วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สู่แดนพระพุทธองค์ ๔๓ พระเจ้าอุเทน แห่งกรุงโกสัมพี
กรุงโกสัมพี
ขอบอบคุณภาพจากwww.oknation.net
กษัตริย์ ๒ สหาย
ในกาลล่วงมาแล้ว พระราชา ๒ องค์ เหล่านี้ คือในแคว้นอัลลกัปปะ พระราชาทรงพระนามว่าอัลลกัปปะ,
ในแคว้นเวฏฐทีปกะ พระราชาทรงพระนามว่าเวฏฐทีปกะ
ทั้งสองพระองค์เป็นพระสหายกัน ตั้งแต่เวลายังทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกัน โดยล่วงไปแห่งพระราชบิดาของทั้ง ๒ พระองค์ และทรงเป็นพระราชาในแคว้นของพระองค์
พระราชา ๒ พระองค์นั้น เสด็จมาประชุมกันตลอดตามกาลอันสมควร ทรงยืน, นั่ง, บรรทมร่วมกัน ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนตายมากมาย จึงทรงปรึกษากันว่า “ชื่อว่า ผู้ตามคนผู้ไปสู่ปรโลก ไม่มี, โดยที่สุดถึงสรีระของตน ก็ตามไปไม่ได้; ต้องละสิ่งทั้งปวงไป, ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือนของเรา, เราจักบวช”
ดังนี้แล้ว ทรงมอบรัชสมบัติให้แก่พระโอรสและพระมเหสี ออกผนวชเป็นพระฤษี อยู่ในหิมวันตประเทศ ได้ทรงปรึกษากันว่า “พวกเราไม่อาจเพื่อเป็นอยู่ จึงละราชสมบัติออกบวชก็หาไม่, เราเหล่านั้น เมื่ออยู่ในที่แห่งเดียวกัน ก็จักเหมือนกับผู้ไม่บวชนั้นเอง, เพราะฉะนั้น เราจักแยกกันอยู่: ท่านจงอยู่ที่ภูเขาลูกนั้น, เราจักอยู่ที่ภูเขาลูกนี้; แต่จักรวมกัน ในวันอุโบสถทุกกึ่งเดือน.”
ครั้งนั้น พระดาบสทั้งสองนั้นเกิดมีความดำริขึ้นอย่างนี้ว่า “แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ ความคลุกคลีด้วยคณะเทียว จักมีแก่เราทั้งหลาย, ท่านพึงจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของท่าน, เราก็จักจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของเรา; ด้วยเครื่องสัญญานั้น เราทั้งหลายก็จักรู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่.”
วังพระเจ้าอุเทน
ขอขอบคุณภาพจาก
www.panoramio.com
ในกาลต่อมาเวฏฐทีปกดาบสตายไปบังเกิดเป็นเทวดา
หลังจากนั้นพอถึงกึ่งเดือน อัลลกัปปดาบสพอแลไม่เห็นไฟ ก็ทราบได้ว่า “สหายของเรา ทำกาละเสียแล้ว”
แม้เวฏฐทีปกดาบสตรวจดูทิพพสิริของตนในขณะที่เกิด ใคร่ครวญถึงกรรม เห็นกิริยาที่ตนกระทำ จำเดิมแต่ออกบวชแล้ว คิดว่า “บัดนี้ เราจักไปเยี่ยมสหายของเรา”
จึงแปลงเป็นเหมือนคนหลงทางไปยังสำนักของอัลลกัปปดาบส ได้สนทนากับอัลลกัปปดาบส ซึ่งอัลลกัปปดาบสเล่าถึงความลำบากที่ประสบอยู่ด้วยเรื่องของช้าง
อัลลกัปปดาบส เล่าว่า " มันถ่ายคูถลงในที่กวาด, เอาเท้าประหารคุ้ยฝุ่นขึ้น; ข้าพเจ้านั้นคอยขนคูถช้างทิ้ง คอยเกลี่ยฝุ่นให้เสมอ ก็ย่อมลำบาก."
คูถ หมายถึง อุจจาระ ,ขี้
(ช้างชอบมาขี้ที่อาศรม ทำให้ต้องคอยขนขี้ช้างและปัดกวาดลานบ่อยๆ)
บุรุษผู้มาเยือนได้ถวายพิณ และสอนมนต์สำหรับให้ช้างให้แก่พระดาบสแล้ว โดยได้ชี้แจงสายพิณ ๓ สาย ให้เรียนมนต์ ๓ บท โดยบอกว่า
“เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว, ช้างไม่อาจแม้เพื่อจะหันกลับแลดู ย่อมหนีไป;
เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว ช้างจะกลับเหลียวดูเบื้องหลังพลางหนีไป:
เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว ช้างนายฝูงย่อมน้อมหลังเข้ามาหา”,
แล้วกล่าวว่า “สิ่งใด อันท่านชอบใจ, ท่านพึงทำสิ่งนั้นเถิด”. บุรุษผู้มาเยือนไหว้พระดาบสแล้ว ก็จากไป
พระดาบสร่ายมนต์บทสำหรับไล่ช้าง ดีดสายพิณสำหรับไล่ช้าง แล้วช้างก็หนีไปจริงๆ.
วังพระเจ้าอุเทน
ขอขอบคุณภาพจากwww.panoramio.com
กำเนิดพระเจ้าอุเทน
พระเจ้าอุเทน
พระ เจ้าอุเทน(Udena) ในปกรณ์ฝ่ายสันสกฤตเรียกว่า พระเจ้าอุทยัน (Udayan) เป็นพระมหากษัตริย์ราชวงศ์วัตสะ (Vatsa Dunasty) ทรงปกครองแคว้นวังสะโดยมีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองโกสัมพี (Kosambi) หรือเกศัมพี (Kaushambi) ในภาษาสันสกฤต เมืองนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ใกล้เมืองอัลลาหบาดหรือประยาคในปัจจุบัน พระบิดานามว่าปรันตปะ
ในฤดูหนาวของวันหนึ่ง พระราชา ปรันตปะ และพระมเหสีซึ่งทรงพระครรภ์แก่ทรงห่มผ้ากัมพลสีแดงประทับนั่งตากแดดอยู่ตรงระเบียงปราสาทชั้นบน
บังเอิญนกหัสดีลิงค์ตัวหนึ่ง (นกยักษ์มีกำลังเท่าช้างสาร)บินผ่านมาเจอเห็นผ้าสีแดงนึกว่าชิ้นเนื้อเลยลงโฉบจับพระมเหสี โฉบไปสู่ป่า นกหัสดีลิงค์ก็ลงจับที่ค่าคบไม้ของต้นไทรใหญ่ ที่เคยจับเอาสัตว์มากินเป็นประจำมีกองกระดูกทิ้งอยู่เกลื่อนกลาด
พระเทวีซึ่งอยู่ในกรงนกระหว่างถูกพามาไม่ทรงร้องมาตลอดทางเพราะทรงเกรงว่านกจะตื่นตกใจและปล่อยพระนางจากกรงเล็บทิ้งพระนางให่้ตกลงมานั้น เมื่อถึงค่าคบไม้ไทรใหญ่ ก็ทรงร้องขึ้นและปรบพระหัตถ์ นกได้ยินเสียงดังนั้นก็ตกใจบินหนีไป
ในค่ำวันนั้นพระเทวีซึ่งอยู่บนค่าคบไม้ก็ประชวรพระครรภ์ ฝนก็ตกหนักตลอดคืน ครั้นเวลารุ่งอรุณและพอดีฝนหยุดตก พระเทวีก็ประสูติพระโอรส จึงได้ประทานพระนามว่า อุเทน หมายถึงเวลาอรุณขึ้น
ณ ที่นั้นมีอาศรมของดาบสอัลลกัปปะ ซึ่งพระดาบสจะมาเก็บกระดูกที่โคนไม้ไปต้มฉัน ในวันนั้นเมื่อพระดาบสมาเก็บกระดูกเหมือนเช่นเคยก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง เมื่อมองตามเสียงขึ้นไปก็เห็นพระเทวีและพระกุมาร เมื่อได้สอบถามความแล้วก็รับพระเทวีและพระกุมารมาอยู่ด้วย
พระกุมารอุเทนได้รับการดูแลจากดาบสผู้เป็นพระบิดาเลี้ยงและพระมารดาเป็นอย่างดี
กาลต่อมาในวันหนึ่งพระดาบสได้ดูดาวนักษัตรได้ตรัสขึ้นว่า พระเจ้าปรันตปะแห่งกรุงโกสัมพีสิ้นพระชนม์แล้ว พระเทวีก็ทรงพระกันแสง พระดาบสจึงถามพระเทวีและ รับทราบความ โดยพระเทวีประสงค์จะให้เจ้าชายอุเทนได้พระราชสมบัติ พระดาบสก็รับที่จะจัดการให้ จึงได้สอนมนต์กำหัวใจช้าง และมอบพิณให้ เมื่อเจ้าชายอุเทนเรียนมนต์จบแล้ว ก็ทรงทดลองมนต์ทั้งสามบทจนชำชอง และสามารถควบคุมช้างเป็นจำนวนมากได้ด้วยมนต์ที่ศึกษามาทั้งสามบทและดีดพิณทั้งสามสาย
เมื่อดีดพิณและร่ายมนต์บทหนึ่ง ช้างที่พากันมาก็จะวิ่งหนีไปไม่เหลียวหลัง
เมื่อดีดพิณอีกสายหนึ่งและร่ายมนต์อีกบทหนึ้ง ช้างก็จะเหลียวหลังมาดู
เมื่อดีดพิณอีกสายหนึ่งและร่ายมนต์อีกบทหนึ่งช้างที่เป็นจ่าฝูงก็จะเข้ามาหาและยอมให้ขึ้นนั่งบนหลังช้างได้ พร้อมทั้งจะเรียกช้างที่เป็นบริวารให้มาและฟังคำสั่งทุกอย่างว่าจะให้ไปทางไหน
พระเทวีทรงมอบผ้ากัมพลแดงและพระธำมรงค์ พร้อมทรงบอกชื่อเสนาบดีให้กับเจ้าชายอุเทนเพื่อนำหลักฐานว่าเป็นพระราชโอรสของพระเข้าปรันปะจริง
เจ้าชายอุเทนใช้มนต์เรียกกองทัพช้างย่ำเข้ามาในพระนครโกสัมพีจำนวนมาก คนในแคว้นวังสะล้วนชื่นชมในพลังอำนาจวิเศษและเข้าร่วมทัพจนประชิดพระราชวังกรุงโกสัมพี
เจ้าชายส่งสาสน์ทวงราชสมบัติ พวกเสนาบดีตอบว่า รับแต่เชื้อสายพระเจ้ากรุงโกสัมพี ซึ่งหายสาปสูญไปนานแล้วเท่านั้น
เจ้าชายจึงแสดงแหวนราชวงศ์ ผ้ากัมพลแดงและประกาศสิทธิ์เหนือเศวตฉัตร เมื่อเห็นดังนั้นทั่วทัั้งพระนครจึงยอมรับเจ้าชายอุเทนเป็นพระราชาแห่งแคว้นวังสะ
วังพระเจ้าอุเทนแห่งกรุงโกสัมพี
ขอบอบคุณภาพจาก http://planetofphotos.net/photo/3139116.html
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://arsramsiyaraya.blogspot.com/2013/03/2.html
วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สู่แดนพระพุทธองค์ ๔๒ ช้างปาริไลยก์ กรุงโกสัมพี
ณ รักขิตไพรสณฑ์ ที่นั้น
ช้างปาริไลยก์ ซึ่งปลีกตัวออกจากฝูงมาอยู่ในป่านี้เช่นเดียวกัน
ครั้นเห็นพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ โคนต้นสาละ จึงใช้เท้าปรับพื้นดินให้สม่ำเสมอ
ใช้งวงจับกิ่งไม้กวาดพื้นที่โดยรอบต้นภัททสาละให้สะอาด
จากนั้นจึงใช้งวงจับหม้อน้ำเตรียมน้ำใช้น้ำฉันมาตั้งไว้ แล้วสู่ป่าหาผลไม้มาถวาย
วันใดที่พระพุทธองค์เสด็จออกไปบิณฑบาต ในวันนั้น ช้างปาริไลยก์ก็จะนำบาตรวางไว้ที่กระพอง (ปุ่่มสองข้างที่ศรีษะช้าง) เดินไปตามพระพุทธองค์ ครั้นใกล้ที่จะเข้าเขตบ้านก็ส่งบาตรถวาย เมื่อพระพุทธองค์กลับจากบิณฑบาตก็คอยรับบาตรนำไปวาง ณ สถานที่ที่พระพุทธองค์ประทับ แล้วทำข้อวัตรปฏิบัติเช่น
เด็ดใบไม้มาพัดวีพระพุทธองค์
เวลากลางคืนก็คอยถวายความอารักขา โดยเดินไปรอบ ๆ ที่ประทับจนสว่าง
เมื่อสว่างแล้วก็ถวายน้ำสรงพระพักตร์ น้ำบ้วนพระโอษฐ์ ไม้สำหรับชำระพระทนต์
ในเวลาจะสรงน้ำ พญาช้างจะเอางวงขนไม้มาสีกัน ให้เกิดเป็นไฟ ทำให้ไฟลุกโพลง ทำก้อนหินในที่นั้นให้ร้อน แล้วใช้ไม้กลิ้งก้อนหินนั้นลงไปในแอ่งน้ำ รู้ว่าน้ำร้อนแล้วจึงเข้าไปยืนอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าช้างจะให้เราสรงน้ำ จึงเสด็จไป
ช้างปาริไลยก์ได้ปฏิบัติต่อพระพุทธองค์เช่นนี้เป็นประจำมิได้ขาด ตลอดพรรษา
วานรตัวหนึ่ง เห็นช้างปาริไลยก์อุปัฎฐากพระพุทธองค์ คิดว่าเราควรกระทำกิจสักอย่างหนึ่งถวายบ้าง
ต่อมา วานรนั้นเห็นรวงผึ้งซึ่งไม่มีตัวผึ้งที่กิ่งไม้แห่งหนึ่งจึงหักกิ่งไม้นั้น แล้วเด็ดใบไม้ใหญ่ใบหนึ่งวางรวงผึ้งบนใบไม้นั้น นำเข้าไปน้อมถวายแด่พระบรมศาสดา
พระพุทธองค์ทรงรับแล้วประทับนิ่งเฉยอยู่ วานรจึงเข้ามาจับรวงผึ้งนั้นพลิกดู เห็นมีตัวอ่อนอยู่ภายใน จึงนำตัวอ่อนออกมาจนหมด แล้วน้อมถวายอีกวาระหนึ่ง
พระบรมศาสดาทรงรับแล้วเสวย
วานรดีใจ ขณะกระโดดโลดเต้นอยู่บนต้นไม้ กิ่งไม้หักตกลงมาถูกตอไม้เสียบถึงตาย
ด้วยจิตเลื่่อมใสในพระพุทธองค์ได้ไปบังเกิดในดาวดึงส์พิภพ มีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร
ขอขอบคุณภาพจาก munamangel.wordpress.com
ครั้นออกพรรษาแล้ว บรรดาตระกูลเศรษฐีคฤหบดี ในนครสาวัตถี มี อนาถบิณฑิกเศรษฐี และมหาอุบาสิกาวิสาขา เป็นต้น ได้ส่งข่าวมาถวายพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก ขอให้กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดา ให้เสด็จไปนครสาวัตถี บรรดาพระภิกษุตามชนบทต่าง ๆ ก็พากันไปหาพระอานนท์ ขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้ามีความว่า
ถ้าบุคคลใดได้สหายที่มีความรู้ รักษาตัวได้ มีปัญญารักจะอยู่ร่วมกับคนดี เป็นเพื่อนร่วมทางเขาก็ควรจะยินดี มีสติย่ำยีอันตรายรอบ ๆ ข้างทั้งปวงเสียแล้ว เที่ยวไปกับสหายผู้นั้น ถ้าหากไม่ได้สหายเช่นนั้น ก็ควรทำตนดังพระราชา ที่ทรงละแว่นแคว้นเสด็จเที่ยวไปแต่ลำพังองค์เดียว... การเที่ยวไปคนเดียวดีกว่า เพราะคนพาลเป็นสหายไม่ได้ และไม่ควรกระทำบาป ควรจะเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระภิกษุเหล่านั้นก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
ช้างปาริไลยก์อาลัยพระพุทธองค์นักเดินตามพระพุทธองค์ออกจากป่า จนพระพุทธองค์เสด็จถึงเขตแดนหมู่บ้าน ก็ยังทำท่าจะตามเข้าไปในเมืองด้วย พระพุทธองค์จึงทรงหันไปตรัสบอกช้างปาริไลยก์ว่า
"ปาริไลยก์! ถิ่นของเธอหมดแค่นี้ แต่นี้ไปเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ ซึ่งเป็นภัยต่อสัตว์เดรัจฉานเช่นเธอ เธอไปด้วยไม่ได้หรอก"
ช้างปาริไลยก์ยืนร้องไห้เสียใจไม่กล้าเดินตามพระพุทธองค์ต่ออีก ได้แต่ยืนมองพระพุทธองค์เสด็จห่างออกไปจนลับสายตาด้วยความอาลัย ช้างปาลิไลยก์ก็หัวใจวายล้มลงตาย ณ ที่นั้น ด้วยกุศลแห่งความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ก็ได้บังเกิดเป็นเทพบุตร ในสวรรค์มีนามว่า ปาริไลยกเทพบุตร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.baanjomyut.com
http://th49.ilovetranslation.com
สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล โดยพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทฺโธ)
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สู่แดนพระพุทธองค์ ๔๑ สังฆเภท ในกรุงโกสัมพี
สังฆเภท ในกรุงโกสัมพี
เหตุเกิดในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประทับ ณ โฆสิตาราม นครโกสัมพี ในพรรษาที่ ๙
การเกิดสังฆเภทครั้งนี้มาจากพระสงฆ์วัดโฆสิตาราม นครโกสัมพี โดยภิกษุทั้งสองฝ่ายคือ พระวินัยธร (ผู้ชำนาญวินัย) กับ พระธรรมธร หรือเรียกว่าพระธรรมกถึก ((ผู้แสดงธรรม) ภิกษุนั้นมีบริวารรูปละ ๕๐๐ สาเหตุเกิดจากน้ำชำระในเว็จกุฏี หรือน้ำใช้ในกุฏีของพระธรรมกถึก พระธรรมกถึกนำน้ำไปชำระแล้วเหลือทิ้งไว้ซึ่งมีบัญญัติให้ใช้น้ำและไม่ให้เหลือน้ำทิ้งไว้ในภาชนะ ฝ่ายพระวินัยธรเข้าไปทีหลัง ไปพบน้ำที่เหลือนั้น จึงพูดว่าท่านเหลือน้ำทิ้งไว้ในภาชนะการทำอย่างนั้นต้องอาบัติทุกกฏ พระธรรมกถึกก็ตอบว่าท่านไม่รู้ว่าการทำอย่างนั้นเป็นอาบัติเพราะเหตุที่กระทำนั้น แต่ว่าเมื่อเป็นอาบัติท่านก็จะแสดงอาบัติคืน พระวินัยธรก็บอกว่าเมื่อไม่จงใจก็ไม่เป็นไร แล้วก็แยกจากกัน
ฝ่ายพระวินัยธรเมื่อกลับมาแล้วก็มาแจ้งแก่บรรดาลูกศิษย์ของตนว่า พระธรรมกถึกต้องอาบัติแล้วไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ และฝายลูกศิษย์ก็นำความนั้นไปบอกแก่ลูกศิษย์ของฝ่ายพระธรรมกถึกว่า อุปัชฌาย์ของพวกท่านต้องอาบัติแล้วไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ เมื่อลูกศิษย์พระธรรมกถึกได้ฟังดังนั้นก็นำเหตุนั้นกลับไปเล่าให้พระธรรมกถึกฟัง พระธรรมกถึกก็บอกว่า พระวินัยธรบอกแก่ตนแล้วว่าไม่เป็นอาบัติเพราะไม่ได้จงใจ แต่เหตุไรพระวินัยธรจึงกลับมาพูดว่าตนเองเป็นอาบัติ เท่ากับพระวินัยธรพูดมุสาวาท พวกลูกศิษย์พระวินัยธรได้ฟังดังนั้นก็นำเหตุนั้นไปเล่าสู่พระวินัยธรฟัง ทั้งสองฝ่ายก็เกิดการทุ่มเถียงกันจนแตกกันเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายพระวินัยธรได้โอกาสจึงลง อุกเขปนียกรรม ลงโทษแก่พระธรรมกถึกในเหตุเพราะไม่เห็นเป็นอาบัติ เพื่อจะเอาชนะพระธรรมกถึก แต่ก็ทำไม่สำเร็จตามความมุ่งหมาย ฝ่ายพวกลูกศิษย์ของพระธรรมกถึกกลับเห็นว่าอาจารย์ของตนถูกลงอุกเขปนียกรรมโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนฝ่ายพระวินัยธรก็ยืนยันว่าพวกตนได้ทำกรรมนั้นไปโดยความชอบธรรม จึงเกิดการทะเลาะทุ่มเถียงกันวิวาทาธิกรณ์ซ้อนขึ้นมาอีกด้วยข้อที่ว่า "นี้เป็นวินัย นี้ไม่ใช่วินัย"
พระพุทธองค์ เสด็จไปยังสำนักของพระวินัยธร ทรงชี้โทษของการทำ อุกเขปนียกรรมง่าย ๆ แก่ภิกษุเหล่านั้นและตรัสแนะให้พิจารณาดูก่อนว่า ภิกษุที่ถูกลงอุกเขปนียกรรมนั้นเป็นเช่นไร ถ้าเห็นว่า ท่านเป็นพหูสูต มีคนเคารพมาก นับถือมาก มีบริวารมาก ถูกลงอุกเขปนียกรรมแล้ว สงฆ์จักแตกแยกกันหรือร้าวรานกัน ในกรณ๊เช่นนี้ไม่ควรลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุนั้น โดยมุ่งเอาความสามัคคีแห่งสงฆ์เป็นที่ตั้ง
จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จไปยังสำนักของพระธรรมกถึกและภิกษุผู้เป็นลูกศิษย์ ซึ่งถูกพระวินัยธรลงอุกเขปนียกรรม ทรงชี้โทษของความเป็นคนดื้อ ไม่ยอมรับผิด พร้อมกับตรัสแนะว่า พระวินัยธรนั้นเป็นผู้เช่นไร ถ้าเห็นว่าเป็นพหูสูต ทรงธรรม ทรงวินัย ก็คงไม่มีอคติต่อพวกท่านเป็นแน่
แม้ว่าพระองค์จะทรงไกล่เกลี่ยอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจปรองดองกันได้
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสห้ามว่า
"ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการแตกร้าว การทะเลาะ การแก่งแย่งและวิวาทกัน ย่อมทำความเสียหาย เหมือนนางนกลฎิกิกา อาศัยการทะเลาะกัน ยังสามารถทำพญาช้างให้ถึงแก่สิ้นชีวิตได้ " แล้วตรัสวิฎฎชาดก ทรงยกเรื่องนกกระจาบทั้งหลายวิวาทกันจนถึงแก่ชิวิต
(กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีฝูงนกกระจาบหลายพันตัวอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีนายพรานคนหนึ่ง มีอาชีพจับนกกระจาบขายอยู่เป็นประจำ วันหนึ่ง นกกระจาบจ่าฝูงได้แนะนำนกกระจาบทุกตัวว่า
" ท่านทั้งหลาย เมื่อถูกตาข่ายนายพรานครอบแล้ว ให้ท่านทุกตัวสอดหัวเข้าในตาข่ายตาหนึ่งๆ แล้วพากันบินไปที่ต้นไม้มีหนาม ทิ้งตาข่ายไว้แล้วบินหนีไปนะ " หมู่นกกระจาบพากันรับคำ ต่อมาอีกสองวัน ฝูงนกกระจาบถูกตาข่ายนายพรานเข้าก็พากันทำเช่นนั้น นกทุกตัวสามารถหนีรอดไปได้ กว่านายพรานจะปลดตาข่ายออกจากหนามก็ค่ำมืดพอดี
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่หากินอาหาร มีนกกระจาบตัวหนึ่ง บินลงพื้นที่หากินเหยียบถูก หัวนกกระจาบอีกตัวหนึ่งเข้า ตัวถูกเหยียบหัวโกรธจึงเป็นเหตุให้ทะเลาะกันลามไปทั้งฝูงว่า
" เห็นจะมีแต่ท่านเท่านั้นกระมัง ที่ยกตาข่ายขึ้นได้ ตัวอื่นไม่มีกำลังหรอกนะ "
ฝ่ายนกกระจาบจ่าฝูง เห็นพวกนกมัวแต่ทะเลาะกัน ก็คิดว่า
" ขึ้นชื่อว่า การทะเลาะกัน ย่อมไม่มีความปลอดภัย ความพินาศจะเกิดขึ้น " จึงได้พาบริวารส่วนหนึ่งบินหนีไปอยู่ที่อื่น
ฝ่ายนายพราน พอผ่านไปสองสามวัน ก็มาดักตาข่ายอีก พอฝูงนกกระจาบติดตาข่ายนายพรานในครั้งนี้อีก ต่างทะเลาะกันเกี่ยงกันบินขึ้น จึงถูกนายพรานรวบไปเป็นอาหารและขายทั้งหมด นายพรานจึงกล่าวเป็นคาถาว่า
( " นกกระจาบทั้งหลาย ร่าเริง บันเทิงใจ พาเอาข่ายไปได้
เมื่อใดพวกมันทะเลาะกัน เมื่อนั้น พวกมันจักตกอยู่ในเงื้อมมือของเรา " )
ขอขอบคุณภาำจาก http://www.dhammathai.org/chadoknt/chadoknt112.php
พระพุทธองค์แม้ทรงพยายามให้สงฆ์ปรองดองกันโดยตรัสสาราณียกรรม ๖ ประการ ธรรมอีนเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน คือทำความรักกัน ๑ ทำความเคารพกัน ๑ เป็นไปเพื่อความ สงเคราะห์กัน ๑ เพื่อความไม่วิวาทกัน ๑ เพื่อความพร้อมเพรียงกัน๑ เพื่อความเป็นพวกเดียวกัน ๑
นอกจากนั้นยังตรัสโทษแห่งการแตกความสามัคคีและอานิสงส์แห่งความสามัคคี พร้อมกับชี้แจงแสดงเหตุผลนานัปการ รวมทั้งนำชาดกต่าง ๆ มาเล่าเป็นคติเตือนใจ แต่ไม่สำเร็จ
ภิกษุชาวโกสัมพียังดื้อรั้นไม่ยอมฟังเหตุผล แม้จะทรงโอวาทอย่างไร ก็ยังไม่สามารถประสานภิกษุเหล่านั้นได้
จำเดิมแต่กาลนั้น แม้พวกอุปัฏฐากผู้ถวายปัจจัยของภิกษุ ๒ รูปนั้น ก็แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย พวกภิกษุผู้รับโอวาทก็ดี พวกอารักขเทวดาที่คุ้มครองก็ดี ก็แตกเป็น ๒ ฝ่าย เมื่อตรัสสอนเท่าไรก็ไม่ฟัง พระพุทธองค์จึงทรงดำริที่จะหลีกออกจากหมู่ ประทับอยู่แต่ลำพัง รุ่งขึ้นพระองค์ได้เสด็จไปบิณฑบาตในกรุงโกสัมพีเพียงพระองค์เดียว กลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัตกิจ ทรงเก็บเสนาสนะ ก่อนเสด็จออกจากกรุงโกสัมพี ได้ตรัสคาถา ตอนหนึ่งมีความว่า
"เมื่อสงฆ์แตกแยกกัน ต่างมิได้สำคัญว่าตนผิด ปรารถนาที่จะแสดงฝีปากพูดไปตามอารมณ์ ย่อมไม่รู้้สึกว่าพวกเราจะย่อยยับในที่นี้ ฉะนั้น การเที่ยวไปคนเดียวจะประเสริฐกว่า เพราะความเป็นสหายกันในคนพาลไม่มี พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป และไม่พึงทำบาป เหมือนช้างมาตังคะที่ประสงค์จะท่องเที่ยวไปในป่าแต่เพียงลำพัง ฉะนั้น"
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยัง รักขิตไพรสณฑ์อันเป็นที่อยู่ของช้าง ชื่อ ปาริเลยยกะ ประทับอยู่ ณ โคนไม้สาละใหญ่ต้นหนึ่ง ชื่อ ภัททสาละ ในรักขิตไพรสณฑ์นั้น
ทรงประทับอยู่สำราญพระอิริยาบถในพรรษาที่ ๑๐ แล้วก็เสด็จออกจากที่นั้น ไปประทับ ณ กรุงสาวัตถึ
เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จไปจากเมืองโกสัมพีแล้ว
เหล่าอุบาสกอุบาสิกาชาวกรุงโกสัมพี ไปยังวิหารเพื่อจะฟังธรรมเทศนา ครั้นไม่เห็นพระบรมศาสดา จึงถามภิกษุทั้งหลายว่า " บัดนี้พระบรมศาสดา ประทับอยู่ ณ ที่ใด "
ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า "พระบรมศาสดาเสด็จไปจากพวกเราแล้ว"
อุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นถามว่า " ท่านเสด็จไปด้วยเหตุใด"
เหล่าภิกษุตอบว่า " ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงพยายามจะทำให้พวกเราสามัคคีกัน แต่พวกเราไม่เชื่อฟังโอวาทของพระองค์ "
ชนเหล่านั้นเมื่อทราบความต่างคิดกันว่า ภิกษุนี้บวชในสำนักของพระบรมศาสดา แม้กระนั้นก็ยังไม่ยอมฟังโอวาทของพระองค์ เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าเสด็จจากไป ทำให้เสื่อมจากประโยชน์ของพวกตน พวกเราไม่ได้เห็นพระบรมศาสดาก็เพราะภิกษุเหล่านี้ พวกเราจักไม่กราบไหว้ ไม่ทำการอุปถัมภ์บำรุงด้วยข้าวปลาอาหาถวายภัตตาหาร
ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีถูกลงโทษจากชาวเมืองโกสัมพี จนซูบผอมลงเพราะขาดอาหาร กลับได้สติขึ้นมา รู้สึกตัวว่าผิด จึงยอมสามัคคีกัน แม้กระนั้นอุบาสกอุบาสิกายังไม่ยอมที่จะปฏิบัติบำรุง จนกว่าภิกษุเหล่านั้นจะได้กราบขอขมาลาโทษต่อพระพุทธองค์ก่อน
พอออกพรรษาก็พากันไปสู่กรุงสาวัตถีอ้อนวอนพระอานนท์ให้พาไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยคณะพระภิกษุได้มากราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคให้เสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหารและทูลขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้าและระงับอธิกรณ์นั้น พระธรรมกถึกและพระวินัยธร พร้อมด้วยเหล่าศิษย์ก็ยินยอมขอขมาต่อกันไม่มีความเห็นแตกแยกกันเพราะได้รับโทษของความแตกแยกกันเป็นบทเรียนแล้วนั่นเอง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.dhammathai.org/chadoknt/chadoknt112.php
http://www.phuttha.com
สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย -เนปาล โดยพระราชรัตนรังศี (ว.ป. วีรยุทฺโธ)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







.jpg)

