถุรา(mathura) ริมฝั่งแม่น้ำยมุนาเป็นเมืองสำคัญทางตะวันออก

ด้วยเพราะพระเจ้ากนิษกะทรงศึกษาและเรียนรู้เรื่องราวของพระเจ้าอโศกมหาราชจากจารึกตามพุทธสถานที่สำคัญ แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ถึงกับประกาศตนเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกของนิกายมหายาน และนิกายเถรวาทที่นครมถุรา อีกทั้งโปรดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นที่นครเบคเตรีย เป็นครั้งที่สองของโลก

พระเจ้ากนิษกะ ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา รวมทั้งสร้างศาสนสถาน สถูปเจดีย์ และเผยแพร่คำสั่งสอนบนศิลาจารึก ไปทั่วจักรวรรดิของพระองค์เช่นเดียวกันกับที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงกระทำ พระพุทธปฏิมาศิลปกรรมแบบกรีโอ – บุดดิสซึ่ม ถูกสร้างขึ้นมากมาย หลากหลายรูปแบบ ทั้งในแคว้นคันธาราฐ นครมทุรา และยังกระจายตัวไปทั่วจักรวรรดิของชาวกุษาณะ นอกจักรวรรดิในอินเดียใต้เอง ก็เริ่มมีการสร้างพระพุทธปฏิมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากต้นแบบกรีโอ – บุดดิสซึ่ม ในอินเดียเหนือมากขึ้น มีศูนย์กลางการผลิตอยู่ที่เมืองอมราวดี และนาคารชุนโกณฑะ ในพุทธศตวรรษที่ 6 เริ่มมีการสร้างพระพุทธปฏิมาที่มีเครื่องประดับเป็นครั้งแรก และในพุทธศตวรรษที่ 7 – 8 พระพุทธรูปจำนวนมาก มีเครื่องทรงสร้อยคอ มงกุฎ ต่างหู กำไลต้นแขนและกำไลมือ ในศิลปะ "พระทรงเครื่องกษัตริย์" แบบมหายาน กว่า 800 ปี นับแต่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ในพุทธศตวรรษที่ 2 พระเจ้าจันทรคุปต์ พระเจ้าอโศกมหาราช พระเจ้าเดเมตริอุส พระเจ้าเมนันเดอร์ จนมาถึงพระเจ้ากนิษกะมหาราช ในพุทธศตวรรษที่ 6 "ปรากฏการณ์" ทางประวัติศาสตร์ของผู้คนที่หลากหลายในแต่ละยุคสมัย ได้ก่อให้เกิดศิลปวัฒนธรรมกรีโอ – บุคดิสซึ่มขึ้นในโลก



และกรีโอ – บุดดิสซึ่ม แห่งแผ่นดินคันธาราฐ ก็ได้มอบมรดกอันทรงคุณค่าที่สำคัญให้กับพุทธศาสนิกชน นั่นคือการกำเนิดพระพุทธปฏิมาที่เตือนใจแห่งองค์พระศากยมุนีเจ้าเป็นครั้งแรก พระพุทธปฏิมา พัฒนา สืบทอดและรังสรรค์ประติมากรรม อีกทั้งคติความเชื่อ ปรัชญา วัฒนธรรมทางศาสนาที่มีกลิ่นอายของกรีก – คันธาระ – อินเดีย – กุษาณะ เริ่มเดินทางเข้ามาสู่แผ่นดินสุวรรณภูมิ ในพุทธศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา ซึ่งนั้นก็คือ ที่มาของ"พระพุทธปฏิมา-พระพุทธรูป" (Buddha Images) ศิลปกรรมแห่งความงดงามที่หลากหลาย บนแผ่นดินไทยของเรานั่นเอง



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/08/27/entry-1

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

เกียรติยศยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอโศกมหาราช



เกียรติยศยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอโศกมหาราช




พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์โมริยะ (คนอินเดียเรียกวาเมาระยัน) ซึ่งทั้งสองคำมีความหมายว่า นกยูง

ในเบื้องต้นพระองค์เป็นกษัตริย์นักรบที่ดุร้าย ทำสงครามเพื่อขยายดินแดนแต่หลังจากสงครามแคว้นกาลิงคะ มีคนล้มตายจากการสู้รบมากมาย และที่ตายเพราะขาดอาหาร ประสบโรคระบาด บาดเจ็บ พิการ หลังสงครามอีกนับไม่ถ้วนเช่นกัน จึงเกิดความสลดสังเวชพระทัย เลิกทำสงคราม ภายหลังทรงนับถือพุทธศาสนาและทรงทำนุบำรุงศาสนาพุทธมีคุณเอนกอนันต์ดังนี้



๑. สร้างวัดจำนวน ๘๔,๐๐๐ แห่งทั่วชมพูทวีป

๒. เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสภานแทนการเดินทางไปล่าสัตว์หรือหาความสุขจากการเบียดเบียนเหล่าชีวิตสัตว์

๓. เลิกทำสงครามขยายดินแดน แต่หันมาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้านด้วยธรรม

๔.อุปถัมภ์การทำสังคายนาครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕ และส่งพระสงฆ์ออกไปประกาศพุทธศาสนาทั่วโลก จำนวน ๙ สาย




๕.ทรงงดดื่มสุราและเนื้อสัตว์ในวันสำคัญ ๆ ต่อมาได้กลายเป็นประเพณีสืบต่อกันมาคือไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นแบบอย่างให้คนอินเดียปฎิบัติตาม และประชาชนชาวอินเดียมากกว่า ๘๐ % ไม่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นอาหาร ไม่ดื่มเหล้า ไม่เล่นการพนันอบายมุขต่าง ๆ

๖.ทรงปักตั้งเสาศิลาไว้ในพุทธสถานและสถานที่สำคัญต่าง ๆ มากมาย และต่อมาเสาศิลาเหล่านี้ได้กลายเป็นสัญญลักษรณ์ของศาสนาพุทธ เพราะมีเรื่องราวและธรรมของพระพุทธองค์ จารึกไว้


๗. ทรงเป็นแบบอย่างให้พระมหากษัตริย์ที่เป็นพุทธมามกะ ดำเนินตาม คืออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ดังปรากฎในศิลาจารึก ฉบับน้อย จารึกฉบับใต้ ตอนที่ ๑ ความว่า
" นับเป็นเวลาเกินกว่า ๒ ปีครึ่งแล้วที่ข้า ฯ ได้เป็นอุบาสก แต่ตลอดเวลา ๑ ปี ข้่า ฯ มิได้กระทำความเพียรใด ๆ อย่างจริงจังเลย และนับแต่เป็นเวลาปีเศษแล้วที่ช้าฯ ได้เข้าหาสงฆ์ ข้า ฯ จึงได้ลงมือทำความเพียรอย่างจริงจังนับแต่นั้นมา"



๘ มีพระจริยาวัตรบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน มีจริยาวัตรที่งดงามอีกหลายประการเช่น

-การแต่งตั้งอำมาตย์ผู้แนะนำประชาชนให้ตั้งอยู่ในธรรม
-การประกาศให้ข้าราชการรักษาอุโบสถศีลในวันพระ หรือวันอุโบสถ
-การขุดบ่อน้ำเพื่อสาธารณะประโยชน์
-การปลูกต้นไม้เพื่อให้คนพักในระหว่างการเดินทาง
-การตั้งโรงพยาบาลรักษาทั้งมนุษย์และสัตว์



๙. จารึกของพระองค์ที่รับสั่งให้จารึกไว้บนต้นเสา โขดหิน หรือแผ่นหิน ได้กลายเป็นหลักปฎิบัติให้ประชาชนชาวอินเดียปฏิบัติตามได้อย่างดี เรียกได้ว่า เป็นข้อปฎิบัติ ระเบียบ กฏหมายที่ดีที่สุดที่โลกเคยมีมา

๑๐. ตัวหนังสือที่พระองค์รับสั่งให้จารึกไว้ได้กลายเป็นต้นแบบอักษรในประเทศอินเดียทั้งหมด รวมทั้งเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย ลาว พม่า เขมร ศรีลังกา ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากอักษรพรามหมีของพระองค์

๑๑ . จารึกของพระองค์ทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเป็นจริง ที่มีบุคคลและประวัติศาสตร์สถานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาปรากฎให้โลกรับทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิลาจารึกที่ลุมพินี ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า พระพุทธธเจ้าประสูติที่ลุมพินี พระพุทธองค์เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องเล่าขาน หรือนิยายปรัมปรา



๑๒. ประกาศห้ามมิให้ฆ่าสัตว์เพื่อการกีฬา แบะรับประทานเป็นอาหาร และคำประกาศนี้ส่งผลให้ชาวอินเดียเกือบทั้งหมดเป็นมังสวิรัติ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นอาหาร กินแต่พืชผักผลไม้ สัตว์นานาชนิด อยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างมีความสุขสามารถพบเห็นได้ดาษดื่นในอินเดีย เช่น นกยูงนานาชนิด ลิง แร้ง วัว เดินได้อย่างมีความสุขบนท้องถนน ชายฝั่งทะเลที่ยาวประมาณ ๖,๐๐๐ กิโลเมตร ไม่มีการทำประมงด้วยเริือประมงขนาดใหญ่ เด็ก ๆชาวอินเดียไม่ถือหนังสติ๊กไล่ยิงนก กิ้งก่า นี่คือการรักษาศีลข้อหนึ่ง

๑๓. ทรงมีนโยบายเอาชนะด้วยธรรม คือคุณความดี (ธรรมวินัย) ทำให้ชาวอินเดียมีจิตที่เมตตา ไม่ส่งทหารไปรุกรานประเทศอื่น ๆ ไม่แย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นประชาชนที่เรียกร้องประเทศอังกฤษ ด้วยการใช้ความอดทน ไม่เบียดเบียนสู้รบด้วยอาวุธ

๑๔. ทรงตอนกิ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์มอบให้พระนางสังฆมิตตา (พระธิดา) นำไปปลูกที่เมืองอนุราธปุระศรีลังกา และกลายเป็นสิ่งที่ชาวศรีลังกาเคารพสักการะมากที่สุดในประเทศ


พระมหาสุวิทย์ ธัมมสิริ เขียน ว่าพบต้นเสาศิลาพระเจ้าอโศกตามสถานที่และเมืองต่าง ๆ จำนวน ๒๙ ต้น บางเสาแตกหักไม่สามารถระบุขนาดเสาได้




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หนังสือภาพเก่าเล่าเรื่องพระพุทธองค์ ของวัดไทยพุทธภูมิจัดพิมพ์เผยแพร่
โดยพระมหาสุวิทย์ ธัมมสิริ

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

พระเจ้าอโศกมหาราช



การจะอำลาแคว้นมคธไปยังแคว้นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ พุทธสังเวชนียสถาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกล่าวถึงพระเจ้าอโศกมหาราชอัครศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา หากไม่มีพระองค์ ศาสนาพุทธ ก็คงไม่สามารถเผยแผ่ออกไปนอกประเทศอินเดีย ให้พุทธศาสนาได้ไปหยั่งรากลึกที่ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกสำหรับในแถบเอเชีย คือประเทศศรีลังกา ญี่ปุ่น พม่า จีน เกาหลี ไทย และอื่น ๆ







พระองค์มีพระประวัติดังนี้
พระเจ้าอโศกมหาราช (เทวนาครี: अशोकः, อังกฤษ: Ashoka the Great; พ.ศ. ๒๔๐ - พ.ศ. ๓๑๒ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๗๐- พ.ศ. ๓๑๑) ทรงเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมริยะ ผู้ปรีชาสามารถพระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ ทรงปกครองแคว้นมคธ มีพระราชธานีชื่อว่า ปาฏลีบุตร (ปัจจุบันเรียกว่า ปัฏนะ Patna) เป็นพระโอรสของพระเจ้าพินทุสารแห่งราชวงศ์โมริยะ พระมารดานามว่า สิริธรรม  (บางแห่งเรียกพระนางธรรมา) พระเจ้าอโศกมีพระโอรส และธิดา ๑๑ พระองค์



สมเด็จพระมหาจักรพรรดิอโศกมหาราช หรือพระเจ้าอโศกมหาราช เดิมเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่โหดร้าย ชอบการทำสงครามกับแว่นแคว้นต่างๆ จนได้รับสมญานามว่า จัณฑาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้โหดเหี้ยม) แต่หลังจากที่พระองค์หันมานับถือพระพุทธศาสนา พระองค์ก็ทรงกลายเป็นองค์เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก์ ผู้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายมากที่สุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา และจากพระราชกรณียกิจมากมายนานัปการที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญด้วยทศพิธราชธรรมอย่างแท้จริง ทำให้ภายหลังทรงได้รับการขนานพระราชสมัญญานามว่า ธรรมาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้ทรงธรรม)

ก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา มีความดุร้ายและโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง ได้สั่งฆ่าขุนนางที่กระด้างกระเดื่อง จำนวน ๕๐๐ ใคร ไม่เชื่อฟัง หรือ ขัดคำสั่งของพระองค์ให้ฆ่าเสีย ในคราวหนึ่ง นางสนมกำนัลไปหักกิ่งรานกิ่ง ดอกและต้นอโศกเล่น พระองค์ทรงกริ้วมาก จึงจับนางสนมกำนัลเหล่านั้นเผาทั้งเป็น ด้วยเหตุนี้จึงได้รับฉายาว่า จัณฑาโศก แปลว่า อโศกผู้ดุร้าย ต่อมาเมื่อไปรบที่แคว้นกาลิงคะ (ปัจจุบันอยู่รัฐโอริสสา) มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จึงเกิดความสลดสังเวชในบาปกรรม และตั้งใจแสวงหาสัจธรรมและพบนิโครธสามเณรที่มีกิริยามารยาทสงบเรียบร้อย จึงทรงนิมนต์พระนิโครธโปรดแสดงธรรม

พระนิโครธก็แสดงธรรม จึงมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ต่อมาได้ฟังพระธรรมจากพระสมุทรเถระ ทรงส่งกระแสจิตตามพระธรรมเทศนาจนเข้าถึงพระรัตนตรัย พระองค์ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่น ทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระเจดีย์ หลักศิลาจารึก มหาวิทยาลัยนาลันทา ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ผนวชขณะที่ยังทรงครองราชย์อยู่ และเลิกการแผ่อำนาจในการปกครอง มาใช้หลักพุทธธรรม (ธรรมราชา) ปกครอง



นอกจากนี้ที่สำคัญคือ พระเจ้าอโศกมหาราชยังทรงส่งสมณทูตไปเผยแพร่ศาสนา โดยแบ่งเป็น ๙ สาย สายที่ ๘ มาเผยแพร่ที่ สุวรรณภูมิ โดยพระโสณะและพระอุตระเป็นสมณทูต และพระองค์เป็นผู้จัดการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ ณ วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร

ต่อมาก็โปรดเกล้าให้สร้างบ่อน้ำ ที่พักคนเดินทาง โรงพยาบาล และปลูกต้นไม้ เพื่อจัดสาธารณูปโภคและสาธารณะตามหลักพุทธธรรม ต่อจากนั้นก็เสด็จไปพบสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง เป็นคนแรก และทรงสถาปนาให้เป็นเป็นสถานที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนในเวลาต่อมา นับว่าพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และต่อมาพระองค์ทรงได้สมญานามว่า ธรรมาโศก แปลว่า อโศกผู้ทรงธรรม ทรงครองราชย์ได้ ๔๑ ปี



พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป เป็นพระอัครศาสนูปถัมภกทั้งฝ่ายมหายาน และฝ่ายเถรวาท ตามพระราชประวัติในคัมภีร์อโศกาวทาน ของฝ่ายมหายาน ใน อรรถกถาสมันตปาสาทิกา คัมภีร์ทีปวงศ์ และคัมภีร์มหาวงศ์ ของฝ่ายเถรวาท และทรงอุปถัมภ์ผู้ที่นับถือศาสนาเชน โดยการถวายถ้ำหลายแห่ง ให้แก่เชนศาสนิกชน เพื่อไปประกอบพิธีทางศาสนา

เอช. จี. เวลส์ (H.G.Wells; ๑๘๖๖- ๑๙๔๖ ) นักเขียนชาวอังกฤษ ก็ยกย่องพระเจ้าอโศกมหาราช ว่าทรงเป็นอัครมหาบุรุษท่านหนึ่ง ใน ๖ อัครมหาบุรุษแห่งประวัติศาสตร์โลก คือ พระพุทธเจ้า โสกราตีส อริสโตเติล โรเจอร์ เบคอน และอับราฮัม ลิงคอล์น



บุรพกรรมของพระเจ้าอโศกมหาราช

กล่าวว่าด้วยเหตุอันที่พระเจ้าอโศกเป็นใหญ่ในชมพูทวีป เพราะได้เคยถวายน้ำผึ้งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
กล่าวว่าด้วยเหตุอันที่พระเจ้าอโศกผูกพันกับนิโครธสามเณรเมื่อแรกพบ เพราะเมื่อชาติอดีตที่เป็นพ่อค้าขายน้ำผึ้ง เป็นพี่น้องกัน รวมทั้งพระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะ ที่ลังกาทวีป



































หลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ได้ไปบังเกิดเป็นงูเหลือม เพราะก่อนพระองค์จะสวรรคต พระองค์ทรงพระดำริที่จะถวายพระราชทรัพย์ถวายไว้ในพระศาสนาอีก ได้มีขุนนางมาทัดทาน พระองค์จึงเกิดจิตโทสะ เมื่อสิ้นพระชนม์ จึงได้ไปเกิดสู่ทุคติภูมิ แต่หลังจากนั้นพระองค์ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระมหินทเถระ พระราชโอรสซึ่งบรรลุพระอรหันต์แล้ว จนได้บรรลุพระโสดาบัน เมื่องูเหลือมซึ่งก็คือพระเจ้าอโศกมหาราชได้ตายแล้ว ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ ด้วยผลบุญที่พระองค์ทรงเคยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวง
พระเจ้าอโศกทรงขุดพบสถานที่เผาพระพุทธสรีระหรือที่เรียกกันว่า "เนินดินเจ้าชายสิ้นชีพ"


ขอขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย
ขอขอบคุณภาพจากอินเทอร์เนท