วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

ทุย...ท่อง คลองละหาน

ทุยท่อง...คลองละหาน

เห็นชื่อเรื่องแล้วคงดูแปลกกว่าทุกครั้ง เพราะมีแต่เรื่องสัตว์น้ำ แถม ทุยควรจะลุยทุ่งรวงทองมากกว่าลงมาท่องคลองละหาน
ขอแนะนำคำว่าทุย..สักเล็กน้อย

ส่วนใหญ่ ผู้คนได้ยินคำว่าทุย ก็ต้องนึกถึงควาย แต่ถ้าเป็นชาวสวน พูดคำว่าทุย บางทีก็นึกถึงควายบางทีก็นึกถึงมะพร้าว

ในพจนานุกรม แปลคำว่าทุย ดังนี้

ทุย ว.กลมรีอย่างผลมะตูม เรียกผลมะพร้าวที่เจริญเติบโตตามปรกติจนเปลือกแห้ง รูปรีๆ กะลาลีบ น้ำหนักเบาเพราะไม่มีเนื้อและน้ำว่ามะพร้าวทุย นิยมตัดครึ่งท่อนเพื่อทำกวาดวงถูบ้านเป็นต้น ; เป็นคำ เรียกควายที่มีเขาสั้นหรือหงิกว่าควายทุย
แต่พลอยโพยมว่ายังมีช่างทำผมที่นึกถึงคำว่าทุย ไปในอีกความหมาย คือคนหัวทุย ช่างใช้คำว่าทุยบ่อยๆ กับลูกค้า ว่า ลูกค้าหัวทุย ซอยผมทรงนี้แล้วสวย

แต่ทุย...ท่อง คลองละหาน คืออะไร มะพร้าวท่องคลองละหานหรือ ควาย ท่องคลองละหาน

พลอยโพยมรู้สึกเอาเองว่า หากเราจะเรียกควายด้วยความรู้สึก รัก เอ็นดู เ รามักจะเรียก ทุย แทนคำว่าควาย คำว่าไอ้ทุย กับไอ้ควาย ให้อารมณ์การเรียกและการได้ยินคนละอารมณ์กัน
ทุย ...มักใช้ในคำประพันธ์ เช่นบทเพลง
ตัวอย่างเช่น
เจ้าทุยอยู่ไหนได้ยินไหมใครมากู่ กู่ ... เรียกหาเจ้าอยู่ อยู่ ...หนใดรีบมา...
เพลงของคุณรวงทอง ทองลั่นทม เจ้าของฉายา เสียงเซาะทราย นั่นเอง
แล้วคุณ ชรินทร์ นันทนาคร ก็ มาร้องโต้ตอบ แทนตัวเอง ว่า
ทุย..ฝันร้าย อย่างโน้น ทุย..อย่างนี้ ทุย....ระกำช้ำใจเหลือเกิน ....

ลองนึกดูนะคะว่า ถ้าร้องว่า เจ้าควายอยู่ไหน ได้ยินไหมใครมากู่.กู่.. คุณรวงทอง ก็รวงทองเถอะ น้ำเสียงเซาะทรายขนาดไหน เพลงขาดอรรถรสของความไพเราะไปเลยทีเดียว
แล้วคุณชรินทร์ มาร้องตอบว่า ควาย... ฝันร้ายอย่างโน้น ควาย...อย่างนี้ คงแปลกพิลึกกึกกือแน่นอน



ดังนั้นพลอยโพยมก็จะเรียกควายว่า ทุย เช่นกัน โดยไม่คำนึงว่า เขาสั้นหรือเขายาว เขาหงิกหรือไม่หงิก
ดังนั้นเรื่องที่เขียนนี้ ไม่ใช่มะพร้าวทุย( ที่บ้านสวนก็ขัดถูบ้านด้วยมะพร้าวทุยนี่แหละค่ะ) ไม่ใช่หัวทุย แต่เป็นควายทุย


เจ้าทุยตัวนี้อายุ 4 ปี ชื่อเจ้าแสน

เมื่อสองปีก่อนถูกไถ่ชีวิตมา โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ฯ ประทานให้วัดเทพราชฯ เลี้ยงดู เจ้าแสนมองดูสง่างามทีเดียว


ทุย แม่ลูก ที่ลำพระเพลิง

ส่วนละหาน แปลว่า ห้วงน้ำ และคลอง ก็คือคลองตรงตัวไม่ต้องแปล
นอกจากกุ้ง หอย ปู ปลา จระเข้ เต่า แล้ว ยังมี เจ้าทุยอีกด้วยที่มาเที่ยวท่องลำคลอง ไม่ใช่การเดินลุยข้ามคลองจากฝั่งคลองหนึ่งไปยังอีกฝั่งคลองหนึ่ง เจ้าทุยที่นี่เดินลุยคลองตามความยาวของคลองหนองบัวในอดีต......

เรื่องที่เล่านี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอีกเรื่องหนึ่งที่พลอยโพยมชื่นชมมาก

ทั้งในด้านของภูมิปัญญา และความสามัคคี ยิ่งกว่าการลากค้อน การเอาสวิงรอกุ้งฝอย หรือทอดแห ที่ปากท่อคลอง

จากที่เคยเล่าว่ากรมชลประทานจะส่งเรือขุดที่มีเครื่องขุดเป็นเหล็ก ล่องไปมาผ่านแม่น้ำบางปะกง พร้อมขบวนแพเหล็กซึ่งมีบ้านของเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน อยู่บนแพเหล็กแพละหนึ่งหลัง สำหรับขุดลอกคลองต่างๆ
ที่คลองหนองบัวดูว่ากว้างใหญ่และยาว สำหรับคลองของผู้คนทั่วๆไปแถบบางกรูด( เพราะเป็นคลองออกสู่แม่น้ำ ที่ไหลผ่าหลายตำบล) แต่หากเทียบกับคลองทั่วจังหวัด ก็กลายเป็นคลองใช้ในระดับหมู่บ้าน คลองหนองบัวจึงเป็นส่วนเกินที่กรมชลประทานจะขึ้นบัญชีที่จะมาขุดลอกคลองให้ แม้ว่า ความกว้างของคลองหนองบัวประมาณ 16 วา (หรือ 32 เมตร ) ความยาวของคลองประมาณ 2 กิโลเมตรสำหรับระยะ ที่ใช้เรียกชื่อว่าคลองหนองบัว แต่คลองนี้แตกชื่อเป็นคลองอื่นๆตามสถานที่ที่ลำคลองไหลผ่าน
และลำคลองก็จะแคบเข้าไปเรื่อยๆ ไหลผ่านไปอีกหลายตำบลจนถึงตำบลแหลมประดู่เลยทีเดียว

ธรรมดาลำคลอง หรือท้องร่องสวน จะตื้นเขินจากการตกตะกอนของสายน้ำเอง รวมทั้งดินโคลนที่ถูกน้ำชะไหลจากชายฝั่งตลิ่งของคลองและท้องร่องสวนยามฝนตก ไหลลงไปในพื้นคลอง พื้นท้องร่องสวน
การขุดลอกท้องร่องสวนเป็นเรื่องง่ายทำกันได้เองของแต่ละบ้านที่มีสวน จะทำกันเองหรือจ้างแรงงานก็แล้วแต่
แต่คลองหนองบัวที่ทั้งกว้างยาว จะทำอย่างไรดี

คนไทยมักจะเหลียวมองสิ่งของรอบๆตัวนำมาสร้างสรรค์ผลงานได้เสมอมา คนที่คลองหนองบัวก็ไม่สิ้นคนดีมีวิธีแก้ไขปัญหา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอาศัยความสามัคคี จึงเป็นอีกเรื่องราวของ สามัคคี ... วิถีชาวคลอง และภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ผู้คนที่อยู่ริมคลอง หรือใกล้เคียง มักมีนาจะโดยทำเองหรือให้เช่าก็แล้วแต่ เมื่อมีนาก็ต้องมีควาย เพราะสมัยก่อนควายกับนาถือว่าเป็นของคู่กัน ต่างมีกันและกัน ถึงขั้น เป็นของกันและกันเลยทีเดียว


ฝูงทุยที่อำเภอบางน้ำเปรียว

พ่อกำนันหนองบัวจึงมีการนัดหมายลูกบ้านริมคลองให้นำควายของทุกบ้านที่มีควาย ร่วมกันช่วยล้างคลองซึ่งใช้ประโยชน์ร่วมกันมาช้านาน
ซึ่งจะดำเนินการกันในช่วงน้ำหลาก และน้ำลงมากในช่วงกลางวัน โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าทั่วกัน
เมื่อถึงวันเวลานัดหมาย ชาวบ้านต่างพากันมาที่ริมคลอง นำมีด พร้า คราด เพื่อร่วมกันกำจัดวัชพืชและพรรณไม้ที่กีดขวางการคมนาคมทางน้ำ
ส่วนบ้านที่มีเจ้าทุยก็จะจูงเจ้าทุยมาลงท่องคลองหนองบัว พร้อมๆกัน เจ้าทุยก็เดินลุยล่องเลนไปตามคลอง เลนที่พื้นคลองก็จะฟุ้งกระจายขึ้นมาไหลปนไปกับกระแสน้ำตามน้ำในคลองที่ไหลออกสู่แม่น้ำบางปะกง
เลนที่บรรดาเจ้าทุยทั้งหลายของเราช่วยกันลุย เป็นการลอกคลองให้ลึกลงนั่นเอง




คำเรียกขานของวิธีการนี้ ที่คลองหนองบัว เรียกว่า การล่องควาย

การล่องควายนี้ จะทำกันอย่างน้อยปีละครั้ง ช่วงน้ำหลาก

ในบางครั้งก็นัดหมายกันเฉพาะชาวตำบลหนองบัว แต่บางครั้งก็จะนัดหมายไปยังตำบลที่เลยตำบลหนองบัว ซึ่งเป็นตำบลข้างเคียง เช่นตำบลดอนทราย ตำบลสิบเอ็ดศอก โดยลำคลองก็จะมีแยกสายเหมือนแม่น้ำ และมีชื่อเรียกใหม่ตามหมู่บ้านที่คลองผ่าน เช่นคลองสามขา คลองหนองอ้อ หรือบางทีผ่านตำบลอื่นก็เรียกชื่อตามตำบลนั้นๆ ซึ่งก็คือลำคลองสายเดียวกัน มาออกสู่แม่น้ำบางปะกงที่ตำบลท่าพลับ ( แต่เรียกคลองหนองบัว) นั่นเอง ตรงจุดที่ตั้งของปากคลองเป็นเขตตำบลท่าพลับ



จึงบางครั้งก็เป็นความสามัคคีระหว่างคนต่างตำบลที่ล้วนอาศัยสายน้ำลำคลองเดียวกัน

เขียนแล้วก็รู้สึกครึกครื้นกับการล่องควายของชาวคลองหนองบัวมากๆเลย
ตอนเจ้าทุยลงน้ำพร้อมๆกันในแต่จุด เดินไล่หลังกันไปยังปากคลอง คงเป็นภาพที่งดงามเกินพรรณา ของ เจ้าทุย...ลำคลอง..ท้องน้ำ..ทิวเขียวขจีมีระเบียบของสองฝั่งคลองหนองบัว รวมทั้งผู้คนทั้งสองฝั่งที่มาร่วมแรงร่วมใจ คงส่งเสียงเฮฮาลุ้นเจ้าทุยกันลั่นคลอง

หากเป็นการลอกคลองย่อยเช่นคลองส่วนตัวของบ้านโดยฝีมือมนุษย์
มีวิธีการคือการตักเลนในลำคลองเอาขึ้นมาโปะข้างชายตลิ่ง โดยมีคนยืนแถวหน้ากระดานตามความกว้างของคลองยืนรับส่งเลนเป็นทอดๆจากกลางคลอง (ภาชนะใส่เลน ก็มีทั้งบุ้งกี๋ กระแป๋ง กะละมัง แล้วแต่ภาชนะที่หาได้ในครัวเรือน )ขึ้นมาที่ชายฝั่งคลอง ค่อยๆกระชับพื้นที่รุดหน้าไปเรื่อยๆจนสุดคลอง และทำทีละชายฝั่งคลอง
วิธีนี้ก็ทำให้คลองลึกลง และได้เสริมชายฝั่งคลองให้สูงขึ้นอีกด้วย




ต่อมาก็มีการทำประตูน้ำกั้นน้ำในคลอง สำหรับเก็บกักน้ำจืดไว้ใช้อุปโภค ทำนา
ในช่วงที่น้ำจืดก็มีการเปิดรับน้ำเข้าไป ชาวนา ก็นำน้ำไปใช้ทำนา เมื่อน้ำในทดพร่องลงก็เปิดรับน้ำเข้าไปอีก
จนน้ำในแม่น้ำบางปะกง เป็นน้ำกร่อย ก็จะปิดตายเก็บกักน้ำข้างในทดไว้จนกว่าน้ำในแม่น้ำจะจืด

การทำประตูน้ำนี้ ต้องมีการขุดดินลงไปลึกเพื่อการก่อสร้างประตูน้ำ ระหว่างนั้นก็ได้พบว่าใต้ดิน มีซาก เขากวาง กระโหลกหัวจระเข้ จมอยู่ใต้ดิน เด็กๆยุคนั้นก็เอามาเล่นกันสนุกสนาน หากหวนคิด ก็ต้องสันนิษฐานแบบชาวบ้านๆว่า บริเวณรอบๆ หรือใกล้เคียงนี้เดิมเป็นป่าแน่นอน ที่คลองหนองบัว คงเป็นหนองน้ำ ที่บรรดาสัตว์ข้างต้นใช้เป็นแหล่งน้ำ และคงมีการวิวาทจับกินเป็นอาหารของสัตว์ผู้ล่า ทิ้งซากกระดูกสัตว์ที่เป็นเหยื่อ ไว้ที่บริเวณนี้

เมื่อสร้างประตูกั้นน้ำเสร็จ ชาวคลองหนองบัว ก็มีวิธีลอกเลนแบบใหม่ไม่ต้องใช้เจ้าทุย แต่ใช้ระดับของน้ำมาเป็นตัวขับเคลื่อนเลนออกจากคลองโดยมีวิธีการดังนี้คือ

เมื่อกรมชลประทานสร้างประตูน้ำกั้นคลองเสร็จ ชาวคลองหนองบัวก็มีการใช้ประตูทดน้ำเก็บกักและระบายน้ำ ร่วมกันล้างทำความสะอาดคลองด้วย
โดยอาศัยการขึ้นลงของน้ำตามกลไกธรรมชาติให้เป็นกองกำลังร่วม แทนเจ้าทุย

ทั้งนี้ก่อนจะถึงช่วงนัดหมายล้างคลองจะเปิดประตูรับน้ำจากแม่น้ำช่วงน้ำขึ้น แล้วปิดประตูเก็บกักน้ำไว้ก่อนช่วงน้ำลง เมื่อถึงช่วงเวลานัดหมายล้างคลอง เป็นช่วงที่น้ำนอกประตูน้ำไหลลงเกือบหมดคลอง ( คือ น้ำในแม่น้ำบางปะกงเป็นช่วงน้ำลงนั่นเอง)
ระดับน้ำในประตูส่วนในคลองที่เก็บกักน้ำไว้ต่างระดับกับน้ำนอกประตูส่วนนอกมาก จึงทำการเปิดประตูน้ำออก จะก่อให้เกิดกระแสน้ำไหลแรงมากอย่างกะทันหัน ซึ่งมีแรงมากพอเพียงที่จะพัดพาเลนที่พื้นคลองไปกับกระแสน้ำได้ด้วย
ในปัจจุบันก็ไม่มีทั้งเจ้าทุย ลงลุยคลอง ไม่มีทั้งกองกำลังร่วมจากกลไกธรรมชาติ เสียแล้ว




พลอยโพยมไปถ่ายภาพประตูน้ำของคลองหนองบัวมา เห็นแล้วเศร้าใจ เนื่องจากในปัจจุบัน คนก็เลิกทำนา เอานาข้าวไปทำนากุ้งนาปลา อีกทั้งชาวบ้านก็มีน้ำประปาใช้ทุกครัวเรือน ลำคลองหนองบัวส่วนใน รกเรื้อ สกปรก น้ำเน่า ภาพของความร่วมมือร่วมใจของคนริมฝั่งคลองเป็นเพียงภาพในอดีตตามคำบอกเล่ากันมาเท่านั้น ในสมัยนั้นไม่ได้มีการบันทึกภาพเหล่านี้ไว้
และภาพของ
สามัคคี...วิถีชาวคลองหนองบัวนี้ ก็มีแต่จะเลือนลับดับสูญไปกับผู้คน......ที่ค่อยๆล่วงลาลับโลกเหมือนใบไม้ที่ค่อยๆปลิดขั้ว ปลิวร่วงทีละใบ ๆ ตามโมงยามที่เคลื่อนคล้อยไป




แม้ จะมี พุทธภาษิตว่า
อตีตํ นานุวาคเมยย , ไม่พึงหวนคะนึงถึงอดีต
และ
นปฺ ปฏิกงฺ เข อนาคตํ , ไม่พึงวิตกกังวลถึงอนาคต

แต่อดีต เป็นเครื่องบ่งชี้ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาของคนไทยในชนบท หากไม่จดจารึก เล่าสู่กันไว้ ก็ช่างน่าเสียดาย ที่อนุชนรุ่นหลังไม่มีโอกาสรู้ว่า ปู่ย่า ตายาย พ่อ แม่ของเรา มีความเป็นอยู่ ตามวิถีไทย ที่น่าเลื่อมใสในความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความผูกพันรักใคร่ สามัคคีกลมเกลียว ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน กันอย่างไรในกาลก่อน.



อีกทั้งพลอยโพยมเองจบการศึกษาด้านสถิติศาสตร์ วิชาที่ร่ำเรียน ล้วนแต่ต้องเก็บข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา ไปประมวลผล เป็นข้อมูล ไว้ใช้ ในการตั้งสมมติฐานสำหรับปัจจุบันและอนาคต อย่างไรเสีย ก็ควรใช้วิชาที่อุตส่าห์พากเพียรเรียนมาด้วยความยากลำบากให้เกิดประโยชน์ ถึงแม้สะดุดกับพุทธสุภาษิต ก็ต้องชั่งใจว่า อดีตที่หวนหานี้เกิดประโยชน์หรือไม่ อาจไม่มีประโยชน์สำหรับคนหมู่มาก แต่อย่างน้อยก็เป็น การบอกเล่าถึงวิถีไทยในชุมชน ที่เลือนหายไปแล้วให้ลูกหลานในชุมชนได้รับทราบ

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

น้อมใจรับกุศลผลบุญ




อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจคือทุกข์นี้ มีอยู่คือ,

ชาติปิ ทุกขา, แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์,
ชะราปิ ทุกขา, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์,
มะระณัมปิ ทุกขัง, แม้ความตายก็เป็นทุกข์,
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,
แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์,
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์,
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข , ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์,
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์,
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา, ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์,

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย , ก็อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์นี้ มีอยู่,





ที่ท่านทั้งหลายได้มาปฏิบัติธรรม เบื้องต้นเราก็ต้องสละก่อน
ที่ว่าสละคือปฏิโพธ เครื่องกังวลต่าง ๆ
พระมีหน้าที่สอน รับนิมนต์ต่าง ๆ พระก็ต้องปล่อยวาง
โยมมีครอบครัว มีภาระในครอบครัว การงานก็ต้องสละ เมื่อเราสละทุกอย่างมาแล้ว ใจก็จะไม่วิตกกังวล ก็จะทำให้การปฏิบัติของเราดีขึ้น มันทุ่มเทให้กับการปฏิบัติได้เต็มที่ แต่ถ้าเรามีเรื่องกังวลอยู่ ใจมันจะแวบ ๆ ไปหาสิ่งที่เรากังวลอยู่ นั้นเราต้องสละก่อน เมื่อเราวางทุกอย่างมาแล้ว อะไร ๆ จะมีอยู่ข้างหลัง ก็ไม่ต้องคิดถึงแล้ว ตัดทิ้งให้หมด เรามาตั้งใจกันใหม่

เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว สิ่งที่เราต้องสละอีกอย่างหนึ่ง คือ การสละทิฏฐิมานะ มานะเพราะเหตุแห่งการศึกษา หรือมานะเพราะยศถาบรรดาศักดิ์ก็ตาม มานะต่าง ๆ นี้เราจะต้องทิ้ง ตัวนี้สำคัญ ถ้าเราไม่ทิ้งแล้วมานะจะเป็นตะปูตรึงใจ ถ้าเราไม่ถอนออก มันจะขวางการปฏิบัติของเรา
..............................

มาตรงนี้เขาก็ให้อยู่เฉย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่เราก็ต้องมารับภาระอย่างหนึ่ง คือการเอาใจใส่ดูแลตัวเอง ตอนนี้ภาระอย่างอื่นเราทิ้งไปหมดแล้ว แต่ไม่ใช่มานั่งเฉย ๆ ปล่อยใจไป อย่างนี้ไม่ใช่นะ ต้องมาเอาใจใส่ดูแลตัวของเราเอง แล้วมันไปตรงกับกรรมฐานอย่างไร ที่ว่าให้มาดูแลตัวเอง คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น
มีหลักฐานปรากฏอยู่ในอังคุตรนิกายจตุกกะนิบาตโรหิตัสสะสูตร
ในสมัยนั้นโรหิตตัสสะเทวดา เทวดาในที่นี้ได้แก่พรหม ไม่ใช่เทวดาอยู่ในกามาวจร 6 ชั้น เป็นพรหม
เมื่อก่อนนี้เป็นฤาษี ท่านมีอายุ 200 ปี ท่านเหาะไปอยากดูว่าที่สุดของโลกมันอยู่ตรงไหน เหาะไปจนหมดอายุ 200 ปีไม่เห็นที่สุด ยิ่งไป ยิ่งเห็น โลกจักรวาลมันไม่มีที่สุด อนันตจักรวาลไม่มีที่สุด ท่านไปเท่าไรก็หาที่สุดไม่ได้ ก็เลยมรณภาพเสียก่อน ยังไม่เห็นที่สุดของโลกเลย ท่านก็ไปเกิดเป็นพรหม แล้วสมัยที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ท่านก็ลงมาถามปัญหาว่า “ที่สุดของโลกอยู่ตรงไหน” พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

“อปิจาหัง อาวุโส อิมัสมิง เยวะ พยามมัตตะกเฬวเร สะสัญญิมหิ สมนเก โลกัญจ ปัญญาเปมิ โลกสมุทยัญจะ โลกนิโรธคามินี ปฏิปทันติ”

อริยสัจ 4 สมุทัย นิโรธ มรรค พระพุทธองค์ตรัสไว้ตรงไหน ตรัสไว้ในภูเขา ไว้ในทะเล หรือไว้ในต้นไม้ต่าง ๆ ตรัสไว้ที่ไหน พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงตรัสไว้ที่อื่น อริยสัจธรรม 4
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “อิมัสมิงเยวะ พยามะมัตตะกเฬวเร”
ตถาคตตรัส อริยสัจธรรม 4 อย่างนี้ ตรัสไว้ในร่างกายที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบ ตรัสไว้ตรงนี้เอง
ฉะนั้นเมื่อเราจะค้นหาสัจจะ 4 เราต้องน้อมมาหาตรงนี้ ฉะนั้นในที่นี้ถึงบอกว่า การปฏิบัติคือการที่เรามาเอาใจใส่ ดูแลตัวของเราเอง

เราก็อยู่กับตัวเรามาทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่เกิดจนอายุป่านนี้ เราก็อยู่กับตัวเรา แล้วทำไมจะต้องมาดูตัวเองอีก อันที่จริงคนเรารักตัวเราจริง
ดังที่พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า “นัตถิ อัตต สมัง เปมัง รักอื่นเสมอด้วยตนไม่มี”
แต่ทว่าเราสนใจตัวเรามากไหม ระหว่างตัวเรากับคนอื่น เราสนใจใครมากกว่า วัน ๆ หนึ่งที่เราตื่นมา ใจไปอยู่ที่ไหน อยู่กับตัวเราหรือไปอยู่ที่อื่น ส่วนมากไปที่อื่นหมด ใจจะออกไปข้างนอกมากกว่าที่อยู่ข้างใน แต่ถามว่าเรารักตัวเองไหม รักตัวเอง แต่สนใจคนอื่นมากกว่า เราทำตรงกันข้าม ไม่ได้สนใจตัวเอง แม้ตื่นมา ใจเราก็ต้องไปคิดเรื่องของคนอื่น เราทำถูกต้องหรือเปล่า ปากว่ารักตัวเอง แต่ใจไปสนใจคนอื่น เขาเรียกว่า ปากว่าตาขยิบ ให้เข้าใจไว้ ปกติเราไม่ค่อยได้สนใจตัวเรา มีตัวเราอยู่ก็จริง แต่ไม่ค่อยได้สนใจ เราจะพุ่งใจออกไปข้างนอกหมด

อย่างที่เรามาที่นี่กัน เวลานั่งรถมามีใครนั่งดูตัวเองมาไหม หรือสายตาดูข้างนอก ดูข้างนอกหมดเลย ตั้งแต่เราออกจากบ้านมาจนถึงสำนักนี้ เราไม่ได้สนใจดูตัวเอง นั่งดูเพลินนั้นบ้านไหน นี้บ้านไหน บ้านเป็นอย่างไร ต้นไม้เป็นอย่างไร คูคลองเป็นอย่างไร นั่งดูเพลิน แต่ว่าไม่ได้ดูตัวเองเลย ใครจะนั่งกำหนด หนอ ๆ ไม่มีเลย มันน้อยเหลือเกิน น้อยมาก เห็นง่าย ๆ ขนาดเราอุตส่าห์จะมาปฏิบัติ เรายังไม่ได้สนใจดูตัวเองเลย ท่านบอกว่า ปกติวิสัยของมนุษย์ เรารักตัวเราจริง แต่ไม่ได้สนใจตัวเรา ไปสนใจคนอื่น ฉะนั้นที่เรามาปฏิบัติ เราจะมาให้ความสนใจดูตัวเรา เราทุ่มเทดูคนอื่นมามากแล้ว ตอนนี้เราพยายามเอาใจใส่ดูแลตัวเราบ้าง ว่าเรามีอะไร ไม่มีอะไร ต้องกลับมาดูตัวเอง คนอื่นเราดูมามากแล้ว

ปกติใจของเราคุ้นกับการไป ไม่คุ้นกับการอยู่
ฉะนั้นวันแรกสองวันแรกใจจะดิ้นรนมาก เมื่อมันดิ้นรนเราก็ไม่ต้องกลัว มันเป็นเป็นสภาวะหนึ่ง เป็นธรรมดาของใจเรา เพราะว่าเราปล่อยเขามามาก จู่ ๆ เราจะมากักขังเขาให้อยู่ เขาจะไม่อยู่อย่างที่เราตั้งใจ เพราะกำลังสติ สมาธิของเรามันน้อย เมื่อน้อยอยู่เอาเขาไม่อยู่ แต่ไม่ต้องหงุดหงิด ไม่ต้องหิ้วกระเป๋ากลับบ้าน ไม่ต้องเอาญาณม้วนเสื่อกลับบ้าน
เรามีหน้าที่มาเอาใจใส่ดูแลตัวเอง ขอให้จำไว้ว่า เรามีหน้าที่ดูแลตัวเอง ขอบเขตที่เราดูแลรักษามีเพียงกว้างศอก ยาววา หนาคืบ แค่นี้เอง มันหลุดไปบ้างก็ไม่เป็นไร กำหนดมันใหม่ต่อไป ๆ แล้วจะค่อยดีขึ้นเอง
.....................

พระธรรมเทศนา เปิดการปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คัดมาบางส่วน

พระอาจารย์บอกว่าอายุขัยของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ คือ 75 ปี ใครที่มีอายุเกิน75 ปี ก็ถือว่าอยู่ได้ด้วยกรรม
โดย พระครูปลัดประจาก สิริวัณโณ



นางอุปริ ที่เป็นคนรูปสวย เคยได้ยินใช่ไหม เป็นถึงอัครมเหสีของพระเจ้ากุสสะ มีทิฐิมานะถือตัวเองว่าในเมืองนี้ใครก็สู้ตัวเองไม่ได้ สวยก็สวย เป็นถึงอัครมเหสีด้วย ไม่สนใจในการให้ทาน ไม่สนใจในการรักษาศีล เจริญภาวนาไม่ต้องพูดถึง เพราะหยิ่งในตัวเอง ผลสุดท้ายนางก็ตายในฉับพลัน โรคกะทันหัน ตายแล้วไปไหน
พระมเหสีตายเรียกว่าอะไร สวรรคต เป็นภาษาบาลี สวรรค์เป็นภาษาสันสกฤต คตะ เป็นภาษาบาลี สวรรคตคือ สู่สวรรค์ ตายไปสู่สวรรค์
แต่ว่านางไม่ได้ทำความดีเลย อาศัยบุญเก่าได้เป็นอัครมเหสี พอตายปุ๊บ ด้วยอำนาจทิฐิมานะ ไปเกิดในตระกูลต่ำมาก

โยมเคยได้ยินใช่ไหม คำสวดที่ว่า อภิวา ทนสี ริตสนิจจัง วุฒํ ปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วตฺตนฺติ อายุ วรรโณ สุขํ พลํ
หรืออีกนัยหนึ่งเขาบอกว่า คนที่ประพฤติอ่อนน้อม ถ่อมตน ทำให้เกิดในตระกูลสูง คนที่มีปรกติกราบไหว้ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิจ ทำให้เกิดในตระกูลสูง และได้อายุ วรรณะ สุขะ พละ

วรรณะก็คือตระกูลสูง
สุขะก็คือได้ความสุข
พละ ก็คือได้กำลังต่าง ๆ
นางตายไปเกิดในตระกูลที่ต่ำ เป็นแมลงขี้วัว

ระหว่างจุติกับปฏิสนธิเรายังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่
จุติก็คือการตาย
ปฏิสนธิก็คือการเกิด จะต้องเนื่องกันทันที ต่อเนื่องกัน ตายปุ๊บจะต้องเกิดทันที ไม่มีจิตดวงไหนที่ล่องลอย
บางคนก็จะคัดค้านว่าเห็นวิญญาณที่ตายไปแล้วมาหลอก มาหลอนต่าง ๆ เคยเห็นใช่ไหม ใครเคยเห็นบ้าง ใครเคยได้ยินบ้าง ได้ยินนะ แต่ว่าวิญญาณที่มาหลอกมาหลอนอะไรต่าง ๆ จริง ๆ แล้วเขาเกิดแล้วนะ เป็นอีกภพภูมิหนึ่ง เป็นเทวดา เป็นอสุรกาย หรือเป็นเปรตที่สามารถทำให้คนอื่นเห็นได้ อยู่ในภพภูมิที่อยู่ใกล้ ๆ กัน เทวดาก็เทวดาต่ำ ๆ เปรตก็เปรตต่ำ ๆ อสุรกายก็อสุรกายต่ำ ๆ แต่ว่าสัตว์นรกไม่มีโอกาส สัตว์เดรัจฉาน เราก็สามารถเห็นได้ คนที่ตายไปแล้วไปเกิดเป็นอสุรกายก็สามารถปรากฏให้เห็นได้ เป็นเทวดาชั้นต่ำก็สามารถปรากฏให้เห็นได้

นางเป็นแมลงขี้วัวเกิดปุ๊บก็ไปเป็นแมลงขี้วัว เหมือนแมงกุดจี่ ที่ชอบกินหน่อไม้ที่อ่อน สมัยก่อนทางเหนือเรียกกว่าง เคยเห็นกว่างไหม คืออย่างนั้น คล้าย ๆ กัน ชอบตามแสงไฟ ที่ยุวพุทธฯศูนย์สองก็มี พระราชาก็รักพระมเหสีมาก พอมเหสีตายก็นำร่างบรรจุหีบทองคำ แล้วเศร้าเสียใจอยู่เจ็ดวัน ต้องให้พระโพธิสัตว์ไปโปรด ให้สติ โดยเสด็จไปที่อุทยาน มีทหารหนุ่ม ๆ มาเจอ ก็ตรัสถามว่า “ตอนนี้ในเมืองของท่านเป็นอย่างไร” บอกว่า “พระราชานี่เศร้าโศกเสียใจมาก เพราะอัครมเหสีสวรรคตไปแล้ว ไม่เป็นอันที่จะครองราชสมบัติให้ผาสุกได้” พระโพธิสัตว์ที่เป็นพระฤาษีก็บอกว่า “ให้ไปทูลพระราชาของท่านว่าเราสามารถรู้ว่ามเหสีของท่าน นางอุปลิตอนนี้อยู่ที่ไหน” ให้ทหารหนุ่มไปบอก ทหารหนุ่มก็ดีใจ ไปบอกพระราชา พอพระราชารู้ว่ามีคนที่บอกได้ว่ามเหสีตายแล้วไปไหน ดีใจไหม ดีใจนะที่จะได้รู้ว่าคนที่รัก ไปอยู่ตรงไหน

บางคนยังมีเลยพ่อแม่ตายไปแล้วยังไปหาหมอที่จะรู้ว่าวิญญาณพ่อแม่ตายแล้วไปไหน จริง ๆ เขาตายไปแล้วเกิดไปแล้ว

ทีนี้พอมาถึงก็ถามพระโพธิสัตว์ที่เป็นฤาษีว่า “ท่านรู้หรือว่า มเหสีของเรานั้นอยู่ที่ไหน”
ทรงตอบว่ารู้
“อยู่ที่ไหนล่ะ”
“เป็นแมลงขี้วัว”
บอกอย่างนี้ โยมจะเชื่อไหม ไม่เชื่อ

พระราชาก็ไม่เชื่อ
“ถ้าอย่างนั้นเราจะแสดงฤทธิ์ให้นางปรากฏ” พระโพธิสัตว์ที่เป็นฤาษีก็เรียกนางอุปลิมา
นางมาไม่ได้มาตัวเปล่านะ ควงแฟนใหม่มาด้วย ไปเป็นแมลงขี้วัวก็มีแฟนเป็นแมลงขี้วัว
เขายินดีในภพภูมิของมนุษย์ไหมล่ะ ไม่ยินดีแล้ว
เพราะอะไร ท่านบอกว่า ตณฺหา โตโน ภวิกา
หมายความว่า เราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว อยากจะตายจากมนุษย์ไหม

บางคนเวลาทำบุญยังอธิษฐานให้ได้เจอกันใหม่อีกนะ รักกันใหม่ ๆ เวลาทำบุญก็อธิษฐานให้ขอให้ได้เจอกันทุกภพทุกชาติ พอทะเลาะกันก็ ขอให้ห่างไกล ไม่ต้องเจอกันอีกเลย

ตอนนี้ก็เหมือนกัน นางอุปลิที่ไปเป็นแมลงขี้วัว เขาไม่ได้มาตัวเปล่า ควงหนุ่มขี้วัวมาด้วย คลานตามหลังมา
ทีนี้ฤาษีก็ชี้ให้ดู เห็นไหม แมลงขี้วัวที่อยู่ข้างหลังนั่นคือ นางอุปลิ
พระราชาก็ไม่เชื่อ
ถ้าอย่างนั้นเราจะแสดงให้ปรากฏ ก็ถามแมลงขี้วัวว่า “เธอเป็นอะไรมา เมื่อก่อนเธอเป็นอะไรมา”
ก็บอกว่า “ดิฉันชื่ออุปลิ เป็นมเหสีของพระเจ้ากุสสะ”
“สมัยก่อน เธอมีความรักความเสน่หาในพระเจ้ากุสสะมากเพียงไหน”
“สมัยก่อนพระเจ้ากุสสะจะเสด็จไปไหนก็ตาม ดิฉันก็จะตามไป และสามารถตายแทนพระองค์ได้”
“แล้วเดี๋ยวนี้ล่ะ เธอยังมีใจรักในพระเจ้ากุสสะอยู่หรือเปล่า”
ตอบว่า “ตอนนี้ถ้าดิฉันสามารถเชือดพระศอของพระเจ้ากุสสะเอาเลือดมาล้างเท้าแฟนของดิฉัน ถ้าทำได้ ดิฉันก็จะทำ”
แสดงว่าในขณะนั้น นางมีใจรักใคร แฟนใหม่
เห็นไหม เวลา ที่บอกว่า ตณฺหา โตโน ภวิกา คือสัตว์ทั้งหลายยินดีในภพภูมิของตนเอง

นางอยู่ในภพภูมิของสัตว์นั้น นางก็ยินดีในภพภูมินั้น เป็นสัตว์เวลาเห็นมนุษย์อาจจะมองเป็นตัวตลกก็ได้นะ สัตว์อะไรก็ไม่รู้ มีขาสองขา ไม่เห็นเหมือนเราเลย จะคิดอย่างนั้น เราคิดเขาก็แปลก ๆ
เพราะฉะนั้นตัณหานี่ ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิไหนก็ตาม เราก็ยินดีในภพภูมินั้น ๆ
เวลาเห็นจิ้งจกหรือตุ๊กแก ลองถือไม้มา จะวิ่งหนีไหม แสดงว่ามันยังหวงภพภูมิของมัน ไม่มีใครอยากจากภพภูมิของมันไป

ตัณหาเห็นไหมล่ะ จะเกิดภพภูมิไหนก็ยินดีตรงนั้น ตัณหาทำให้สัตว์ท่องเที่ยว ท่องเที่ยวไปภพน้อยภพใหญ่ต่าง ๆ เข้าใจไหม เคยสวดไหม

นั่นก็คือสัตว์บางชนิดมีอายุน้อย ก็คือภพน้อย
สัตว์บางชนิดอายุยืนมาก ก็คือภพใหญ่ อย่างยุงนี้อายุแค่เท่าไหร่ เจ็ดวันเอง ก็ตายแล้ว
มนุษย์ล่ะ เท่าอายุขัย บางคนก็อาจจะอายุยืนกว่าหน่อย บางคนก็ไม่ถึง
แล้วพรหมล่ะ อายุยืน เทวดาก็ยืน เปรตก็ยืน สัตว์นรกก็ยืน
เป็นภพใหญ่ ที่ท่องเที่ยวไป ใครเป็นผู้กระทำ เราเป็นผู้กระทำเองนะ
ภพน้อยภพใหญ่ใครเป็นคนสร้าง ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรที่ไหนหรอก ก็เราสร้างเอง
ที่เรามาตรงนี้เหมือนกัน เรากำลังสร้างอะไร สร้างกุศลเพื่อจะพ้นจากภพน้อยและภพใหญ่
เพราะกุศลตรงนี้จะเป็นการไม่ให้เราต้องเกิดอีกในภพน้อยและภพใหญ่
ภพน้อยก็ตาม ภพใหญ่ก็ตาม มีทุกข์ไหม พรหมมีทุกข์ไหม เทวดามีทุกข์ไหม มนุษย์มีทุกข์ไหม มีทุกข์
ทำไมบอกว่าเกิดในสุคติภพล่ะ มีทุคติและสุคติใช่ไหม คติแปลว่าอะไร สุขแปลว่าไป ไปสู่ที่ ๆ มีความสุขนะ
ทุคติก็คือไปที่หาความสุขไม่ได้ อปายภูมิ อบายภูมิก็เหมือนกัน ทุคติภูมิก็คือหาความสุขไม่ได้
สุคติภูมิในที่นี้ มุ่งหมายเอาอะไร มนุษย์ เทวดา และพรหม
บอกว่ามนุษย์เป็นสุคติภูมิ แต่เราเจอความสุขหรือยัง ไม่เจอ
ท่านยังบอกอีกนะ สุขที่แท้จริงไม่มีในเมืองมนุษย์ มีไหม สุขที่แท้จริงนะ แสดงว่าสุขที่กำลังเสวยอยู่ ไม่ใช่สุขที่แท้จริง
สุขที่เทวดาเสวยอยู่ ก็ไม่ใช่สุขที่แท้จริง สุขที่พรหมเสวยอยู่ ก็ไม่ใช่สุขที่แท้จริง สุขที่แท้จริงคือ พระนิพพาน เพราะไม่ต้องเสวย

พระธรรมเทศนาตัดมาส่วนหนึ่ง โดย พระสว่าง ติกฺขวีโร ( เป็นภาษาพูดค่ะ)


พลอยโพยม ขอน้อมส่งบุญกุศลที่ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมายังผู้อ่านค่ะ (ทำทาน ถือศีลแปด และภาวนา) ทุกท่านน้อมใจอนุโมทนารับไว้นะคะ

ขโณ โว มา อุปจฺจคา
อย่าปล่อยกาลเวลาให้ล่วงไปเปล่า

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

สามัคคี..วิถีชาวคลอง..การลากค้อน(คำท้องถิ่น)

สามัคคี ..วิถีชาวคลอง




ก่อนจะถึงเรื่องมัศยาตัวจริงคือ บรรดาปลาทั้งหลาย พลอยโพยม อยากเล่า เรื่องราวของภูมิปัญญาไทยพื้นบ้านอีกหนึ่งเรื่อง เกี่ยวพันกับอุปกรณ์จับสัตว์น้ำ ที่ไม่ได้เล่าในครั้งก่อนเพราะ อุปกรณ์นี้ ไม่มีใช้ที่บ้านในวัยเด็ก แต่ มีใช้ที่อีกบ้านหนึ่งซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ อุปกรณ์ชิ้นนี้ หาไม่พบข้อมูลในหนังสือที่เกี่ยวกับการประมงทั้งหลายที่พลอยโพยม มีอยู่ในมือ
ผู้ที่ใช้วิธีการและอุปกรณ์นี้ เรียกขบวนการนี้ว่าการ ลากค้อน






เป็นงานที่ต้องอาศัยความสามัคคีกลมเกลียวร่วมด้วยช่วยกัน จึงจะสามารถจับปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ ที่จะเป็นผลพลอยได้ตามมา แต่วัตถุประสงค์หลัก คือต้องการจับปลาตัวโต เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลากระสง ปลาบู่ เป็นต้น หรือปลาอื่นๆ ที่ตัวโตก็แล้วกัน ในแหล่งน้ำที่เป็นลำคลอง กว้างและยาว เพื่อให้คุ้มค่ากับต้นทุนของเรี่ยวแรงบรรดานักประมงมืออาชีพ ในการลากค้อนนี้
ลากค้อนประกอบด้วย

กิ่งไม้ที่จมน้ำได้ ขนาดใหญ่ประมาณ ข้อมือของคนทั่วไป ไม่เกี่ยงว่าข้อมือของคนอ้วนหรือผอม เด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้ชายหรือผู้หญิง ( เพราะใช้คำว่าประมาณกำกับแล้ว) ตัดเป็นท่อน ยาวประมาณ 1 ศอก ที่ปลายท่อนไม้ ทั้ง2 ด้าน ใช้มีด บากเป็นร่อง เพื่อใช้เชือกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณนิ้วก้อยผูก ต่อเรียงเป็นแถวๆ ( เชือกในสมัยนั้นไม่มีเชือกไนลอน )ส่วนใหญ่ เป็นเชือกที่ทำจากใยของกาบมะพร้าว ร่องที่บาก ต้องลึกพอให้ เชือก ไม่หลุดหรือเลื่อนจากร่องไม้แต่ละท่อน ระหว่างหัวไม้แต่ละท่อน เว้นช่วงห่างระหว่างฝ่ามือคน ถึง 1 คืบ เพื่อให้ท่อนไม้สามารถไหวตัวขยับท่อนไม้แต่ละท่อนได้นั่นเอง ท่อนไม้ที่ผูกกับเชือกเรียงต่อกันเป็นสายยาว ประมาณ 1 เท่าครึ่ง ของความกว้างของลำคลองที่ต้องการไปจับปลา โดยปลายสายของท่อนไม้ของท่อนสุดท้ายจะผูกด้วยเชือกยาว สำหรับให้คนใช้ลาก โดยการเอาปลายสายท่อนไม้แต่ละท่อนสุดท้ายผูกรอบเอวคนลาก และเว้นช่วงระหว่างเอวคนลาก กับปลายท่อนไม้พอประมาณว่ามีความคล่องตัวในการทำงาน เสร็จแล้วแช่น้ำไว้




การลากค้อนมักทำกันช่วงหลังจากน้ำที่เคยท่วมทุ่งลดลงหมดและเพราะบรรดาปลาในทุ่งจะคืนย้อนกลับมายังแหล่งน้ำใหญ่ ดังนั้นที่บริเวณบางกรูด ปลาจะมารวมกันอยู่ตามลำคลองหนองบัวเพื่อกลับคืนสู่แม่น้ำบางปะกง

ในการลากค้อน
ต้องใช้ความสามัคคี ของคนอย่างน้อย 4 คน คนที่หนึ่งพายเรือ และคนนี้ต้องรักษาการบนเรือตลอดรายการ คนที่สองนั่งหัวเรือ ใกล้สุ่มปลาออ คนที่สามและสี่ ลงน้ำ ลากเชือกปลายสายให้เคลื่อนที่เป็นคู่ขนานโดยแยกกันไปคนละฟากคลอง จังหวะการเดิน หรือว่ายน้ำของคนสองคนที่ลากสายท่อนไม้จะทำให้หัวท่อนไม้กระทบกัน เกิดเสียงดังใต้น้ำเหมือนเหมือนการใช้ค้อนตีตะปู และท่อนไม้เหล่านี้ก็จะถูกลากอยู่เหนือพื้นคลอง ทำให้เลนของบริเวณพื้นคลองที่ท่อนไม้ลากผ่านฟุ้งขึ้นมาทำให้น้ำขุ่น อีกทั้งสายท่อนไม้นี้นับว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม และมีการเคลื่อนไหวเป็นสายยาว คล้ายงูใหญ่หากผ่านไปในบริเวณที่มีปลาช่อน ปลาชะโด ปลากระสง ปลาบู่ และอื่นๆ อยู่ ปลาก็จะตกใจ ด้วยธรรมชาติของปลา ปลาก็จะรีบมุดหมกโคลนของพื้นคลองเพื่อหลบซ่อนตัวให้พ้นภัย

อนึ่ง การเดินลากสายท่อนไม้นี้ ท่อนไม้ที่เรียงไว้จะมีลักษณะคล้ายท้องช้าง หรือเป็นรูปตัว U จุดกึ่งกลางที่โค้งเป็นตัว U จะมีทุ่นลอยเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งอาจเป็นลูกมะพร้าวแห้ง ผูกเชือกโยงเป็นทุ่นลอย สัญลักษณ์นี้ เพื่อเป็นจุดสังเกตของคนบนเรือ

บนเรือ ที่มีคนอยู่อีก 2 คน จะพายเรือตามคนลากค้อนในน้ำสองคนไปเรื่อยๆ เว้นระยะห่าง ประมาณ 10 เมตร คนที่อยู่หัวเรือ จะถือสุ่มปลาออหงายไว้ในลักษณะเตรียมพร้อมตลอดเวลาเมื่อปลาตกใจมุดหมกโคลน จะเกิดกลุ่มฟองอากาศ ผุดขึ้นมาเหนือผิวน้ำ คนถือสุ่มอยู่ที่หัวเรือก็ส่งเสียงบอกคนลากให้หยุดเดิน พร้อมกับชี้เป้าให้คนพายเรือหันหัวเรือเข้าไปหาบริเวณที่กลุ่มฟองอากาศผุดแล้วตัวเองก็ใช้สุ่มครอบลงไป ออกแรงกดปลายซี่สุ่มให้จมโคลน จนกระทั่งถึงดินค่อนข้างแข็ง โดยตัวคนครอบสุ่มก็อยู่ในน้ำด้วย

สุ่มที่ใช้กับการลากค้อนนี้คือสุ่มปลาออ เป็นสุ่มขนาดใหญ่ขนาดเท่าสุ่มไก่ใหญ่ แต่ปากสุ่มกว้างขนาดให้ตัวคนลอดปากสุ่มลงไปในสุ่มได้ ที่ปากสุ่มติดขอบสวิง ก้นสวิงรูดปิดเปิดได้




สุ่มไก่ใช้ตามบ้านทั่วไป สุ่มปลาออใหญ่กว่านี้ ปากกว้างกว่านี้ ปลายซี่แหลม และมีสวิงที่ปากสุ่ม


หลังจากที่ครอบสุ่มลงไปในบริเวณที่มีฟองผุดและปลายซี่สุ่มจมโคลนแน่นหนาดีแล้ว เปิดก้นสวิงแล้วดำน้ำเข้าไปในสุ่ม ควานหาตัวปลาที่หมกโคลน เจอตัวปลาและจับได้แล้ว ตัวคนโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ ส่งปลาขึ้นมา ใส่ท้องเรือหรือภาชนะที่เตรียมมาใส่ เสร็จแล้วถอนสุ่มขึ้นมาวางบนหัวเรือ พร้อมทั้งปีนกลับขึ้นมานั่งบนหัวเรือ
ในขณะ ที่ปฏิบัติการจับปลาในสุ่ม ก็เป็นช่วงพักผ่อน ของคนเดินลากค้อน และคนพายเรือ เมื่อคนจับปลา ขึ้นเรือเรียบร้อย คนลากค้อน สองคน ก็เริ่มต้นลากค้อนนี้รุดหน้าไปอีก คนพายเรือก็เริ่มต้นพายเรือตามหลังคนลากค้อน โดยทิ้งระยะห่างเท่าเดิม
วิธีการนี้ทำไปเรื่อยๆ จนได้ปลามาเป็นที่พอใจว่าคุ้มค่าแรงเหนื่อยที่ลงไปแล้ว หรือ หมดแรงผู้ร่วมก่อการนี้แล้วก็เป็นอันเลิกภารกิจลากค้อน ย้อนกลับบ้านกันได้

หากไม่มีการเคลียร์พื้นที่ก่อนอาจมี ตอไม้ กิ่งไม้ อยู่บนพื้นคลองใต้น้ำ เวลาที่ค้อนไม้สดลากผ่านตอไม้เหล่านี้ก็อาจทำให้เกิดฟองพรายน้ำผุดขึ้นมาที่ผิวน้ำ คนที่นั่งอยู่หัวเรือต้องพิจารณาให้ดี หากสุ่มสี่สุ่มห้าผลีผลามโดดครอบสุ่มลงมา จะเสียแรงเสียเวลาฟรีๆ ไม่ได้ปลาพบแต่ตอไม้ กิ่งไม้ แทนตัวปลา

ที่ดีที่สุด คือมีคนเคลียร์พื้นที่ไว้ล่วงหน้า
ปลาที่ได้จากภารกิจนี้ ส่วนใหญ่ เป็น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาบู่ เป็นต้น

คลองที่จะปฏิบัติภารกิจนี้มักเป็นคลองใหญ่มีความยาวและมักเป็นคลองที่เชื่อมต่อกับแหล่งน้ำอื่น เช่น เป็นที่ระบายของคลองหลอดข้างถนนใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลุมหลา
คลองหนองบัวที่อยู่ใกล้วัดบางกรูด เป็นคลองที่ทะลุเชื่อมไปยังแหล่งน้ำหลายตำบลเช่น หนองบัว ดอนทราย สิบเอ็ดศอก เป็นต้น






นอกจากนี้แล้ว

ที่หลุมหลา ตามแนวถนนจากวัดพรหมสุวรรณ (ตำบลคลองนา ) เลาะมาตำบลดอนทราย เป็นระยะทางยาว หลุมหลาเหล่านี้จะมาบรรจบกับคลองหนองบัว ที่รอยต่อระหว่าดินแดนดอนทรายกับคลองหนองบัว ในฤดูน้ำหลากบริเวณปากท่อของคันระหว่างคลองนี้ จะเป็นแหล่งที่กุ้งฝอย และปลามาอออยู่กันชุกชุมมาก จะมีชาวบ้านละแวกนั้นมักจะ เตรียมสวิงตาถี่มารอจับกุ้งฝอย หรือเตรียมแห มาทอดแบบเรียงต่อคิวทีเดียว เป็นความสามัคคีเอื้อเฟื้อแบ่งปันซึ่งกันและกัน โดยไม่เคยมีปัญหาต้องโต้เถียงวิวาทกันเลย เมื่อถึงคิวของใครก็เอาสวิงไปรอปากท่อ ประมาณเวลาว่าสมควรแล้วก็เอาสวิงออกแล้วถอยออกมาให้คนอื่นเข้าไปเอาสวิงรอบ้าง เป็นเช่นนี้แล้วแต่ว่าใครพอใจว่าได้กุ้งฝอยตามต้องการแล้ว ก็เอากุ้งฝอยกลับบ้าน ใครยังไม่จุใจก็รอคิววนต่อไปเรื่อยๆ

นี่เป็นการแบ่งปันซึ่งกันและกันของชาวบ้านแถบๆแถว ๆ รอบๆ บางกรูด ที่ฝั่งบ้านของพลอยโพยมไม่มีคลองยาวใหญ่แบบคลองหนองบัวจึงไม่มีกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้น



เคยมีการพบเห็นกิจกรรมลากค้อนในลักษณะนี้ อีกที่คลองเจ้า คลองประเวศน์บุรีรมย์ในช่วงวัดเทพราช