วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สู่แดนพระพุทธองค์ ๔๔ กุมาริกาธิดาช่างทอหูกเมืองอาฬวี



เจ้าผู้ครองนครอาฬวี ชอบการล่าสัตว์ เป็นกิจวัตร วันหนึ่งพลัดหลงเข้าไปใต้ต้นไทร ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามของอาฬวกยักษ์ จึงถูกยักษ์จับไว้ เพื่อกินเป็นอาหาร ด้วยความกลัวตายจึงเอาตัวรอดด้วยการต่อรอง เจ้าอาฬวีสัญญาว่าจะส่งคนมาแลกชีวิต วันละหนึ่งคนทุกวัน



อาฬวกยักษ์จึงยอมปล่อยพระเจ้าอาฬวีราชเสด็จกลับวัง พระองค์จึงต้องรับสั่งให้นำตัวนักโทษในคุกส่งไปให้อาฬวกยักษ์กินเป็นอาหาร วันละ ๑ คน จนกระทั่งนักโทษหมดคุก พนักงานจัดหาคนจึงวางอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ชอบใจใครก็แกล้งจับส่งไปเป็นอาหารให้ยักษ์ เมื่อหมดผู้ใหญ่แล้ว แม้แต่วัยรุ่น เด็ก ราษฎรก็พลอยเดือดร้อน หวาดกลัวไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

จนในที่สุด หามนุษย์ส่งไปเป็นอาหารให้อาฬวกยักษ์ไม่ได้อีกแล้วเหลือเด็กอีก ๑ คน คือพระราชโอรสของพระเจ้าอาฬวีราชนั่นเอง
พระเจ้าอาฬวีราชจึงจำใจต้องยอมส่งพระราชโอรสออกไปเป็นอาหารให้กับอาฬวกยักษ์

พระบรมศาสดาได้ทราบด้วยพระญาณ จึงเสด็จไปยังที่อยู่ของยักษ์ แล้วแสดงธรรมโปรดอาฬวกยักษ์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงขยายอรรถกถา อุปมาอุปไมยเปรียบเทียบ จนอาฬวกยักษ์เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วหันกลับมาประพฤติตนเป็นยักษ์ที่ดี มีศีลธรรมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในครั้งนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสขอบิณฑบาตตัวเจ้าชายอาฬวีราชกุมารไว้ แล้วตรัสให้ยักษ์เลิกกินเนื้อมนุษย์ ซึ่งเหล่ายักษ์ก็ยอมให้คำมั่นสัญญา



ขอขอบคุณภาพจาก trang82.wordpress.com

เมื่อความทราบถึงพระเจ้าอาฬวีราช จึงเสด็จออกมานมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถวายตัวขอเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา จากนั้นพระเจ้าอาฬวีราชได้ตรัสเชิญอาฬวกยักษ์และบริวารเข้ามาอาศัยอยู่ร่วม กันในพระนคร โดยรับสั่งให้สร้างวิมานที่พำนักขึ้น เมื่อถึงเวลาก็ให้คนนำอาหารประกอบด้วย ข้าว น้ำ และกับ มาให้เหล่ายักษ์ ทั้งราชา ยักษ์ และราษฎรจึงอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองและมีความสุขตลอดมา

ดังนั้นในพรรษาที่ ๑๖ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำพรรษาที่อัคคารฬวเจดีย์วิหาร เมืองอาฬวี ขณะมีพระชนม์ ๕๐ ปี

พรรษาที่ ๑๗ ประทับจำพรรษาที่วัดเวฬุวัน กรุงราชคฤห์

พรรษาที่ ๑๘ จำพรรษาที่จาลิกบรรพต เมืองจาลิกา


ทรงเสด็จไปเมืองอาฬาวีครั้งที่ ๒

เมื่อครั้ง พระพุทธองคฺฺเสด็จเมืองอาฬวีครั้งแรก ทรงแสดงธรรมอันปฏิสังยุตด้วยความตาย ว่า

ชีวิตมนุษย์เราไม่แน่นอน ความตายนั่นแหละแน่นอน เกิดมาแล้วต้องตายกันทุกคน เพียงไม่รู้ว่าจะตายวันไหนเวลาไหนเท่านั้น ขออย่าได้ประมาทในชีวิต ให้เจริญมรณานุสสติไว้ให้ดี


 ธิดาช่างหูก อายุ ๑๓ ปี มีโอกาสไปฟังธรรมด้วย รู้สึกซาบซึ้งในพระธรรมเทศนา จึงเจริญมรณานุสสติเสมอมา

จนเวลาล่วงไปถึงสามปี พระพุทธองค์ก็เสด็จไปโปรดชาวเมืองอาฬวีอีกครั้ง เพื่อโปรดธิดาช่างทอหูก เนื่องจากทรงทราบในข่ายพระญาณว่า กุมาริกานี้ได้เจริญมรณานุสติมา ๓ ปีแล้ว นับแต่ได้ฟังพระธรรมเทศนาที่เมืองอาฬวีในคราวที่เสด็มาจำพรรษาที่ ๑๖

พระพุทธองค์ทรงทราบว่า เมื่อตรัสแสดงพระธรรมเทศนาโปรดกุมาริกานี้ เทศนานั้นจะเป็นประโยชน์แก่มหาชนจำนวนมาก จึงพาภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จมายังเมืองอาฬวี

เมื่อชนขาวเมืองอาฬวี ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธองค์ ต่างก็พากันมากราบทูลอาราธนาเพื่อถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์




ขอขอบคุณภาพจาก
www.dhammajak.net

….ธิดาช่างทอหูกได้ทราบว่า พระพุทธองค์เสด็จมาก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะได้เห็นและฟังพระธรรมจากพระบรมศาสดาอีก ตั้งใจไว้ว่าจะต้องไปฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ให้ได้

แต่บังเอิญ พอถึงวันจะไปฟังธรรม บิดานางได้สั่งนางให้กรอด้ายหลอดให้ได้จำนวนหนึ่ง แล้วให้นำไปส่งที่โรงทอผ้า เพื่อจะทอผ้าให้สำเร็จในวันนั้น นางตัดสินใจจะกรอด้ายให้เสร็จก่อนแล้วจึงจะไปฟังธรรม

หลังจากถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์แล้ว
ชนชาวเมืองอาฬวีก็รออยู่เพื่อรับการอนุโมทนา พระพุทธองค์ทรงประทับนิ่งเฉย ดำริว่าเราตั้งใจมาโปรด นางกุมาริกาธิดาช่างทอหูก ดังนั้นจึงสมควรรออยู่ก่อน

กุมาริกาธิดาช่างทอหูกเมื่อกรอด้ายเสร็จ จึงนำด้ายที่กรอแล้วจะไปส่งให้บิดาที่โรงหูก ทางที่จะไปนั้นต้องผ่านสถานที่ที่พระบรมศาสดาประทับท่ามกลางเหล่าบริษัทที่นั่งรอฟังพระธรรมเทศนาอยู่

นางแลเห็นพระบรมศาสดาทอดพระเนตรมาที่นาง จึงวางกระเช้าด้ายหลอดลงแล้วเข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

พระพุทธองค์ทรงทราบว่าในวันนั้นเมื่อไปจากที่นี้นางจักถึงแก่กาละและเป็นผู้มีคติไม่แน่นอน
แต่ถ้านางได้ฟังพระธรรมเทศนาจะบรรลุโสดาปัตติผลนางจักเป็นเป็นผู้มีคติแน่นอน จักได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตวิมาน



ขอขอบคุณภาพจาก www.madchima.org


ขณะที่กุมาริกาเข้าเฝ้าและถวายบังคมแล้ว

พระพุทธองค์ตรัสถามนางว่า"กุมาริกา เธอมาจากไหน"

กุมาริกาทูลตอบว่า"หม่อมฉันไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า"

พระพุทธองค์ตรัสถามว่า "เธอจักไปไหน"

กุมาริกา ทูลตอบว่า"หม่อมฉันไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า"

พระพุทธองค์ตรัสถามว่า "เธอไม่ทราบหรือ"

กุมาริกาทูลตอบว่า "หม่อมฉันทราบ พระพุทธเจ้าข้า"

พระพุทธองค์ตรัสถามว่า "เธอทราบหรือ"

กุมาริกาทูลตอบว่า "หม่อมฉันไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า"

คำกราบทูลของนางทำให้ประชาชนในที่ชุมนุมต่างพากันกล่าวว่า ธิดาช่างทอหูกนี้เจรจาเล่นลิ้นกับพระพุทธองค์

พระพุทธองค์ประสงค์จะให้ชนทั้งหลายเข้าใจนางกุมาริกานั้น
จึงตรัสถามนางว่า….“กุมาริกา เมื่อเราถามว่า มาจากไหน เพราะเหตุไรเธอจึงตอบว่าว่า ไม่ทราบ"
นางกราบทูลว่า "หม่อมฉันเข้าใจว่าพระองค์ตรัสถามด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิว่ามาจากไหน หม่อมฉันไม่ทราบว่ามาจากนรกหรืิอเทวโลก หม่อมฉันจึงกราบทูลว่าไม่ทราบ"

พระพุทธองค์ตรัสถามอีกว่า " เมื่อเราถามเธอว่า จะไปไหน เหตุไรจึงตอบว่าไม่ทราบ "
นางกราบทูลว่า " หม่อมฉันเข้าใจว่าพระองค์ตรัสถาม ด้วยอำนาจแห่งจุติว่าจักไปไหน เพราะหม่อมฉันไม่ทราบว่าจักไปนรกหรือเทวโลก หม่อมฉันจึงทูลตอบว่าไม่ทราบ"

พระพุทธองค์ตรัสถามว่า " เมื่อเราถามว่า เธอไม่ทราบหรือ เหตุไรเธอกลับตอบว่าทราบ"
นางกราบทูลว่า " หม่อมฉันย่อมทราบภาวะด้วยแห่งมรณะว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงต้องตายแน่นอน หม่อมฉันจึงทูลตอบว่าทราบ"

พระพุทธองค์ตรัสถามว่า" เมื่อเราถามเธอว่าทราบหรือ เหตุไรเธอจึงตอบว่าไม่ทราบ"
นางกราบทูลว่า " หม่อมฉันทราบแต่ภาวะคือความตาย แต่ไม่ทราบถึงมรณะกาลว่าหม่อมฉันจักตายเวลาใด วันนี้หรือพรุ่งนี้ หม่อมฉันจึงกราบทูลว่าไม่ทราบ"

พระบรมศาสดาทรงอนุโลมปัญหาที่กุมาริกาวิสัชนาแล้วว่า
" ดีแล้วทาริกาเป็นบัณฑิต จงจำไว้ว่าชนเหล่าใดไม่มีปัญญา ชนเหล่านั้นเป็นประดุจผู้มีจักษุบอด"

แล้วตรัสคาถาว่า
อนฺธภูโต อยํ โลโก ตนุเกตฺถ วิปสฺสติ
สกุนฺโต ชาลมุตฺโตว อปฺโป สคฺคาย คจฺฉติ.

" ในโลกนี้มีคนน้อยนักจักเห็นแจ้ง น้อยคนที่จะไปสู่สวรรค์ ดุจนกติดข่าย น้อยตัวนักที่จะหลุดจากข่าย ฉะนั้น "

เมื่อจบพระธรรมเทศนา กุมาริกานั้นก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วถือกระเช้าด้ายหลอดไปสู่โรงหูกของบิดา

บิดาเห็นนางก็โกรธว่านางมาช้านัก จึงพุ่งกระสวยไปโดยแรง

กระสวยด้ายนั้นพุ่งไปทิ่มท้องของนางกุมาริกาสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นเอง

นางกุมาริกาก็ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต



ขอขอบคุณภาพจาก http://www.phraprasong.org/

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=39613&start=75


ในพรรษานี้มีเหตุการณ์ที่สำคัญคือ
- โปรดธิดาช่างหูกบรรลุโสดาปัตติผล นางมีชื่อว่า เปสการี
- ช่างหูกผู้เป็นบิดาขอบวชสำเร็จอรหัตตผล
- ตรัสอริยทรัพย์ ๗ ประการ




กระสวย
ขอขอบคุณภาพจากnorthencottonweaving.blogspot.com


กระสวย หมายถึงไม้ที่เป็นรูปเรียวตรงปลายทั้งสองข้าง ตรงกลางใหญ่ และมีรองสำหรับใส่ด้ายพุ่ง ใช้สำหรับพุ่งสอดไปในช่องด้ายยืนระหว่างการทอผ้า หลังจากที่ช่างทอ เหยียบคาน เหยียบให้เขาหูกแยกเส้นด้านยืนแล้ว

ส่วนในพรรษาที่ ๑๙ พระพุทธงค์ทรงจำพรรษาที่จาลิกบรรพต เขตเมืองจาลิกา
มีเหตุการณ์สำคัญคือ
- เรื่องโปรดโจรองคุลีมาล
- เรื่องสันตติมหาอำมาตย์บรรลุอรหัตตผลแล้วนิพพาน



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล โดยพระราชรัตนรังษี (ว.ป.วีรยุทฺโธ)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=39613&start=75
http://topicstock.pantip.com

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สู่แดนพระพุทธองค์ ๔๓ พระเจ้าอุเทน แห่งกรุงโกสัมพี





กรุงโกสัมพี

ขอบอบคุณภาพจากwww.oknation.net

กษัตริย์ ๒ สหาย

ในกาลล่วงมาแล้ว พระราชา ๒ องค์ เหล่านี้ คือในแคว้นอัลลกัปปะ พระราชาทรงพระนามว่าอัลลกัปปะ,
ในแคว้นเวฏฐทีปกะ พระราชาทรงพระนามว่าเวฏฐทีปกะ

ทั้งสองพระองค์เป็นพระสหายกัน ตั้งแต่เวลายังทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกัน โดยล่วงไปแห่งพระราชบิดาของทั้ง ๒ พระองค์ และทรงเป็นพระราชาในแคว้นของพระองค์

พระราชา ๒ พระองค์นั้น เสด็จมาประชุมกันตลอดตามกาลอันสมควร ทรงยืน, นั่ง, บรรทมร่วมกัน ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนตายมากมาย จึงทรงปรึกษากันว่า “ชื่อว่า ผู้ตามคนผู้ไปสู่ปรโลก ไม่มี, โดยที่สุดถึงสรีระของตน ก็ตามไปไม่ได้; ต้องละสิ่งทั้งปวงไป, ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือนของเรา, เราจักบวช”

ดังนี้แล้ว ทรงมอบรัชสมบัติให้แก่พระโอรสและพระมเหสี ออกผนวชเป็นพระฤษี อยู่ในหิมวันตประเทศ ได้ทรงปรึกษากันว่า “พวกเราไม่อาจเพื่อเป็นอยู่ จึงละราชสมบัติออกบวชก็หาไม่, เราเหล่านั้น เมื่ออยู่ในที่แห่งเดียวกัน ก็จักเหมือนกับผู้ไม่บวชนั้นเอง, เพราะฉะนั้น เราจักแยกกันอยู่: ท่านจงอยู่ที่ภูเขาลูกนั้น, เราจักอยู่ที่ภูเขาลูกนี้; แต่จักรวมกัน ในวันอุโบสถทุกกึ่งเดือน.”

ครั้งนั้น พระดาบสทั้งสองนั้นเกิดมีความดำริขึ้นอย่างนี้ว่า “แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ ความคลุกคลีด้วยคณะเทียว จักมีแก่เราทั้งหลาย, ท่านพึงจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของท่าน, เราก็จักจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของเรา; ด้วยเครื่องสัญญานั้น เราทั้งหลายก็จักรู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่.”



วังพระเจ้าอุเทน

ขอขอบคุณภาพจาก
www.panoramio.com

ในกาลต่อมาเวฏฐทีปกดาบสตายไปบังเกิดเป็นเทวดา
หลังจากนั้นพอถึงกึ่งเดือน อัลลกัปปดาบสพอแลไม่เห็นไฟ ก็ทราบได้ว่า “สหายของเรา ทำกาละเสียแล้ว”

แม้เวฏฐทีปกดาบสตรวจดูทิพพสิริของตนในขณะที่เกิด ใคร่ครวญถึงกรรม เห็นกิริยาที่ตนกระทำ จำเดิมแต่ออกบวชแล้ว คิดว่า “บัดนี้ เราจักไปเยี่ยมสหายของเรา”

จึงแปลงเป็นเหมือนคนหลงทางไปยังสำนักของอัลลกัปปดาบส ได้สนทนากับอัลลกัปปดาบส ซึ่งอัลลกัปปดาบสเล่าถึงความลำบากที่ประสบอยู่ด้วยเรื่องของช้าง

อัลลกัปปดาบส เล่าว่า " มันถ่ายคูถลงในที่กวาด, เอาเท้าประหารคุ้ยฝุ่นขึ้น; ข้าพเจ้านั้นคอยขนคูถช้างทิ้ง คอยเกลี่ยฝุ่นให้เสมอ ก็ย่อมลำบาก."
คูถ หมายถึง อุจจาระ ,ขี้
(ช้างชอบมาขี้ที่อาศรม ทำให้ต้องคอยขนขี้ช้างและปัดกวาดลานบ่อยๆ)


บุรุษผู้มาเยือนได้ถวายพิณ และสอนมนต์สำหรับให้ช้างให้แก่พระดาบสแล้ว โดยได้ชี้แจงสายพิณ ๓ สาย ให้เรียนมนต์ ๓ บท โดยบอกว่า

“เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว, ช้างไม่อาจแม้เพื่อจะหันกลับแลดู ย่อมหนีไป;
เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว ช้างจะกลับเหลียวดูเบื้องหลังพลางหนีไป:
เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว ช้างนายฝูงย่อมน้อมหลังเข้ามาหา”,

แล้วกล่าวว่า “สิ่งใด อันท่านชอบใจ, ท่านพึงทำสิ่งนั้นเถิด”. บุรุษผู้มาเยือนไหว้พระดาบสแล้ว ก็จากไป
พระดาบสร่ายมนต์บทสำหรับไล่ช้าง ดีดสายพิณสำหรับไล่ช้าง แล้วช้างก็หนีไปจริงๆ.



วังพระเจ้าอุเทน

ขอขอบคุณภาพจากwww.panoramio.com

กำเนิดพระเจ้าอุเทน
พระเจ้าอุเทน

พระ เจ้าอุเทน(Udena) ในปกรณ์ฝ่ายสันสกฤตเรียกว่า พระเจ้าอุทยัน (Udayan) เป็นพระมหากษัตริย์ราชวงศ์วัตสะ (Vatsa Dunasty) ทรงปกครองแคว้นวังสะโดยมีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองโกสัมพี (Kosambi) หรือเกศัมพี (Kaushambi) ในภาษาสันสกฤต เมืองนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ใกล้เมืองอัลลาหบาดหรือประยาคในปัจจุบัน พระบิดานามว่าปรันตปะ

ในฤดูหนาวของวันหนึ่ง พระราชา ปรันตปะ และพระมเหสีซึ่งทรงพระครรภ์แก่ทรงห่มผ้ากัมพลสีแดงประทับนั่งตากแดดอยู่ตรงระเบียงปราสาทชั้นบน

บังเอิญนกหัสดีลิงค์ตัวหนึ่ง (นกยักษ์มีกำลังเท่าช้างสาร)บินผ่านมาเจอเห็นผ้าสีแดงนึกว่าชิ้นเนื้อเลยลงโฉบจับพระมเหสี โฉบไปสู่ป่า นกหัสดีลิงค์ก็ลงจับที่ค่าคบไม้ของต้นไทรใหญ่ ที่เคยจับเอาสัตว์มากินเป็นประจำมีกองกระดูกทิ้งอยู่เกลื่อนกลาด

พระเทวีซึ่งอยู่ในกรงนกระหว่างถูกพามาไม่ทรงร้องมาตลอดทางเพราะทรงเกรงว่านกจะตื่นตกใจและปล่อยพระนางจากกรงเล็บทิ้งพระนางให่้ตกลงมานั้น เมื่อถึงค่าคบไม้ไทรใหญ่ ก็ทรงร้องขึ้นและปรบพระหัตถ์ นกได้ยินเสียงดังนั้นก็ตกใจบินหนีไป

ในค่ำวันนั้นพระเทวีซึ่งอยู่บนค่าคบไม้ก็ประชวรพระครรภ์ ฝนก็ตกหนักตลอดคืน ครั้นเวลารุ่งอรุณและพอดีฝนหยุดตก พระเทวีก็ประสูติพระโอรส จึงได้ประทานพระนามว่า อุเทน หมายถึงเวลาอรุณขึ้น

ณ ที่นั้นมีอาศรมของดาบสอัลลกัปปะ ซึ่งพระดาบสจะมาเก็บกระดูกที่โคนไม้ไปต้มฉัน ในวันนั้นเมื่อพระดาบสมาเก็บกระดูกเหมือนเช่นเคยก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง เมื่อมองตามเสียงขึ้นไปก็เห็นพระเทวีและพระกุมาร เมื่อได้สอบถามความแล้วก็รับพระเทวีและพระกุมารมาอยู่ด้วย

พระกุมารอุเทนได้รับการดูแลจากดาบสผู้เป็นพระบิดาเลี้ยงและพระมารดาเป็นอย่างดี


กาลต่อมาในวันหนึ่งพระดาบสได้ดูดาวนักษัตรได้ตรัสขึ้นว่า พระเจ้าปรันตปะแห่งกรุงโกสัมพีสิ้นพระชนม์แล้ว พระเทวีก็ทรงพระกันแสง พระดาบสจึงถามพระเทวีและ รับทราบความ โดยพระเทวีประสงค์จะให้เจ้าชายอุเทนได้พระราชสมบัติ พระดาบสก็รับที่จะจัดการให้ จึงได้สอนมนต์กำหัวใจช้าง และมอบพิณให้ เมื่อเจ้าชายอุเทนเรียนมนต์จบแล้ว ก็ทรงทดลองมนต์ทั้งสามบทจนชำชอง และสามารถควบคุมช้างเป็นจำนวนมากได้ด้วยมนต์ที่ศึกษามาทั้งสามบทและดีดพิณทั้งสามสาย

เมื่อดีดพิณและร่ายมนต์บทหนึ่ง ช้างที่พากันมาก็จะวิ่งหนีไปไม่เหลียวหลัง
เมื่อดีดพิณอีกสายหนึ่งและร่ายมนต์อีกบทหนึ้ง ช้างก็จะเหลียวหลังมาดู
เมื่อดีดพิณอีกสายหนึ่งและร่ายมนต์อีกบทหนึ่งช้างที่เป็นจ่าฝูงก็จะเข้ามาหาและยอมให้ขึ้นนั่งบนหลังช้างได้ พร้อมทั้งจะเรียกช้างที่เป็นบริวารให้มาและฟังคำสั่งทุกอย่างว่าจะให้ไปทางไหน

พระเทวีทรงมอบผ้ากัมพลแดงและพระธำมรงค์ พร้อมทรงบอกชื่อเสนาบดีให้กับเจ้าชายอุเทนเพื่อนำหลักฐานว่าเป็นพระราชโอรสของพระเข้าปรันปะจริง

เจ้าชายอุเทนใช้มนต์เรียกกองทัพช้างย่ำเข้ามาในพระนครโกสัมพีจำนวนมาก คนในแคว้นวังสะล้วนชื่นชมในพลังอำนาจวิเศษและเข้าร่วมทัพจนประชิดพระราชวังกรุงโกสัมพี

เจ้าชายส่งสาสน์ทวงราชสมบัติ พวกเสนาบดีตอบว่า รับแต่เชื้อสายพระเจ้ากรุงโกสัมพี ซึ่งหายสาปสูญไปนานแล้วเท่านั้น

เจ้าชายจึงแสดงแหวนราชวงศ์ ผ้ากัมพลแดงและประกาศสิทธิ์เหนือเศวตฉัตร เมื่อเห็นดังนั้นทั่วทัั้งพระนครจึงยอมรับเจ้าชายอุเทนเป็นพระราชาแห่งแคว้นวังสะ



วังพระเจ้าอุเทนแห่งกรุงโกสัมพี

ขอบอบคุณภาพจาก http://planetofphotos.net/photo/3139116.html
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://arsramsiyaraya.blogspot.com/2013/03/2.html


วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สู่แดนพระพุทธองค์ ๔๒ ช้างปาริไลยก์ กรุงโกสัมพี



ณ รักขิตไพรสณฑ์ ที่นั้น

ช้างปาริไลยก์ ซึ่งปลีกตัวออกจากฝูงมาอยู่ในป่านี้เช่นเดียวกัน
ครั้นเห็นพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ โคนต้นสาละ จึงใช้เท้าปรับพื้นดินให้สม่ำเสมอ
ใช้งวงจับกิ่งไม้กวาดพื้นที่โดยรอบต้นภัททสาละให้สะอาด
 จากนั้นจึงใช้งวงจับหม้อน้ำเตรียมน้ำใช้น้ำฉันมาตั้งไว้ แล้วสู่ป่าหาผลไม้มาถวาย




วันใดที่พระพุทธองค์เสด็จออกไปบิณฑบาต ในวันนั้น ช้างปาริไลยก์ก็จะนำบาตรวางไว้ที่กระพอง (ปุ่่มสองข้างที่ศรีษะช้าง) เดินไปตามพระพุทธองค์ ครั้นใกล้ที่จะเข้าเขตบ้านก็ส่งบาตรถวาย เมื่อพระพุทธองค์กลับจากบิณฑบาตก็คอยรับบาตรนำไปวาง ณ สถานที่ที่พระพุทธองค์ประทับ แล้วทำข้อวัตรปฏิบัติเช่น
เด็ดใบไม้มาพัดวีพระพุทธองค์
เวลากลางคืนก็คอยถวายความอารักขา โดยเดินไปรอบ ๆ ที่ประทับจนสว่าง
เมื่อสว่างแล้วก็ถวายน้ำสรงพระพักตร์ น้ำบ้วนพระโอษฐ์ ไม้สำหรับชำระพระทนต์




ในเวลาจะสรงน้ำ พญาช้างจะเอางวงขนไม้มาสีกัน ให้เกิดเป็นไฟ ทำให้ไฟลุกโพลง ทำก้อนหินในที่นั้นให้ร้อน แล้วใช้ไม้กลิ้งก้อนหินนั้นลงไปในแอ่งน้ำ รู้ว่าน้ำร้อนแล้วจึงเข้าไปยืนอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าช้างจะให้เราสรงน้ำ จึงเสด็จไป
ช้างปาริไลยก์ได้ปฏิบัติต่อพระพุทธองค์เช่นนี้เป็นประจำมิได้ขาด ตลอดพรรษา





วานรตัวหนึ่ง เห็นช้างปาริไลยก์อุปัฎฐากพระพุทธองค์ คิดว่าเราควรกระทำกิจสักอย่างหนึ่งถวายบ้าง

ต่อมา วานรนั้นเห็นรวงผึ้งซึ่งไม่มีตัวผึ้งที่กิ่งไม้แห่งหนึ่งจึงหักกิ่งไม้นั้น แล้วเด็ดใบไม้ใหญ่ใบหนึ่งวางรวงผึ้งบนใบไม้นั้น นำเข้าไปน้อมถวายแด่พระบรมศาสดา

พระพุทธองค์ทรงรับแล้วประทับนิ่งเฉยอยู่ วานรจึงเข้ามาจับรวงผึ้งนั้นพลิกดู เห็นมีตัวอ่อนอยู่ภายใน จึงนำตัวอ่อนออกมาจนหมด แล้วน้อมถวายอีกวาระหนึ่ง

พระบรมศาสดาทรงรับแล้วเสวย


วานรดีใจ ขณะกระโดดโลดเต้นอยู่บนต้นไม้ กิ่งไม้หักตกลงมาถูกตอไม้เสียบถึงตาย
ด้วยจิตเลื่่อมใสในพระพุทธองค์ได้ไปบังเกิดในดาวดึงส์พิภพ มีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร



ขอขอบคุณภาพจาก munamangel.wordpress.com

ครั้นออกพรรษาแล้ว บรรดาตระกูลเศรษฐีคฤหบดี ในนครสาวัตถี มี อนาถบิณฑิกเศรษฐี และมหาอุบาสิกาวิสาขา เป็นต้น ได้ส่งข่าวมาถวายพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก ขอให้กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดา ให้เสด็จไปนครสาวัตถี บรรดาพระภิกษุตามชนบทต่าง ๆ ก็พากันไปหาพระอานนท์ ขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้ามีความว่า

ถ้าบุคคลใดได้สหายที่มีความรู้ รักษาตัวได้ มีปัญญารักจะอยู่ร่วมกับคนดี เป็นเพื่อนร่วมทางเขาก็ควรจะยินดี มีสติย่ำยีอันตรายรอบ ๆ ข้างทั้งปวงเสียแล้ว เที่ยวไปกับสหายผู้นั้น ถ้าหากไม่ได้สหายเช่นนั้น ก็ควรทำตนดังพระราชา ที่ทรงละแว่นแคว้นเสด็จเที่ยวไปแต่ลำพังองค์เดียว... การเที่ยวไปคนเดียวดีกว่า เพราะคนพาลเป็นสหายไม่ได้ และไม่ควรกระทำบาป ควรจะเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระภิกษุเหล่านั้นก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

ช้างปาริไลยก์อาลัยพระพุทธองค์นักเดินตามพระพุทธองค์ออกจากป่า จนพระพุทธองค์เสด็จถึงเขตแดนหมู่บ้าน ก็ยังทำท่าจะตามเข้าไปในเมืองด้วย พระพุทธองค์จึงทรงหันไปตรัสบอกช้างปาริไลยก์ว่า

"ปาริไลยก์! ถิ่นของเธอหมดแค่นี้ แต่นี้ไปเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ ซึ่งเป็นภัยต่อสัตว์เดรัจฉานเช่นเธอ เธอไปด้วยไม่ได้หรอก"

ช้างปาริไลยก์ยืนร้องไห้เสียใจไม่กล้าเดินตามพระพุทธองค์ต่ออีก ได้แต่ยืนมองพระพุทธองค์เสด็จห่างออกไปจนลับสายตาด้วยความอาลัย ช้างปาลิไลยก์ก็หัวใจวายล้มลงตาย ณ ที่นั้น ด้วยกุศลแห่งความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ก็ได้บังเกิดเป็นเทพบุตร ในสวรรค์มีนามว่า ปาริไลยกเทพบุตร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.baanjomyut.com
http://th49.ilovetranslation.com
สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล โดยพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทฺโธ)