วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
นครกุสินารา ๑๐
พระพุทธองค์จะเข้าสู่ป่าสาละแห่งกรุงกุสินารา ตามพุทธประวัติกล่าวว่าเสด็จข้ามแม่น้ำอีกสายหนึ่งมีชื่อว่า หิรัญญวดี ปัจจุบันเรียกว่า แม่น้้ำคัณฑกะน้อย ที่ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโคคระ แล้วไหลลงสู่แม่น้ำคงคาที่เมืองจาปา
ในสมัยพุทธกาล
กุสินาราเป็นเมืองหลวงของแคว้นมัลละตอนเหนือ
ในขณะที่เมืองปาวาเป็นเมืองหลวงของแคว้นมัลละตอนใต้
เจ้ามัลละแห่งปาวามีพระนามว่าปาเวยยกมัลละ
เจ้ามัลละแห่งกรุงกุสินารามีพระนามว่า โกสินารกา
ทั้งสองฝ่ายต่างมีอำนาจบริหารบ้านเมืองในส่วนที่เป็นดินแดนของตนแยกจากกัน มีแม่น้ำ หิรัญญวดี คั่นอยู่ตรงกลาง
หลักฐานที่เป็นเครื่องยืนยันว่าทั้งสองเมืองมีการบริหารที่แยกจากกัน คือภายหลังจากพุทธปรินิพพาน มีการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว พวกเจ่้ามัลละแห่งปาวาได้ส่งทูตมาขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อไว้สักการะในเมืองของตน
แม่น้ำหิรัญญวดี (หรือแม่น้ำคัณฑกะน้อย) เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองกุสินารา
" อุปวัตตนสาลวัน" (ป่าไม้สาละชื่ออุปวัตตนะ) ของเจ้ามัลละฝ่ายเหนือ (กุสินารา)เป็นสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธองค์ ตั้งอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำ หิรัญญวดี
ปัจจุบันเรียกแม่น้ำกันตัคน้อย ไหลผ่านอำเภอโครักปูร์ แยกจากแม่น้ำกันตัคใหญ่ไปประมาณ ๘ ไมล์ แล้วไหลไปรวมกับแม่น้ำ กกรา (หรือสรยู)
ส่วนแม่น้ำอีกสายที่อยู่ใกล้กรุงกุสินารา คือ กุกุฎฐา (กกุทธา,กกุฎฐา,หรือกกุธานที) ที่พระพุทธองค์ทรงสรงสนาน แม่น้ำสายนี้อยู่ในเขตของเมืองปาวา
สวนอัมพวัน (หรือสวนมะม่วง) ของนายจุนทะ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกกุธานที
เมื่อพระพุทธองค์ประชวรปักขันทิกาพาธ ประทับอยู่ที่อัมพวันนี้ ตรัสบอกให้พระอานนท์นำความไปบอกแก่นายจุนทะ เพื่อให้นายจุนทะมั่นใจว่า การที่เขาถวายสุกรมัททวะแด่พระตถาคต เป็นอาหารมื้อสุดท้าย หลังจากเสวยแล้วทรงประชวรนี้ไม่มีข้อน่าตำหนิ แต่กลับมีอานิสงส์มาก
แล้วทรงสนานในแม่น้ำ กกุธานทีนี้แล้ว บริเวณริมฝั่งและปลาทุกตัวได้กลายสภาพเป็นทองคำ
ขอขอบคุณข้อมูลจากสู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล โดยพระราชรัตนรังษี (ว.ป.วีรยุทฺโธ)
(ไปปฏิบัติธรรมกลับวันที่ 26 พ.ย.คะ)
วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
นครกุสินารา ๙
ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.84000.org/tipitaka/picture/f71.html
จากบ้านนายจุนทะ แห่งปาวานคร เมื่อพระพุทธองค์เสวยสุกรมัททวะแล้ว เป็นเหตุให้พระองค์เกิดการแสลงพระโรคอย่างหนัก จนแทบจะปรินิพพานที่บ้านนายจุนทะนั่นเลย แต่ทรงได้เจริญอิทธิบาทธรรม ๔ ประการ จึงทำให้ทรงมีพละกำลังเสด็จเดินต่อไปได้ ระหว่างทางนั้นเองมีแม่น้ำสายเล็ก ๆ อยู่ ทรงรับสั่งให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาให้ดื่มเพราะทรงกระหายน้ำอย่างมาก แต่พระอานนท์บอกว่า กองคราวานเกวียนพ่อค้าเพิ่งจะข้ามแม้น้ำนี้ไป น้ำยังขุ่นอยู่มากและเสนอว่า ขอให้พระองค์รออีกนิด แม่นำกกุธานธี อันเป็นแม่น้ำที่ใส เย็น มีรสจืดสนิทอยู่ไม่ไกลข้างหน้า
พระอานนท์ทูลผลัดว่า เกวียน ๕๐๐ เล่ม เพิ่งผ่านไปน้ำกำลังขุ่น ขอให้รอสักครู่ พระองค์ก็ดำรัสอีก ถึง ๓ ครั้ง พระอานนท์เกรงพระทัยจึงถือบาตรตรงไปยังแม่น้ำน้อย เพื่อนำน้ำไปถวายพระพุทธองค์
แต่เมื่อพระอานนท์เดินเข้าไปใกล้ น้ำในแม่น้ำที่ขุ่นมัวเพราะถูกล้อเกวียนย่ำไป กลับใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว มีกระแสไหลไปตามปกติ เหมือนกับว่าไม่มีล้อเกวียนย่ำผ่านไป
พระอานนท์เอาบาตรตักน้ำแล้วเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลถึงเหตุอัศจรรย๋ว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ เรื่องที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ได้เป็นแล้วในตอนนี้ แม่น้ำนั้นถูกล้อเกวียนบดน่ำแล้ว มีน้ำน้อยขุ่นมัวไหลไปอยู่ เมื่อข้าพระองค์เข้าไปใกล้ กลับใสสะอาดไม่ขุ่นมัว ไหลไปแล้ว เพราะความที่พระตถาคตเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสวยน้ำเถิด ขอพระสุคตจงเสวยน้ำเถิด "
พุทธาปทาน ( ข้ออ้างหรือประวัติของพระพุทธเจ้า )
( ในที่นี้จะนำพุทธาปทานอีกบทหนึ่ง ซึ่งอยู่ในหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ หน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ อันมีชื่อว่าปุพพกัมมปิโลติกะ( ท่อนผ้าเก่าแห่งบุพพกรรม ) ส่วนใหญ่แสดงถึงกรรมชั่วที่พระผู้มีพระภาคเคยทรงทำไว้อันส่งผลร้ายแก่พระองค์ แม้ในพระชาติสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ ในการเปิดเผยพระประวัติทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วอย่างตรงไปตรงมา ว่าเคยทรงทำไว้ทั้งกรรมดีกรรมชั่ว เฉพาะเรื่องนี้ จะพยายามถอดความให้ละเอียดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้สนใจทั่วไป). เรื่องเล่าว่า พระผู้มีพระภาคอันพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม ประทับเหนือพื้นศิลาอันน่ารื่นรมย์ใกล้สระอโนดาด ตรัสเล่าบุพพกรรม ( กรรมในกาลก่อน ) ของพระองค์ ดังนี้.
" เราเคยเป็นนายโคบาลในชาติก่อน ๆ ต้อนแม่โคไปสู่ที่หากิน เห็นแม่โคดื่มน้ำขุ่นจึงห้ามไว้ด้วยผลแห่งกรรมนั้น ในภพสุดท้ายนี้ เรากระหายน้ำ จึงไม่ได้ดื่มตามต้องการ ( ใช้พระอานนท์ไปตักน้ำ พระอานนท์ไม่ตักกลับมากราบทูลว่า น้ำขุ่น ต้องตรัสย้ำให้ไปใหม่ พอพระอานนท์ไปตัก น้ำกลับใส-มหาปรินิพพาน-สูตร ).
ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=493233
เมื่อพระพุทธองค์ได้เสด็จถึงยังแม่นำกกุธานธี แล้วได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า ถ้าใครจะตำหนินายจุนทะเกี่ยวกับเรื่องถวายสุกรมัทวะแก่พระองค์ ขอให้ช่วยกันชี้แจงปลอบโยนนายจุนทะให้สบายใจนายจุนทะได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่แล้ว
ได้ตรัสเรื่องการถวายอาหาร ๒ อย่าง มีผลเสมอกัน คือ
๑. อาหารบิณฑบาตที่เสวยแล้วตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ (นางสุชาดาถวาย)
๒. บิณฑบาตที่เสวยแล้วปรินิพพาน (นายจุนทะถวาย)
บิณฑบาตสองกาลนี้มีผลมาก กว่าบิณฑบาตรในกาลไหน ๆ เพราะว่าเป็นอานิสงส์แห่งการเข้าถึงพระนิพพานเหมือนกัน
ด้วยว่าบิณฑบาตรที่ถวายโดยนางสุชาดา เป็นเหตุให้พระองค์เข้าถึงด้วยสอุปาทิเสสนิพพานคือการดับกิเลสโดยมีเบญจขันธ์อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
ส่วนที่นายจุนทะถวายนั้นเป็นเหตุให้พระพุทธองค์เข้าถึงอนุปาทิเสสนิพพาน คือการดับกิเลสโดยไม่มีเบญจขันธ์นั้นหลงเหลืออยู่
จากนั้นได้สรงน้ำในแม่น้ำกกุธานทีแห่งนี้ ช่วงนั้นเกิดเหตุมหัศจรรย์ว่าปลาในแม่น้ำและสัตว์น้ำทุกตัวเป็นสีทองและแม่น้ำสีใสดั่งเงิน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.geocities.ws/tmchote/tpd-mcu/tpd32.htm
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=824450
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=493233
สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล โดยพระราชรัตนรังษี (ว.ป.วีรยุทฺโธ)
หมายเหตุ
ในhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=493233 มีบันทึกตอนท้ายของผู้เขียนว่า
แม่น้ำกกุธานทีสายนี้ ได้สอบถามชาวบ้านๆ เรียกแม่น้ำสายนี้ว่า ธาธีนะดีอยู่ห่างจากบ้านนายจุนทะประมาณเจ็ดกิโลเมตร ยังมีแม่น้ำไหลเย็นสนิท ตลอดปี และได้ลงไปสำรวจ ณ ที่แม่น้ำล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยทรายมีลักษะคล้ายกากเพชรที่ส่งแสงระยิบระยับตลอดแม่น้ำอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
สูกรมัททวะ ๒
จากหนังสือ “คุยกันวันพุธ” (ฉบับรวมเล่ม โดยคณะสหายธรรม) กล่าวถึง การอาพาธของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะเสด็จปรินิพพาน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี
: การที่พระองค์เสวยสูกรมัททวะอันเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่นายจุนทะกัมมารบุตรปรุงถวายอย่างประณีต แล้วทรงอาพาธนั้น เห็นจะไม่ถูกต้องนัก เพราะความจริงนั้นพระองค์ทรงอาพาธหนักมาก่อนแล้ว ตั้งแต่เมื่อเสด็จออกจากเมืองเวสาลี เพื่อจะมาปรินิพพานที่เมืองกุสินารา แต่ทรงข่มอาพาธเสียได้ด้วยอำนาจสมาบัติ คือทำให้บรรเทาลง จึงสามารถเสด็จเดินทางไปได้ตามลำดับ
จนกระทั่งมาถึงเมืองปาวาที่นายจุนทะผู้นี้อยู่ ก็นายจุนทะนั้น ท่านเป็นพระโสดาบันในคราวที่พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก และได้ถวายสวนมะม่วงของตนให้เป็นอารามของสงฆ์ ธรรมดานั้นพระโสดาบันเป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างแน่นแฟ้น ยากจะหาผู้ใดเสมอ เพราะฉะนั้นนายจุนทะท่านก็จะต้องถวายอาหารที่ประณีตแก่พระพุทธเจ้าแน่นอน จะไม่ถวายอาหารที่เป็นพิษแก่พระพุทธเจ้าเป็นอันขาด
แต่เพราะเทวดาในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ รวมทั้งทวีปน้อยด้วย ได้พากันมาใส่โอชะลงในสูกรมัททวะนั้น จึงยากที่ไฟธาตุของภิกษุอื่นจะย่อยได้ พระพุทธองค์เสวยแล้วจึงรับสั่งให้เอาไปฝังเสีย
ในอรรถกถามหาปรินิพพานสูตรกล่าวไว้ว่า สูกรมัททวะนั้นมิได้เป็นพิษแก่พระองค์ ที่แท้กลับทำให้พระองค์ทรงคลายความอาพาธลง จนสามารถเสด็จต่อไปจนถึงเมืองกุสินาราตามพระประสงค์ได้ เพราะถึงแม้พระองค์จะมิได้เสวยสูกรมัททวะ พระองค์ก็ทรงอาพาธอยู่แล้ว
ด้วยอำนาจของอกุศลกรรมที่ตามมาให้ผล และจะอาพาธหนักกว่านี้อีก หากไม่ได้อาหารของนายจุนทะ แต่เพราะได้อาหารที่ประณีตของนายจุนทะ ทุกขเวทนาจึงเบาบางลงพอที่จะเสด็จต่อไปได้ ก็กรรมที่เป็นเหตุให้พระองค์ทรงอาพาธหนัก จนถึงกับมีพระโลหิตไหลไม่หยุดนั้น พระองค์ตรัสเล่าไว้เองในขุททกนิกาย อปทาน ตอนพุทธาปทานที่ชื่อว่า ปุพพกรรมปิโลติตอนหนึ่งว่า เมื่อก่อนนี้เราเป็นหมอรักษาโรค ได้ถ่ายยาให้เศรษฐีบุตรถึงแก่ความตาย ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น โรคปักขันธิกาพาธจึงมีแก่เรา เพราะฉะนั้นกรรมจึงเป็นเรื่องที่หลีกหนีไม่พ้นจริงๆ เมื่อเขาได้โอกาสให้ผล แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ทรงฤทธิ์ทรงอานุภาพมากอย่างพระพุทธเจ้า
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=836054
ในพระคัมภีร์มหายาน ได้กล่าวไว้ว่า สูกรมัททวะที่พระองค์ทรงฉันนั้น คือ เห็ดชนิดหนึ่ง จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับฝ่ายมหายาน ส่วนทางเถรวาทนั้น ได้เคยแปลตามๆกันมาว่า เนื้อสุกรอ่อน หรือ เนื้อหมูอ่อน (สูกร = สุกร หรือ หมู, มัททวะ = อ่อน) คัมภีร์ชั้นอรรถกถาและมติของเกจิอาจารย์ทั้งหลายยังไม่ลงรอยกัน
บางมติว่าได้แก่ เห็ดชนิดหนึ่ง และบางมติว่าได้แก่ ชื่ออาหารอันประณีตชนิดหนึ่ง ซึ่งชาวอินเดียปรุงขึ้นเพื่อถวายแก่ผู้ที่ตนเคารพนับถือที่สุด เช่น เทพเจ้าเป็นต้น เป็นอาหารประณีตชั้นหนึ่งยิ่งกว่าข้าวมธุปายาส บางมติว่าอาจเป็นโอสถ หรือ อาหารที่เป็นยาอย่างหนึ่ง ที่นายจุนทะปรุงขึ้นถวายเพื่อรักษาโรค ด้วยทราบข่าวว่า พระพุทธองค์ได้เคยทรงประชวร และจะทรงปรินิพพานในระยะเวลาอันใกล้นั้น
ข้อสันนิษฐานอื่นของสูกรมัทวะ คือ อาจหมายถึง อาหารอันอ่อนนุ่มหรือโอชะที่หมูชอบ ซึ่งอาจเป็นไปได้ โดยเฉพาะมีเห็ดชนิดหนึ่งซึ่งงอกอยู่ใต้ดิน จากโคนไม้ส่วนที่ฝังอยู่ในดิน เรียกกันว่า เห็ดทรัฟเฟิล (Truffle) เห็ดทรัฟเฟิล (Truffle) เป็นเห็ดที่หมูชอบกิน แต่ไม่ใช่หมูจะชอบเท่านั้น คนก็ชอบกินด้วย เพราะมีกลิ่นหอมหวาน ใช้ปรุงอาหารโดยฝานใส่กับอาหาร ทำให้อาหารจานนั้นหอมกลมกล่อมมีรสชาด ถือว่าเป็นอาหารโอชะที่มีค่า (delicacy) และเป็นของที่หาได้ยาก ซึ่งนิยมกันมากโดยเฉพาะในยุโรป.......
ขอขอบคุณที่มา :พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานด้วยโรคอะไร? น.พ.คงศักดิ์ ตันไพจิตร, ดร.นงนุช ตันไพจิตร, ดร.สุนทร พลามินทร์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


