วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มัจฉา....เยือนวารี...วันนี้ที่ลุ่มน้ำบางปะกง


ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวของ ฉะเชิงเทรา
สำหรับข้าวคงใช้ข้อมูลของเรือกระแชง บอกกล่าวเล่าความได้พอสังเขปแล้ว ก็ขอเล่าในส่วนของ ในน้ำมีปลา...

ในปี พ.ศ.2526
มีเอกสารวิชาการของสถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ เรื่องสภาวะประมง ชนิด และการแพร่กระจายของสัตว์น้ำในแม่น้ำบางปะกง ของสันทนา ดวงสวัสดิ์ เป็นเอกสารที่เจาะรายละเอียดตามอำเภอต่างๆด้วย พบว่ามีสัตว์น้ำที่พบในแม่น้ำบางปะกง 106 ชนิด ทั้งสัตว์น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม จากอำเภอเมืองฉะเชิงเทราถึงจังหวัดปราจีนบุรีและนครนายก พบปลาน้ำจืดเป็นส่วนมาก และบริเวณอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ลงมาอำเภอบ้านโพธิ์ และอำเภอบางปะกง พบสัตว์น้ำกร่อยและน้ำเค็มอยู่มากในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายนเท่านั้น
กุ้งก้ามกรามพบทุกจุดที่สำรวจ
พบเครื่องมือประมงที่ใช้กัน 20 ชนิด ที่นิยมทำเป็นอาชีพอย่างจริงจังได้แก่เครื่องมือ โพงพาง เฝือกรัง และสวิงรอกุ้งรอเคย
( การทำโพงพาง ยกเว้นเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม จะไม่ทำการประมง)
หมายแหตุ
โพงพางก็คือ เครื่องมือจับสัตว์น้ำ เป็นถุงตาข่ายรูปยาวรี ใช้ผูกกับเสาใหญ่ 2 ต้น ที่ปักขวางลำน้ำ บางแห่งก็มีไม้ช่วยค้ำยัน2 อันต่อ1 เสาเพื่อกันหงายบางที่ก็ไม่มีไม้ค้ำยัน ผู้ที่ทำโพงพางเป็นอาชีพส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่อยู่ริมน้ำ ที่ได้ยื่นขออนุญาตจากทางราชการไว้ เจ้าของโพงพางต้องเสียค่าน้ำให้ราชการ ต่อมามีนโยบายให้ยกเลิกการทำโพงพาง เจ้าของโพงพางเดิมหากเสียชีวิต ทายาทจะไม่ได้รับอนุญาตให้สืบต่อกิจการ ให้ทำได้แค่ชั่วชีวิตของผู้ยื่นขอไว้ครั้งแรกเท่านั้น ดังนั้นปัจจุบันจึงแทบไม่มีการทำโพงพางกันแล้ว บางโพงพางทิ้งร้างเพราะทายาทแยกย้ายไปอยู่ที่อื่น โดยไม่ทำการรื้อถอนหลักไม้ปักโพงพางออกไปก็มี

อีก25 ปี ต่อมา ในปี พ.ศ.2551

มีการวิจัยของสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดถึงความหลากชนิดของพรรณปลาในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงและลุ่มน้ำปราจีนบุรี ของ อภิชาติ เติมวิชชากรและ อภิรดี หันพงศ์กิตติกูล
(ผู้สนใจรายละเอียดไปตามหางานวิจัยนี้ได้ที่อาคารปรีดากรรณสูต กรมประมง บางเขน )
พบชนิดปลาในลุ่มน้ำบางปะกง 146 ชนิด และลุ่มน้ำปราจีนบุรี 135 ชนิด เป็นปลาน้ำจืด 135 ชนิด และปลาน้ำกร่อย 38 ชนิด โดยพบปลาในวงศ์ปลาตะเพียน ปลาสร้อย และปลาซิว มีความหลากชนิดมากที่สุด 47 ชนิด ชนิดพันธุ์ปลาที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ ปลาหางไก่ ปลาก้างพระร่วง ปลาหนวดพราหมณ์หนวด 14 เส้น ปลาดุกด้าน ปลาดุกอุย ปลาบู่สมิธ ปลาค้อเกาะช้าง และปลากะทิ


ส่วนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เคยมีโครงการติดตามและประเมินผลการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศของลุ่มน้ำบางปะกง นิเวศชายฝั่งทะเล
(บริเวณอำเภอบางปะกง) พบว่า
1.พรรณไม้ชายเลน มีจำนวนชนิดลดลง บางชนิดพบได้เพียงประปรายเท่านั้น และความสามารถ
ในการสืบพันธุ์ลดลงจากในอดีต 2-3 เท่า
2. จำนวนชนิดของปลาพบเพียง 170 ชนิด จากจำนวนชนิดปลาที่เคยรายงานทั้งหมด 281 ชนิด
โดยเป็นปลาที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ 2 ชนิด คือ ปลาตองลาย วงศ์Notopteridae และปลาตะโกกหน้าสั้น วงศ์ Cyprinidae

และอีก 5 ชนิดมีแนวโน้มสูญพันธุ์ ได้แก่ ปลาหางไก่ ปลาแมวหูดำ วงศ์Engraulidae ปลากะทิงไฟวงศ์ Mastacembembelidae ปลากดหัวลิง วงศ์ Ariidae และปลาดุกด้าน วงศ์ Clariidae

ในขณะที่มีปลาหลายชนิดมีจำนวนลดน้อยลงมากเมื่อเทียบกับปริมาณและการกระจายในเขตน้ำกร่อยในประเทศไทย เช่นปลาจิ้มฟันจระเข้ วงศ์ Syngnathidae ปลาตะโกก ปลาสร้อยนกเขาหน้าหมอง ปลาร่องไม้ตับ ปลาแมว ปลาแมวหนวดยาว ปลากดหัวลิง (Ketengus typus) และกลุ่มปลาปักเป้าเขียว และรวมทั้งปลาโลมาพบว่ามีความชุกชุมลดลง และพบห่างไกลจากปากแม่น้ำบางปะกงมากขึ้น
ในรายงานมีอ้างอิงข้อมูลกรมประมง ปี พ.ศ. 2550 จึงน่าเป็นโครงการในปี พ.ศ.2551



บางกรูดถือเป็นดินแดน สองน้ำ คือน้ำจืดและน้ำกร่อย ในอดีตน้ำจะกร่อยเพียงสี 4 เดือน น้ำจืด8 เดือน และน้ำกร่อยนี้จะขึ้นไปไม่ถึงปราจีนบุรี แต่ในปัจจุบันเมื่อหมดฤดูฝนประมาณต้นเดือน พ.ย.ของทุกปี น้ำทะเลจะหนุนน้ำจืดดันขึ้นไปจนถึง จ.ปราจีนบุรี เมื่อถึงฤดูฝนประมาณเดือน พ.ค. น้ำจืดจะดันน้ำเค็มถอยลงมาจนถึงปากแม่น้ำที่ อ.บางปะกง ในเดือน ก.ค. ก่อนจะถูกน้ำเค็มหนุนกลับขึ้นไปอีกครั้งเมื่อถึงหน้าแล้ง เท่ากับว่าในสถานการณ์ปกติที่ฝนตกตามฤดูกาล แม่น้ำบางปะกงในหลายพื้นที่ จะเป็นน้ำจืดได้เพียง 4 เดือน (ก.ค.- ต.ค.) เท่านั้น
ในด้านของสัตว์น้ำทำให้ มีพันธุ์สัตว์น้ำทะเลหลงเข้ามาในลำน้ำบางปะกงมากขึ้น หลายชนิดได้ปรากฏในลำน้ำที่ปราจีนบุรี
ดังนั้นที่บางกรูดก็มีพันธุ์ปลามากกว่าเดิม อีกทั้งกรมประมงเองก็ส่งเสริมปล่อยพันธุ์กุ้งพันธุ์ปลาลงในแม่น้ำทุกปี แต่กระนั้นความอุดมสมบูรณ์ในลำน้ำก็ยังน้อยกว่าเมื่อ ห้าสิบกว่าปีที่แล้ว แม้จะมีพันธุ์สัตว์น้ำมากประเภทขึ้นและบางชนิดก็คาดว่าสูญพันธุ์ ไปแล้วคือปลาหวีเกศ ซึ่งเคยเป็นชนิดพันธุ์ประจำถิ่นของพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง (หมายถึงฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ) บางชนิดก็ใกล้สูญพันธุ์ จากรายงานข้างต้น รวมทั้งมีปลานำเข้าเริ่มเข้าไปอยู่ในบางแหล่งน้ำคือปลายี่สกเทศและปลานิล เนื่องจาก เป็นปลาที่นิยมใช้เป็นปลาปล่อยเพื่อเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำ

(ปัจจุบันมีการสร้างเขื่อนทดน้ำ ตั้งอยู่บริเวณบ้านไผ่เสวก ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง ฉะเชิงเทรา เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำบางปะกง เป็นเขื่อนป้องกันน้ำเค็ม ใช้อุปโภคบริโภค และจัดสรรน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก)

ข้างต้นเป็นข้อมูลด้านวิชาการที่ เมื่อได้อ่านมาแล้ว ก็ อยาก..ปันสู่ผู้อ่านในเรื่องของเหตุการณ์ภาพรวมของ มัจฉา .... วันนี้ ..... ที่แม่น้ำบางปะกง

แล้ววันวานของบางกรูดเป็นอย่างไร…
ก็เป็นวิถีชาวบ้าน ชาวบ้าน.....ริมวารี...คลุกคลีกับ กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ธรรมชาติจัดสรรไว้ให้

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

บางปะกง…นามนี้ได้แต่ใดมา....




ถึงหย่อมย่านบ้านบางมังกงนั้น
ดูเรียงรันเรือนเรียบชลาสินธุ์
แต่ล้วนบ้านตากปลาริมวาริน
เหม็นแต่กลิ่นคาวอบตลบไป
เห็นศาลเจ้าเหล่าเจ๊กอยู่เซ็งแซ่
ปูนทะก๋งองค์แก่ข้างเพสไสย
เกเลเอ๋ยเคยข้ามคงคาลัย
ช่วยคุ้มภัยปากอ่าวเถิดเจ้านาย

จากนิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่

อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เคยอธิบายในหนังสือชีวิตและงานของสุนทรภู่ โดยสันนิษฐานว่าบ้านบางมังกง อาจหมายความถึงบ้านที่มีปลามังกง ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง คำว่าบางปะกงอาจเรียกย่อมาจากบางปลามังกง เป็นบางปะกง ก็เป็นได้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วปลาที่มีอยู่ชุกชุมในแม่น้ำนี้คือปลาอีกงซึ่งเป็นปลาแขยงสายพันธุ์หนึ่งนั่นเอง ปลาอีกงจะออกหากินเป็นฝูงใหญ่ตามชายฝั่งเป็นปลาที่รักษาความสะอาดให้แก่แหล่งน้ำได้ดีมาก

หรือว่า.....บางปะกงอาจมาจากคำจีน ว่า มัง-ก๋า-กง
เล่ากันว่า ในอดีตที่อำเภอบางปะกง พลบค่ำมียุงชุกชุมมาก ถึงขนาดต้องกินข้าวกันในมุ้ง เคยมีเรือสำเภาจีนมาจอดทอดสมอถูกยุงรุมตอมกัดได้พูดเป็นภาษาจีนว่า มัง-ก๋า-กง ชาวบ้านได้ยินก็ขบขัน ต่อมาเวลาที่ยุงมากๆ ชาวบ้านก็จะพูดคำว่า มัง-ก๋า-กง และยุงเพิ่งลดปริมาณลงเมื่อไม่นานมานี่เอง
( ทุ่งโลมาที่ปากแม่น้ำบางปะกง เอกสารเผยแพร่สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ฉบับที่ ๒๙ พ.ศ. 2550)

ปลาแขยงเป็นปลาที่กินทุกอย่างที่ขวางหน้าหากสามารถกินได้

เรื่องที่อำเภอบางปะกงมียุงชุกชุมมากนี้ ยังเป็นตำนานที่มาของตำบลท่าสะอ้านของอำเภอบางปะกงด้วยกล่าวคือ การเดินทางในสมัยก่อนที่อำเภอบางปะกงยังไม่มีการสร้างถนน ต้องใช้การลัดเลาะมาทางป่าจากและป่าแสม ทางส่วนใหญ่พุเป็นโคลนมียุงชุกชุมมาก กว่าจะมาถึงบริเวณท่าข้ามแม่น้ำตรงที่ตั้งตำบลท่าสะอ้านในปัจจุบัน ผู้เดินทางมาถึงกับสะอื้นเพราะความยากลำบากในการเดินทาง จึงพากันเรียกท่าข้ามนี้ว่า “ท่าสะอื้น” ต่อมาคงเห็นว่าคำว่า “สะอื้น” เป็นคำไม่ไพเราะจึงเรียกเพี้ยนไปเป็น “ท่าสะอ้าน” ต่อมามีชุมชนหนาแน่นขึ้นทางการจึงได้ตั้งเป็นตำบลเรียกว่าตำบลท่าสะอ้าน

ปลาอีกง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mystus gulio

เป็นปลาน้ำจืดที่พบบริเวณแม่น้ำสายใหญ่ๆ ที่ติดต่อกับทะเล โดยเฉพาะบริเวณน้ำกร่อย สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย เนื่องจากมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำระหว่าง 0-30 ส่วนในพันส่วน ชอบว่ายน้ำรวมกันเป็นฝูง แพร่กระจายทั่วไปในอินเดีย พม่า ศรีลังกา คาบสมุทรมาเลย์ สุมาตรา บอร์เนียว และไทย
ปลาอีกงมีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ ได้แก่ ปลามังกง ปลาแขยงกง ปลากด ปลาแขยงหมู

ลำน้ำบางปะกงเป็นแม่น้ำสายสำคัญของภาคตะวันออกที่มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาในผืนป่าดงพญาเย็นไหลสู่ลำห้วยลำธารสายเล็กสายน้อยหลายสายแล้วไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำจนในที่สุดมารวมเป็นแม่น้ำสายใหญ่ไปสิ้นสุดออกสู่ปากอ่าวไทยที่อำเภอบางปะกงทำให้เรียกแม่น้ำทั้งสายว่าแม่น้ำบางปะกงตามความนิยมการเรียกชื่อแม่น้ำด้วยชื่อสถานที่สุดท้ายของลำน้ำนั้นๆ ระบบนิเวศของน้ำจึงเรียกตามธรรมชาติจริงที่เกิด คือ แหล่งน้ำจืด แหล่งน้ำเค็ม พื้นที่สองน้ำ ดินแดนสามน้ำ ซึ่งน้ำก็มีธรรมชาติของตัวเองที่จะส่งผลเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของสัตว์น้ำและผู้คนริมฝั่งน้ำ และยังมีเรื่องของความเชื่อถือตามธรรมเนียมไทย ธรรมเนียมจีนที่เกี่ยวพันจนแยกไม่ออกกับวิถีไทยเสมอๆ





ปรากฏการธรรมชาติของน้ำ

น้ำขึ้น- น้ำลง เป็นไปตามแรงดึงดูดระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ขึ้น-ลง วันละ ๒ ครั้ง ครั้งละ ๖ ชั่วโมงโดยเฉลี่ย

น้ำเกิด หรือ ชอบน้ำ หรือ น้ำใหญ่ ปรากฏการณ์ที่น้ำเริ่มสูง หรือไหลแรงมีปริมาณมากกว่าปกติ เกิดขึ้นประมาณ ๑๒ ค่ำ มากที่สุดถึง ๑๕ ค่ำ จนถึง ๑ ค่ำ

น้ำตาย หรือ น้ำทาม หรือน้ำเท้อ หมายถึงน้ำที่ไหลไม่ค่อยแรง ทรงตัว น้ำขึ้นลงค่อนข้างน้อยและช้า หรือไหลอ่อนลง มักจะได้เคยจำนวนมาก มักจะเริ่มตั้งแต่ ๗ ค่ำ จนถึง ๑๑ ค่ำ น้ำไหลลง จะจับเคยได้มากในช่วงนี้

น้ำเช้า หมายถึงน้ำที่ไหลขึ้น ตั้งแต่ ตี ๑๒ ขึ้นมาจนเช้า น้ำเกิดเต็มฝั่งจนอยู่ตัวในตอนเช้า จากนั้นน้ำก็ลงไปเรื่อยๆ พอลงถึงจุดต่ำสุด ก็เริ่มขึ้น และขึ้นเต็มที่ตอน ๖ โมงเย็น

น้ำเย็น คือปรากฏการณ์ที่น้ำเต็มฝั่งตอนเย็น

น้ำขอด คือช่วงเวลาที่น้ำที่แห้งลงสุดๆ ประมาณช่วง ๑-๓ ค่ำ น้ำจะแห้งขอดมาก

น้ำสอด เป็นปรากฏการณ์ในช่วงรอยต่อ ฤดูฝนกับหนาว ที่น้ำจืดและน้ำเค็มกำลังเปลี่ยนพื้นที่ เกิดขึ้นราวเดือนตุลาคม ถึงเดือน พฤศจิกายน น้ำเค็มที่มีความเข้มข้นและหนักกว่าจะไหลแทรกในระดับล่างของแม่น้ำ น้ำจืดเบากว่าและไหลลอยอยู่ข้างบน สมัยก่อนช่วงน้ำสอดเช้าจะได้กุ้งเคยมาก ช่วงน้ำสอดจะมีเศษขี้ผงที่แขวนปนมากับน้ำจืดตอนบนจำนวนมาก ขี้ผงหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ขี้กะปิ เหล่านี้จะไปอุดตามตาอวน ชาวประมงจะลดปัญหาโดยการรีบชักอวนขึ้นให้ทัน

น้ำสองกระดอง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นราวเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ ที่กลางวัน น้ำจะมีน้อย กลางคืนมีน้ำขึ้นมา วันละเพียงครั้งเดียว เกิดขึ้นเป็นระยะสั้นๆ เพียง ๒-๓ วัน จากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นการขึ้น-ลง วันละ ๒ ครั้งตามปกติ

ดินแดนสามน้ำ
บริเวณบางปะกงเป็นเขต สามน้ำ คือ จืด กร่อยเค็ม ช่วงฤดูฝน น้ำจืดจากต้นน้ำจะไหลผลักดันน้ำทะเลออกสู่อ่าวไทย พอถึงฤดูแล้ง น้ำทะเลจะหนุนเข้ามามาก ทำให้บริเวณปากแม่น้ำเค็ม ลึกเข้าไปหน่อย น้ำจะกร่อย สาเหตุนี้เองทำให้บางปะกง มีความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร เป็นแหล่งที่รวมของสัตว์น้ำนานาชนิด มาชุมนุมกันอย่างมากมาย
(ที่มา : ทุ่งโลมาที่ปากแม่น้ำบางปะกง เอกสารเผยแพร่สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ฉบับที่ ๒๙)

เรื่องของน้ำจืด น้ำเค็มนี้ ยังมีตำบลในอำเภอบางปะกงชื่อตำบลสองคลอง เป็นตำบลที่มีคลอง 2 สาย สายหนึ่งเป็นคลองน้ำเค็ม ซึ่งมีพื้นที่ติดกับทะเลด้านอ่าวไทย อีกสายหนึ่งเป็นคลองน้ำจืด แต่น้ำไม่จืดตลอดปี หลังจากราชการได้สร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) ผ่านกั้นน้ำเค็ม ทำให้คลองน้ำจืดมีน้ำจืดตลอดปี ต.สองคลอง จึงถูกแบ่งพื้นที่ซึ่งมีสภาพแตกต่างกันจนสังเกตได้เป็น 2 ส่วน คือ คลองน้ำจืด และ คลองน้ำเค็ม


จากประสบการณ์ชาวน้ำของตนเองพบว่า

ในฤดูร้อน เป็นฤดูที่น้ำจะขึ้นไม่เต็มที่ ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน
ในฤดูฝน จะมีน้ำใหญ่ น้ำเกิด ในช่วงกลางคืนและช่วงกลางวันน้ำลงแห้งฝั่ง
ในฤดูหนาว จะมีน้ำใหญ่ น้ำเกิดในช่วงกลางวัน ส่วนกลางคืน น้ำจะแห้งฝั่ง

จากเนื้อเพลงที่เราได้ยินกัน คือ เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสอง น้ำทรง และ วันเพ็ญเดือนสิบสองน้ำนองเต็มตลิ่ง นั้น หมายถึงช่วงเวลากลางวัน พอกลางคืนในวันลอยกระทง น้ำไม่เคยเต็มตลิ่งเลย กลับเป็นเวลาที่ น้ำก็รี่ไหลลง ไหลลง ยิ่งดึกก็ยิ่งน้ำแห้งฝั่งลงทุกขณะ

ผู้เขียนไม่เคยสังเกต ปรากฏการการบางอย่างของน้ำ เพิ่งมาพบเห็นในช่วงที่ไปรอคอยถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมแม่น้ำ


วันหนึ่งเมื่อไปถึงชายฝั่งพบว่าเป็นช่วงน้ำไหลลงมองเห็นกอผักตบชวาไหลลอยลงไปทางขวามือของตนเอง ดวงตะวันก็ยังไม่อรุโณทัยสักที เฝ้ามองท้องฟ้าอยู่นานก็เบื่อเลยก้มมองสายน้ำที่เบื้องหน้าและเลยฝั่งไปไม่ไกลนัก มองเห็นผักตบชวาที่ริมฝั่งลอยไปช้าๆผ่านหน้าไปหลายกอไปทางขวามือเป็นปกติของน้ำไหลลง แต่ที่ห่างฝั่งออกไปกระแสน้ำจะแรงกว่า ผักตบชวาจะลอยลิ่วเร็วกว่าริมฝั่ง จู่ๆก็มีกอผักตบชวากอหนึ่งไหลลอยผ่าน เลยหน้าไปแล้วจู่ๆ ก็หยุดลอยแล้วกลายเป็นว่ากอผักตบชวาค่อยๆหมุนตัวเองวนกลับ แล้วเปลี่ยนทิศทางหมุนกลับลอยย้อนไปทางด้านซ้ายมือ กำลังงงว่าโดนผีพรายในน้ำเล่นกลให้ดูหรือไร

แต่แล้วก็ได้แจ้งใจ เมื่อมีกอผักตบชวาที่ลอยห่างฝั่ง อีก 2 กอ ลอยไหลผ่านหน้าไปทางซ้ายมืออีก สังเกตกระแสน้ำที่ห่างฝั่งก็พบว่า กระแสน้ำไหลขึ้นไปทางซ้ายมือ ถึงเข้าใจว่า กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางไหลขึ้นแล้ว ทั้ง ๆ ที่ชายฝั่งยังไหลลงอยู่เลย แล้วในที่สุดกระแสน้ำที่ไหลขึ้นมาแรงกว่า ก็ผลักดันกระแสน้ำที่ไหลลงริมฝั่งที่อ่อนแรงลงแล้วกลับไหลขึ้น ลองหลับตานึกภาพกระแสน้ำไหลขึ้นปะทะกับกระแสน้ำไหลลง หากตัวเราเป็นปลาอยู่ตรงนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกันหนอ

ต้องขอบคุณพระอาทิตย์ที่วันนั้นตื่นสายเลยทำให้ได้มีเวลามองกระแสน้ำเห็นความเปลี่ยนแปลงกับสายตาตัวเอง และรู้สึกดีใจที่ตนเองมีเวลามากพอ ไม่ต้องเร่งรีบปฎิบัติภารกิจแข่งกับเวลาจึงมีเวลาที่จะพิจารณาความเป็นไปของธรรมชาติที่ไม่เคยใส่ใจมองมาก่อน คงคล้ายๆปรากฏการน้ำสอดข้างบน


ส่วนดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆเลื่อนที่ของการโผล่ขึ้นที่ขอบฟ้าวันละนิดๆ เช่นกันหากเรายืนมองประจำที่ในจุดเดิมทุกๆวัน




ยังมีความเชื่อตามธรรมเนียมจีนที่เกี่ยวพันกับแม่น้ำบางปะกงดังนี้

สายน้ำแห่งมังกร ของ เมืองแปดริ้ว
ได้อ่านพบความเชื่อของชาวจีนที่เปรียบเทียบแม่น้ำบางปะกงเป็นสายน้ำแห่งมังกรตัวเล็ก เลยขอคัดย่อมาดังนี้

สายน้ำแห่งมังกร ของ เมืองแปดริ้ว เป็นชื่อเรียกขานตามการสันนิษฐานที่เกิดขึ้น เนื่องด้วยหลายๆ เหตุผล ประการหนึ่งคือด้วยลักษณะทางกายภาพของสายน้ำบางปะกงที่มีความคดโค้งไปมาดุจดั่ง พญามังกร พาดผ่านเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพันธุ์ ธัญญาหาร ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างวัดจีนแห่งหนึ่งขึ้นบริเวณเยาวราช คือ วัดเล่งเน่ยยี่ หรือ วัดมังกรกมลาวาส ในปัจจุบัน

ตามหลักฮวงจุ้ยของคณาจารย์จีนวังส์สมาธิวัตร (สกเห็ง) ผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้นโดยถือว่าวัดเล่งเน่ยยี่เปรียบเป็น ตำแหน่งหัวมังกร และกำหนด ตำแหน่งท้องมังกร ไว้ที่ วัดเล่งฮกยี่ จังหวัดฉะเชิงเทรา (พ.ศ. 2450 พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาส แล้วได้พระราชทานนามว่า “วัดจีนประชาสโมสร” ) สำหรับ ตำแหน่งหางมังกร อยู่ที่ วัดเล่งฮัวยี่ หรือ วัดมังกรบุปผาราม จังหวัดจันทบุรี

ตำแหน่งต่างๆ ที่พระอาจารย์สกเห็งได้วางไว้นั้น เป็นตำแหน่งของความอุดมสมบูรณ์ทั้ง ทรัพย์สิน เงินทอง การค้าขาย และความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในบริเวณนั้นอย่างมีความสุข

ตำแหน่งท้องมังกรนี้ได้ผสมผสานความเชื่อ ตำนาน เรื่องเล่า และประวัติศาสตร์ของสถานที่สำคัญต่างๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำบางปะกง ทำให้เกิดการเรียกขานแม่น้ำบางปะกงว่า

สายน้ำแห่งมังกร โดยมี มังกรตัวเล็ก พาดอยู่ตามลำน้ำบางปะกง

ตำแหน่งหัวมังกร อยู่บริเวณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของ หลวงพ่อพุทธโสธร อันศักดิ์สิทธิ์ ที่เคารพ นับถือของชาวไทย ทั่วประเทศ

ตำแหน่งท้องมังกร อยู่ตำแหน่งเดิมที่ วัดเล่งฮกยี่ (วัดจีนประชาสโมสร) ซึ่งภายในวัดนั้นมีสิ่งน่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย องค์พระประธาน และ 18 อรหันต์ ที่เป็นประติมากรรมโบราณ ทำจากกระดาษ อายุกว่า 100 ปี (ลักษณะเปเปอร์ - มาเช่) ภูมิปัญญาชาวจีนจากเมืองเซี่ยงไฮ้ เทพเจ้าไฉ้เซ่งเอี้ย (เทพเจ้าแห่งโชคลาภ) , ระฆังศักดิ์สิทธิ์ใบใหญ่ หนึ่งในสามใบในโลก และ พระสำเร็จ ร่างสังขารเจ้าอาวาสที่มรณภาพแล้วไม่เน่าเปื่อย

ตำแหน่งหางมังกร คือตำแหน่งที่พระเจ้าตากสินได้เดินทัพผ่านสู่เมืองจันทบุรี เพื่อระดมไพร่พลในการกู้กรุงศรีอยุธยา และเมื่อเดินทัพถึงบริเวณปากน้ำโจ้โล้ จึงได้เจอทัพพม่าซุ่มโจมตี และสู้รบกันจนได้รับชัยชนะ จึงได้สั่งให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นบริเวณแห่งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ และพักทัพ ณ บริเวณวัดโพธิ์ บางคล้า (สถานที่ชมค้างคาวแม่ไก่)

บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ประกอบ “พระราชพิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์” เพื่อนำน้ำไปใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งแม่น้ำบางปะกงเป็นหนึ่งใน “เบญจสุทธิคงคา” (คือแม่น้ำสายสำคัญ 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำราชบุรี แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำบางปะกง
ที่มา http://www.bpkcruise.com

หมายเหตุ บริเวณการตักน้ำในแม่น้ำบางปะกง มีหลานสถานที่ตามกาลเวลา

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เรือล่อง......ท่องวารี.... 4



เรือที่ไม่ได้เกี่ยวพันกับการใช้เรือในชีวิตประจำวันของผู้คนบางกรูด แต่กลับพบเห็นบ่อยและถือว่ามีความสำคัญกับลำน้ำ มีอีกหลายประเภท เช่น เรือพ่วง
เรือพ่วง นับว่ามีความสำคัญกับแม่น้ำทุกสายสายไม่เฉพาะที่บางปะกง

เรือพ่วง
ลักษณะเป็นเรือบรรทุกสินค้าหลายๆลำผูกโยงกันเป็นพวง แล้วมีเรือยนต์หรือเรือกลไฟลากจูง เรียกกันว่าเรือโยง
ขบวนเรือพ่วง มักจะพ่วงเรือประเภทเดียวกันเพราะการใช้เรือบรรทุกสินค้าแต่ละประเภทก็เหมาะสมกับสินค้าแต่ละประเภท เช่น เรือกระแชง เรือ เอี้ยมจุ๊น เรือแจวใหญ่

เรือกระแชง

เป็นเรือต่อทำจากไม้สัก ท้องเรือโค้งกลมมีลักษณะคล้ายแตงโมผ่าครึ่ง มีทวนหัวและทวนท้ายแบนเรียบ กงเรือเป็นไม้โค้งตามท้องเรือและวางเรียงกันถี่มาก ข้างเรือเป็นแผ่นไม้หนายึดเหนี่ยวด้วยลูกประสัก (สลัก) ที่ทำจากไม้แสมเหลากลม ด้านนอก โตกว่าด้านใน ส่วนปลายลูกประสักด้านในผ่ากราดด้วยลิ่มกันลื่นออก บนดาดฟ้าทำประทุนครอบเรือ (หลังคา) และมีฝาไม้ปิดด้านหน้าและด้านหลัง
กระแชง เป็นการเรียกเรือต่อ ที่ทำหลังคาด้วยกระแชง คลุมตลอดลำ กระแชงคือ เครื่องบังแดดบังฝนทำจาก ใบเตย ใบจาก มาเย็บเป็นแผงสมัยก่อนทำจากใบไผ่ เบากว่าที่ทำจากใบจากและกันความร้อนได้ดี กระแซงแบบนี้ คนจีนมักจะทำขาย ต่อมาราคาแพง คนจึงหันมาใช้สังกะสี แทน ทำให้กระแซงใบไผ่หายไป

เรือกระแชง ที่พบเห็นส่วนมากจะเป็นเรือบรรทุกสินค้า หากเปรียบเทียบเรือที่สัญจรไปมาในลำน้ำในอดีตเทียบกับถนนหนทางในปัจจุบัน เรือกระแชง ก็เปรียบเสมือนรถพ่วง 18 ล้อที่เป็นเจ้าอิทธิพลของท้องถนน ไม่มีใช้ตามบ้านบุคคลทั่วๆไป นอกจากกลุ่มที่ทำธุรกิจขนส่ง คำที่ว่ารถพ่วง 18 ล้อ เป็นเจ้าถนนเหมือนเป็นเจ้าพ่อท้องถนนคือเห็นที่ไหนเมื่อไร รถอื่นๆต้องหลบทางให้เพราะความยาวใหญ่ของตัวรถอีกทั้งส่วนใหญ่รถจะวิ่งเร็วเพราะคนขับมักถือว่าตัวเองมีฝีมือแน่กว่าใคร และฉันใหญ่นะจ๊ะ ขนาดสิบล้อยังต้องถอยฉากให้เลย ยิ่งรถพ่วงคันไหนวิ่งส่ายไปมา ยิ่งน่าหวาดหวั่น เกรงว่าข้อต่อพ่วงจะหลุดออกจากกัน เคยได้ยินคณะตลกถามปัญหากันว่า บนท้องถนนนี้ใครเป็นเจ้าของรถที่มีมากที่สุด คำตอบคือคนชื่อพ่วง ก็รถพ่วงน่ะต้องมีคำว่าพ่วงประกาศชื่อรถทุกคันนั่นเอง

เรือกระแชงก็เช่นกัน เป็นเจ้าอิทธิพลของลำน้ำ ไม่เป็นพาหนะตามบ้านเรือนทั่วไป หากเป็นบุคคลธรรมดา ที่จะใช้เรือกระแชง ก็คือ ยึดเรือกระแชงต่างบ้านเรือน ล่องลอยยังชีพไปด้วยชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับลำน้ำ ส่วนมากเป็นพ่อค้า แม่ค้า ล่องเรือขายสินค้าต่างๆ ร้านค้าริมน้ำก็รอเรือสินค้าเจ้าประจำนำสินค้ามาส่ง โดยมากเป็นสินค้าอุปโภค ปีหนึ่งก็มาไม่กี่ครั้ง สินค้าบางอย่างก็มาขายปีละครั้งเดียว เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ ของใช้ที่ทำจากดินเผา เช่น อ่าง หวด ไห หม้อดิน ครก และอื่นๆ มีเจ้าเดียวในลำน้ำแถบนี้ เป็นลุงป้าชาวมอญ มีกำหนดแน่นอนว่าจะมาเยือนบางกรูดในช่วงเดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสอง ร้านค้าก็ต้องขึ้นสินค้า(หมายถึงเอาสินค้าจากเรือขึ้นฝั่ง)ให้พอ กว่าจะมาใหม่ก็ปีหน้า ลุงกับป้าชาวมอญแจวท้ายเรือและหัวเรือเรี่ยวแรงแข็งขัน มาจากปทุมธานี ลัดเลาะตามลำน้ำลำคลองและออกสู่แม่น้ำ เมื่อมาถึงบางกรูด ส่วนใหญ่ มักเป็นเวลาบ่ายเกือบเย็น ลุงกับป้าเจ้าของเรือ จะมาทิ้งสมอจอดเรือนอนค้างที่แนวต้นแสมหน้าบ้าน ก่อนจะข้ามเอาสินค้าไปส่งที่ตลาดวัดบางกรูดในวันรุ่งขึ้น (ต่อมาภายหลังก็ใช้เครื่องยนต์ติดท้ายเรือ)

เรือกระแชงมักใช้ในการบรรทุกสินค้า เนื่องจากแปดริ้วเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำเมืองหนึ่งในอดีต สามารถใช้คำว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าวได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยเฉพาะเป็นอู่ข้าว ประกอบกับในสมัยรัชกาลที่ห้าทรงโปรดฯให้ขุดคลองเชื่อมเมืองต่างๆมากมาย ในเส้นทางที่เชื่อมกับฉะเชิงเทราก็มีหลายคลอง ชื่อคลองส่วนใหญ่ตั้งตามชื่อของขุนนางผู้ควบคุมการขุดคลองเช่นคลองประเวศน์บุรีรมย์( ชาวบ้านเรียกคลองท่าถั่ว) คลองอุดมชลจร (สมัยก่อนชื่อคลองเดโช ซึ่งพระยาสีหราชเดโช (โต บุนนาค) ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตขุด ) หรือ คลองพระยาสมุทร เป็นต้น อีกทั้งยังมีโรงสีกลไฟ หรือโรงสีไฟเครื่องจักรไอน้ำ ที่ ตำบลท่าพลับ-บางกรูดขนาดใหญ่ถึง สามโรง ติดริมน้ำ ในราวปีพ.ศ.2420 คือ โรงสีบน โรงสีกลาง และโรงสีล่าง (โรงสีพระยาสมุทร)

บรรดาคลองที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างกันจึงเป็นเส้นทางลำเลียงข้าวเปลือกมาสู่ลำน้ำบางปะกงด้วย ฉะเชิงเทรานอกจากอยู่ใกล้กรุงเทพแล้วยังสามารถออกทะเลปากอ่าวไทยได้ที่อำเภอบางปะกง ซึ่งในอดีตสามารถส่งข้าวสารออกไปสิงค์โปร์ ฮ่องกงโดยไม่ผ่านเข้ากรุงเทพ ฯได้อีกด้วย จึงไม่แปลกที่จะมีเรือโยงจูงพ่วงเรือกระแชงบรรทุกข้าวเปลือกขบวนละหลายๆลำ กันเป็นประจำ บางวันก็มีหลายขบวน ความใหญ่ของเรือกระแชงแต่ละลำ และความยาวของจำนวนเรือที่โยงพ่วงกันมา จึงทำให้ดูเป็นเจ้าลำน้ำกว่ารถพ่วงสิบแปดล้อบนท้องถนนเสียอีก เรือที่สัญจรในลำน้ำทุกประเภท ต้องหลบให้ชลยาตราของเรือกระแชงเช่นกัน ในสมัยที่โรงสีกลางและโรงสีล่างยังดำเนินการอยู่ บริเวณท่าน้ำหน้าโรงสีจะมีเรือกระแชงผูกโยงกันเป็นสิบๆลำ ยื่นออกจากฝั่งมากลางแม่น้ำรอการขนถ่ายข้าวเปลือก ในอดีตเรือกระแชงจึงมีการสัญจรคึกคักที่บริเวณ บางกรูด ท่าพลับ

ในการแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำ อันถือเป็นงานประจำปีของจังหวัดที่มียืนยาวมาร้อยกว่าปีแล้ว จะนิมนต์หลวงพ่อองค์จำลองลงเรือกระแชงลำใหญ่ มีเรือจูงและริ้วขบวนเรือล่องในแม่น้ำบางปะกงไปจอดตามท่าต่างๆให้ประชาชน ได้กราบไหว้นมัสการ

เมื่อมีการตัดถนนหนทาง การขนส่งทางน้ำก็ค่อยๆหมดไป เจ้าแห่งลำน้ำ เรือกระแชง ก็ลับหายไปกับกาลเวลา แม้แต่เรือแห่หลวงพ่อก็เปลี่ยนเป็นเรือเหล็ก เรือกระแชงขนสินค้าซึ่งมิใช่เรือใช้งานพื้นบ้าน ก็ไม่หวนล่องไปมาให้เห็นอีก เจ้าของเรือสินค้าอุปโภคต่างๆ ก็ร่วงโรยลาลับโลกไป บุตรหลานไม่สืบต่ออาชีพนี้คือค้าขายทางน้ำ เรือกระแชงเลยเหลือแค่ชื่อให้เด็กรุ่นหลังได้รู้จัก คนที่อยากมีเรือกระแชงขึ้นมาต้องไปตามหาซื้อที่จังหวัดอื่น เช่นที่จังหวัดอยุธยา มีญาติไปซื้อมา ลำหนึ่งมีความจุข้าวเปลือก 1.4 ตัน ราคา 2 แสน บาท (เมื่อ5-6 ปีที่แล้ว) ลำที่เล็กลงมาก็ราคา 7 หมื่นบาท บางคนก็เอามาดัดแปลงสร้างบ้านอยู่บนเรือ เทคานวางเรือตีพื้นบ้านเสมอปากเรือ ท้องเรือก็เป็นห้องเก็บของ เหมือนเป็นห้องใต้ดินไป บางที่ก็เอามาดัดแปลงเป็นร้านอาหาร

หมายเหตุ... คนสมัยก่อน ไม่เรียกหน่วยตวงข้าวเปลือกข้าวสารเป็นกิโลกรัม เป็น ตัน จะเรียกเป็นถัง เป็นเกวียน ข้าวเปลือก 100 ถัง เป็น 1 เกวียน ถ้าเทียบอัตราส่วน ข้าวเปลือก 1 ถัง ประมาณ เป็นน้ำหนักข้าวเปลือก 10 กิโลกรัม ข้าวเปลือก 1 เกวียน ก็ประมาณ 1 พันกิโลกรัมคือ เท่ากับ 1 ตัน แต่ถ้าสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารแล้ว ข้าวสาร 1 ถัง ประมาณน้ำหนัก 15 กิโลกรัม ถ้าอยากรู้เป็นข้าวสาร 1 ตัน ก็ทดสอบใช้ บัญญัติไตรยางศ์ สมัยเด็กๆ คำนวณกันเองนะคะ ข้าวเปลือก 1 ถัง ไปสีเป็นข้าวสาร ก็จะไม่ได้ข้าวสาร 1 ถังกลับมา เพราะกลายเป็นเปลือกข้าว และปลายข้าว ชาวบ้านที่เอาข้าวเปลือกไปสีที่โรงสีข้าว (ขนาดเล็กๆที่รับสีข้าวให้ชาวบ้านเป็นรายย่อยด้วย )ไม่ต้องเสียเงินค่าสีข้าว เพราะโรงสีจะได้ เปลือกข้าว ที่เรียกกันว่าแกลบ ได้ปลายข้าว รวมทั้ง รำข้าว ไว้นั่นเอง ต่อมาโรงสีบางแห่งให้บริการเอาเรือติดเครื่องยนต์มารับข้าวเปลือกไปสี แล้วเอามาส่งคืนเป็นข้าวสารตามบ้านริมน้ำด้วย แกลบนี้โรงสีไฟ จะใช้เป็นเชื้อเพลิงสีข้าว แกลบเมื่อเผาไฟก็จะได้ขี้เถ้า สีดำๆ ที่เรานิยมเอามาเพาะชำต้นไม้


ยังมีเรือพ่วงขนาดเล็กลงมา บางทีก็พ่วงเรือแจวขนาดใหญ่ 5-6 ลำ บรรทุกข้าวเปลือกอีกเช่นกัน พ่วงไปส่งข้าวในระยะทางสั้นๆ จำนวนเรือในขบวนไม่มาก

บางครั้งเรือพ่วง ก็พ่วงเรือเอี้ยมจุ๊นบ้าง ที่พบเห็นนั้นเป็นการบรรทุกเกลือ ซึ่งไม่พบบ่อยนัก ขบวนเรือพ่วงเอี้ยมจุ๊น 1 ขบวน ก็บรรทุกปริมาณเกลือที่น่าตกใจ ว่า เอาไปทำอะไรกันมากมายขนาดนั้น ( ที่ใช้บริโภคบ้างคงเป็นส่วนน้อย หรือว่า......เอาไปส่งชายแดนกัมพูชา ที่โรงเกลือจังหวัดสระแก้ว เพื่อนำไปขาย ให้กับชาวกัมพูชานำไปใช้ทำปลาเค็ม ก็ไม่ทราบ เคยไปซื้อของหลายครั้งที่ตลาดโรงเกลือนี้แต่ไม่เคยเห็นเกลือหรือโรง เก็บเกลือ(โกดัง) หลงเลย เคยถามถึงเกลือและโรงเกลือกับผู้คนที่นั่น บรรดาพ่อค้าแม่ค้าพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัดพาสั่นหน้า เคยอ่านพบว่าบริเวณโกดังเก็บเกลือเปลี่ยนเป็นตลาดโรงเกลือ เมื่อปี พ.ศ . 2534 บรรดาพ่อค้าแม่ค้าคงเป็นคนรุ่นใหม่จึงไม่ได้ข้อมูลมาเล่าสู่)

เรือเอี้ยมจุ๊น

เป็นเรือขนาดใหญ่ นิยมต่อด้วยไม้เคี่ยม ท้องเรือเรียวแหลมเล็กน้อย หัวและท้ายเรือจะเป็นทวนไม้ตั้งขึ้นแข็งๆ เรียกว่าทวนตั้ง ไม่อ่อนโค้ง เหมือนทวนเรือกระแซง ระดับเรือจากหัวถึงท้าย เกือบจะอยู่ในระดับเดียวกัน หางเสือเป็นประเภทที่ใช้คล้องติดกับหลักท้ายเรือ ไม่เหมือนหางเสือเรือกระแซง ที่เกี่ยวติดกับท้ายเรือ ท้ายเรือมีขยาบเป็นหลังคา สำหรับเป็นที่พักและนั่งถือหางเสือ
เรือเอี้ยมจุ๊น ในภาษาแต้จิ๋ว แปลว่าเรือเกลือ เข้าใจว่าจะเคยบรรทุกเกลือมาก่อน อีกทั้งเจ้าของเรือ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน นิยมใช้บรรทุกสินค้าขนาดหนักอย่างกว้างขวาง บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และบางปะกง เคลื่อนที่โดยการลากจูงด้วยเรือยนต์

(เกลือมีความสำคัญไม่แต่ในประเทศจีนจนใช้เรียกเป็นชื่อเรือที่บรรทุก สำหรับแฟนละครประวัติศาสตร์เกาหลีโบราณคงจำได้ว่า เกลือเป็นสิ่งสำคัญของชาวพูยอ และโคคุเรียว ที่ละครเอามาสื่อในเรื่องจูมงมหาบุรุษกู้บัลลังก์ ปฐมกษัตริย์ โคคุเรียว และ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ กษัตริย์กวางแกโตมหาราชองค์ที่ 19 แห่งโคคุเรียว ว่าสำคัญในระดับพระราชาใช้เป็นเรื่องต่อรองได้ผล)

เรือพ่วงบรรทุกขี้เป็ด

ฉะเชิงเทราเคยเป็นแหล่งเลี้ยงไข่เป็ดแหล่งใหญ่ที่อำเภอบางปะกง เลยตำบลท่าสะอ้านไปทางตำบลสองคลอง ถ้านั่งรถเข้าชลบุรี หรือเข้ากรุงเทพ ถึงหมู่บ้านท่าไข่ เป็นต้องปิดจมูกเพราะทนเหม็นกลิ่นขี้เป็ดไม่ไหว ถ้าเป็นเส้นทางสายเก่าผ่าน สมุทรปราการ ถนนสายนี้จะเลียบตามลำคลอง ข้ามฝั่งคลองอีกด้านล้วนเป็นบ้านเรือนที่มีอาชีพเลี้ยงเป็ดไข่ และจะมีเรือมารับซื้อขี้เป็ดแล้วบรรทุกขี้เป็ดนี้ ออกมาที่แม่น้ำขนส่งเอาไปขายที่อื่นๆ ขบวนเรือบรรทุกขี้เป็ดล่องผ่านลำน้ำเป็นเรือพ่วงหลายลำเช่นกัน แม้ไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นขบวนเรือที่ชาวบ้านริมน้ำ เข็ดขยาดไม่อยากให้ผ่านมาเท่าไรนัก
ฉะเชิงเทรา มีชื่อท่าไข่ 2 อำเภอคือที่อำเภอเมืองเป็นตำบลท่าไข่เคยเป็นท่าขึ้นไข่ไก่และไข่เป็ด และที่อำเภอบางปะกงเป็นหมู่บ้านท่าไข่ ส่วนใหญ่เป็นไข่เป็ด ท่าไข่ทั้งสองแห่งล้วนอยู่ติดลำคลองเพื่อการขนส่งไข่ไก่ ไข่เป็ดที่ตำบลท่าไข่ และไข่เป็ดที่หมู่บ้านท่าไข่ ต่อมาอาชีพเลี้ยงเป็ดก็สูญหายไปจากอำเภอบางปะกงในราวประมาณปี 2522 เป็นต้นมา บรรดาเล้าเป็ดย่านอำเภอบางปะกงเปลี่ยนเป็นบ่อปูนเพาะเลี้ยงพันธุ์กุ้งก้ามกราม กุ้งกุลาดำ มาจนปี 2553 นี้ อาชีพเพาะเลี้ยงพันธุ์กุ้ง จาก กุ้งก้ามกราม มาเป็นกุ้งกุลาดำ และกุ้งขาววานาไม เองนั้น ก็เหลือบ้านที่เพาะพันธุ์กุ้ง ไม่กี่บ้าน อีกเหมือนกัน

นอกจากนี้นานๆครั้งก็จะมีเรือฉลอมผ่านมาบ้าง

เรือฉลอม

เรือต่อชนิดท้องกลมเล็กกว่าเอี้ยมจุ๊นมีกระดูกงูและกง พื้นหัวและส่วนท้ายสูงเกือบเสมอปากเรือพื้นกลางลดระดับเป็นระวางบรรทุกสินค้าปกติใช้เรือใบมีเสากระโดงเรือประจำเรือ หางเสือแบบเดียวกับเรือเอี้ยมจุ๊น นิยมใช้ตามหัวเมืองแถวปากน้ำติดกับทะเลและลึกเข้ามาก็มี มีทั้งใช้จับปลาและใช้บรรทุกสินค้าประเภทเครื่องบริโภค เช่นน้ำปลา ปลาเค็ม อาหารทะเลอื่นๆ ทั้งสดและแห้ง
สมัยโบราณเวลาเกิดศึกสงครามก็จะถูกเกณฑ์ไปใช้ในราชการทัพด้วย และนับเป็นเรือชนิดแรกของไทยที่สามารถกางใบแล้ววิ่งทวนลม (วิ่งก้าว) ได้ เรือฉลอม เป็นเรือขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ถ้าเป็นขนาดกลางใช้ใบเดียว ถ้าเป็นขนาดใหญ่ใช้ ๒ ใบ เสากระโดงเรือใหญ่เอนไปข้างท้ายเรือเล็กน้อย มีหางเสือ ๒ อัน ห้อยลงสองข้างท้ายเรือ เวลามีคลื่นลมแรงจะใช้หางเสือทั้งสองอัน ถ้าคลื่นลมสงบ ใช้หางเสือเดียว เพราะสามารถหย่อนลงไปได้ลึกและยังถ่วงมิให้เรือโคลงไปตามลม ใบหางเสือเรืออีกอันที่เหลืออาจถอดตั้งไว้ท้ายเรือ โดยเอาใบหางเสือขึ้นทำเป็นใบเรือได้อีกด้วย เพื่อให้หัวเรือหันสู้ลม เรือจะได้ไม่ส่ายไปมา

วิ่งก้าว ( เป็นภูมิปัญญาของชาวเรือที่เรียนรู้เกี่ยวกับการแล่นเรือ)
เป็นการแล่นเรือเมื่อทิศทางลมไม่เป็นใจ ปกติเรือที่ใช้ใบต้องวิ่งตามลม เมื่อถึงคราวที่ต้องวิ่งสวนทางลมไปอีกทิศหนึ่ง การแล่นเรือใช้วิธีชักใบเรือให้กินลมแบบเฉียงๆ กินลมไม่เต็มที่แต่สามารถพาเรือไปในทิศทางที่ต้องการได้โดยการพลิกใบแล่นไปทางขวาทีทางซ้ายที เรียกว่าวิ่งก้าว ต้องวิ่งสลับวิ่งตรงๆไม่ได้ต้องแล่นเฉียงๆในช่วงนั้นเรือจะถูกลมพัดจนเรือเอียง
(จาก ทุ่งโลมาที่ปากน้ำบางปะกงของสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง)

เรือฉลอมที่เด็กๆบางกรูดจะนึกถึงมากที่สุด คือเรือฉลอมขายหอยแมลงภู่ ที่ล่องขึ้นมาขายจากอำเภอบางปะกง ลำไม่ใหญ่นัก ในครั้งนั้นจะขายเป็นถังๆ โดยใช้ถังตวงข้าวเปลือก ตวงขาย ราคา ถังละ 1 บาท ( ขณะนั้นยังใช้สตางค์แดงเจาะรู มีเหรียญ ห้าสตางค์ สิบสตางค์ ยี่สิบสตางค์ กันอยู่ ) ในเวลานั้นข้าวเปลือก รวมทั้งทองรูปพรรณ ขายในราคาเดียวกัน คือข้าวเปลือกเกวียนละ 400 บาท ทองคำบาทละ 400 บาท)
เมื่อมีเรือฉลอมขายหอยมา ก็แปลว่า เด็กๆจะได้กินหอยทอด แถมด้วยหอยนึ่งสดๆ บางทีถ้ามีหอยตัวค่อนข้างเล็กหน่อย คุณยายก็จะทำหอยดอง เป็นหอยดองที่ดองด้วยน้ำปลาต้มผสมน้ำตาลปี๊บ เค็มๆหวานๆ ดองทั้งเปลือก ไม่ใช่การดองรสเปรี้ยว
ผู้เขียนโตไม่ทันรู้จักเรือแจวขายหอยของนายโห นายโหแจวเรือขายหอยแมลงภู่ ราคาเพียงถังละ ห้าสิบสตางค์เท่านั้น
ในจินตภาพของผู้เขียนเวลานึกถึงคำว่า ลอยเท้งเต้ง มักนึกเป็นภาพเรือฉลอมขายหอยลอยเท้งเต้งในแม่น้ำทุกครั้ง มากกว่าเรืออื่นๆมาจนทุกวันนี้ รวมทั้งได้ยินคำว่าเรือฉลอมเมื่อไร ก็นึกถึงเพลงท่าฉลอม ที่อยู่ใกล้กับมหาชัย ของคุณชรินทร์ นันทนาคร

เรือฉลอมท้ายญวน

ลักษณะคล้ายเรือฉลอม แต่ขนาดของเรือจะโตและยาวกว่า มีทวนหัวทวนท้ายเป็นแท่งไม้ตรงเอียงไปทางหัวและท้าย กลางลำเป็นหลังคาประทุนไม้สานใช้ชันพอกกันฝน สามารถใช้เก็บสินค้า ส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเล มีบ้านอยู่ท้ายเรือ

เรือหางยาว

เป็นเรือยนต์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเพรียวยาว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่ท้ายเรือ มีท่อโลหะยาวคล้ายหางติดใบจักร ใช้แทนหางเสือไปในตัว และยกขึ้นลง โยกไปทางซ้าย ทางขวา เพื่อเปลี่ยนทิศทางได้


เรือหางยาวรุ่นแรกถือกำเนิดบนรูปร่างของเรือพายที่นำเครื่องยนต์ เช่น เครื่องสูบน้ำ หรือเครื่องฉุดระหัดเก่า มากลึงต่อกับเพลายาวที่มีปลายเป็นใบพัด แล้วนำไปติดตั้งที่ช่วงกลางของลำเรือ ให้ใบพัดจุ่มลงไปในน้ำพอควร ใช้กำลังของเครื่องยนต์ที่ส่งตรงจากเครื่องถึงใบพัด ฉุดใบพัดให้หมุน ใบพัดจะผลักน้ำในระยะไกลกว่าตัวเรือพอสมควร ทำให้เกิดแรงดันให้เรือวิ่งได้

เรือหางยาวในปัจจุบัน ใช้เครื่องยนต์จากรถยนต์มาติดตั้ง วิ่งได้ในแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ชายทะเล บริเวณน้ำตื้น ใช้ได้ทั้งเรือเล็กและเรือใหญ่ เครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงจะแล่นได้เร็ว สามารถยกใบพัดพ้นที่ตื้นเขินได้ การบังคับเรือง่าย เพียงแค่โยกใบพัดหรือใบจักรก็สามารถบังคับเลี้ยวได้ ถ้าถอดหางออกก็ใช้เป็นเครื่องสูบน้ำได้


เรือหางยาวที่วิ่งประจำที่บางกรูด ใช้เป็นเรือขายสินค้าเป็นสินค้าบริโภคสด เหมือนร้านขายของชำเคลื่อนที่ จะมีเรือหางยาววิ่ง 2 ลำ คือนายแกละและนายโต เรือลำของนายแกละ วิ่งขึ้นไปตัวเมืองเพื่อเอามาขายที่ตลาดโรงสีล่าง เรือลำของนายโตวิ่งจากตลาดสนามจันทร์ (ตัวอำเภอบ้านโพธิ์) เพื่อไปซื้อของในตัวเมืองแปดริ้วเอากลับมาขายที่ตลาดสนามจันทร์ นายโตดัดแปลงเครื่องยนต์ใช้การบังคับด้วยพวงมาลัย ขาไปนายโตจะแวะรับกุ้งก้ามกรามจากเรือที่ออกมานั่งตกกุ้ง เข้าไปขายในเมืองด้วย ขาล่องกลับจะมีบ้านเรือนระหว่างทางริมน้ำเรียกซื้อของ ที่บ้านก็เป็นบ้านลูกค้าเป้าหมายของนายโตและนายแกละ ที่จะมาแวะจอดเสนอสินค้าในเรือหากเป็นผลไม้ตามฤดูกาล ที่ย่านนี้ไม่นิยมปลูกกัน เช่นแตงโม มะม่วงบางชนิด สับปะรด แตงโมในสมัยก่อนเป็นแตงโมผลกลมสีเขียวอ่อนใบไม้ มีลายเส้นที่ผิว ผลใหญ่ มีเพียงปีละครั้งในช่วงปลายฤดูหนาว ( ชาวนาเมื่อเสร็จจากทำนาปี ก็จะปลูกแตงโมต่อ) คุณยายจะซื้อ ครั้งละยี่สิบผล บวกลบเล็กน้อยแล้วเอากองไว้ใต้โต๊ะพระ แตงโมนี้คุณยายชอบรับประทานในเวลาทานข้าว นิยมกินคู่กับหน้าปลาแห้งที่ทำจากปลาช่อน วันหยุดเรียนในช่วงเช้าพอมีแสงแดดอุ่นๆ เราจะกินข้าวเช้าล้อมวงนั่งพื้นพร้อมคุณยายกันที่นอกชานหน้าบ้าน เมื่อนึกถึงแตงโมก็ทำให้นึกถึงแสงแดดอ่อนอบอุ่น หน้าปลาแห้ง และนอกชานบ้าน แตงโมรุ่นก่อนก็ดีเหลือหลายเก็บได้เป็นเดือนไม่เสียหาย (คนบ้านนอกรุ่นคุณยายนิยมกินแตงโม มะม่วงสุกและสับปะรด ในเวลาทานข้าว เหมือนเป็นเครื่องเคียงไม่ใช่กับข้าวหลัก เวลากินอะไรเผ็ดๆ ผลไม้สามอย่างนี้ช่วยได้มากทีเดียวไม่ต้องดื่มน้ำมากๆดับรสชาติเผ็ดร้อน)

เรือของนายแกละเป็นเรือสำปั้นใหญ่ ดัดแปลงติดเครื่องยนต์

ที่บ้านมีมะม่วงหลายพันธุ์ในสวน ทยอยกันหมดรุ่นทีละชนิด (โดยไม่เคยเก็บขายเลย มะม่วงแต่ละพันธุ์จะทยอยติดผล และแก่ในเวลาห่างกัน มะม่วงแต่ละต้นจะมีผล เป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง กันหลายรุ่น) จนมาถึงมะม่วงแฟบ มะม่วงล่า และหมดสวนในที่สุด ก็จะมีมะม่วงต่างถิ่นที่นายแกละนายโตรับมาขายคือมะม่วงพิมเสนเปรี้ยวสุก การซื้อขายนับกันเป็นร้อยผล เช่น ร้อยละ สี่สิบบาท ห้าสิบบาท โดยไม่ชั่งกิโลขาย อย่างน้อยก็จะซื้อเป็น 100 ผล คุณยายไม่ค่อยซื้อมะม่วงนี้ แต่แม่ของพลอยโพยม กลับนิยมซื้อมะม่วงพิมเสนเปรี้ยวสุก ส่วนสับปะรดนั้นก็จะซื้อจำนวนพอสมควรเพราะเอาไว้กวนด้วย กวนแล้วแม่จะเก็บใส่โหลไว้ ให้กินได้นานๆ จนทุกวันนี้น้องชายคนถัดไปไม่กินสับปะรดกวนเจ้าไหนๆเลย น้องชายบอกว่า กินมากตอนเป็นเด็ก เบื่อมาจนทุกวันนี้
ต่อมาก็มีนายรอด น้องชายนายโต นำเรือหางยาว วิ่งรับซื้อกุ้งก้ามกราม ที่ชาวบ้านเอาเรือออกมาตกกุ้งกันในแม่น้ำในช่วงน้ำขึ้น เรือรับซื้อจะวิ่งมารับซื้อกุ้งในช่วงบ่าย สามหรือสี่โมงเย็น

เครื่องยนต์ที่ใช้กับเรือหางยาวนี้ ชาวบ้าน ก็จะซื้อหามาปรับปรุงติดท้ายเรือของตนเอง เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ สั่งมาจากต่างประเทศ เช่นเยอรมันนี อเมริกา และญี่ปุ่น มีขนาดเล็กใหญ่ ที่พัฒนามาเรื่อยๆ เช่นมียี่ห้อ บิ๊ก ยี่ห้อคูลเลอร์ ยี่ห้อโรบิน ยี่ห้อ เจลโล่ เครื่องโรบินมีขนาดเล็กสุด 1.5 แรงม้า นอกนั้นจะเป็น 3-6-9 แรงม้า
ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมา คือ โรแทกซ์ขนาด 18 แรงม้า 21 แรงม้า ( หรือที่เรียกว่า เครื่อง 2 สูบ) เป็นต้น
น้ำมันที่ใช้เป็นน้ำมันเบนซินผสมน้ำมันเครื่องพิเศษที่เหลวกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดา ซึ่งมีไว้เพื่อผสมน้ำมันเบนซิน โดยมีสูตรในการผสม น้ำมันเครื่องที่ว่านี้ในยุคนั้นจะคล้าย ออโตลูป ในปัจจุบัน
การติดเครื่องยนต์ ต้องใช้เชือกที่ปลายด้านหนึ่งผูกแท่งไม้ยาวประมาณ4-5 นิ้วสำหรับสอดระหว่างนิ้วมือจับกระตุกเครื่อง ปลายเชือกอีกข้างพันรอบๆในร่องของหน้าเครื่องยนต์แล้วออกแรงกระตุกเต็มแรง เครื่องก็จะทำงาน คนที่กระตุกไม่เป็น ก็จะถูกเชือกนี้สะบัดใส่หน้าตัวเอง เจ็บมากน้อย ตามเรี่ยวแรงของคนกระตุกเชือกนั่นเอง

เรือเร็ว

ต่อมามีเรือติดเครื่องยนต์อีกประเภทเป็นเรือต่อหัวแหลมกว้างสั้นท้ายตัด สีสันของลำเรือฉูดฉาดลำเรือกว้างอ้วนสั้น นั่งได้อย่างมากประมาณ 4 คน รวมคนขับ บางลำนั่งได้แค่ 2 คน มีพวงมาลัยบังคับเรือ เครื่องยนต์จะแรง วิ่งเร็ว เรียกกันว่า เรือเร็ว แต่ศัพท์ของชาวบางกรูด เรียกเรือนี้ว่า เรือบรื๋อ.... สาวๆเวลานั่งเรือบรื๋อ รับรองว่าผมเผ้า กระจุยกระจายหมดศีรษะเพราะถูกลมตีนั่นเอง
เครื่องยนต์ของเรือเร็วหรือเรือบรื๋อ..นี้ส่วนใหญ่เป็น ยี่ห้อ เมอคิวรี่และ ยามาฮ่า

เรือเร็วหรือเรือบรื๋อนี้นับเป็นของเล่นชิ้นใหม่ของผู้มีอันจะกินขับเล่นกินลมชมวิว ในเทศกาลงานแห่หลวงพ่อโสธร ก็มีการแข่งขันเรือเร็วนี้ด้วย
เรือบรื๋อในความทรงจำ ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ที่มีการขนของหนีภาษีมาจากปากน้ำบางปะกง วิ่งเข้ามาในแม่น้ำในบางครั้งก็มีเรือตำรวจน้ำแล่นเรือกวดไล่จับ เรือลำที่หลบหนี บางครั้งก็จะทิ้งของที่ขนมา เช่น เหล้า บุหรี่ ลงในแม่น้ำ บ้านเรือนที่อยู่ใกล้จะพายเรือออกไปเก็บถ้าเก็บได้ทันก่อนที่สินค้าจะจมน้ำไปก่อน ได้รวมกันก็หลายลังกระดาษทีเดียว
และในหน้าน้ำกร่อยชาวบ้านพากันกางอวนรอกุ้งเคยทำกะปิ ซึ่งถือเป็นการผิดกฎหมายเพราะกีดขวางการจราจรทางน้ำ ในรุ่นแรกๆที่กางอวนกันนั้นบางครั้งเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัด ก็จะนำเรือเร็วออกมาตรวจจับ เมื่อพบเห็นเจ้าหน้าที่จะยกอวนของชาวบ้านขึ้นเรือของทางราชการ เจ้าของอวนต้องไปชำระค่าปรับ จนในปัจจุบันไม่ค่อยมีเรือสัญจรไปมาในแม่น้ำเหมือนสมัยก่อน ชาวบ้านริมน้ำรุ่นหลังก็สามารถกางอวนกันได้ โดยไม่ต้องอกสั่นขวัญหายกับการตรวจจับแต่ก็มีจำนวนน้อยรายทั่วลำน้ำในปัจจุบัน

(ข้อมูลเรือส่วนใหญ่มาจาก สำนักศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์,๒๕๔๗ )