วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สู่แดนพระพุทธองค์ ๖๒ สถูปยมกปาฏิหารย์




สถูปยมกปาฏิหารย์
ขอขอบคุณภาพจากwww.bodhigaya980.org

สถูปขนาดใหญ่ที่เหลือเพียงเนินดินมองดูสูงกว่าที่ใด ๆ ในนครสาวัตถี อยู่ข้างทางระหว่าเมืองพาลัมปุระกับเมืองสราวัสสติ นับจากเชตวันมหาวิหารประมาณ ๒ กิโลเมตร ชาวบ้านเรียกว่า สวนมะม่วงของคัณฑกะ สันนิษฐานว่าสถานที่นี้คือที่ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงยมกปาฏิหารย์

ในออถกถาธรรมบทเล่าไว้ว่า

ในสมัยนั้นในกรุงสาวัตถี ลาภสักการะอันเคยบริบูรณ์แก่เหล่าเดียรถีย์ได้เสื่อมถอยลงเป็นลำดับ เพราะมหาชนหันมานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น เป็นเหตุให้พวกเดียรถีย์หาทางทำลายพระพุทธศาสนาทุกวิถีทาง พวกเดียรถีย์มีความเห็นพ้องกันว่าสาเหตุเพราะสำนักของพระสมณโคดมเป็นทำเลที่ดี การคมนาคมสะดวกแก่เหล่าชนที่จะไปฟังธรรม ลาภสักการะจึงเกิดแก่พระสมณโคดมมากมาย เหล่าเดียรถีย์จึงคิดสร้างสำนักของตนขึ้น ณ หลังพระเชตวันมหาวิหาร ได้นำเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล แล้วขอพระราชทานที่ดินเพื่อสร้างสำนักตน



มหามูลคันธกุฎีในพระเชตวัน
ขอขอบคุณภาพจากwww.alittlebuddha.com

ขณะดำเนินการก่อสร้าง พระพุทธองค์ทรงดำริว่า การนีี้อาจเป็นเสี้ยนหนามต่อพระศาสนาในอนาคตจึงให้พระอานนท์ไปทูลพระเจ้าปเสนทิโกศล
พระเจ้าปเสนทิโกศลปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าพบ ไม่ว่าจะเป็นพระอานนท์ พระสารีบุตรหรือพระโมคคัลลานะ พระบรมศาสดาจึงเสด็จไปด้วยพระองค์เอง

พระพุทธองค์เสด็จไปแล้วไม่ตรัสถามความใด แต่ทรงยก ภรุชาดก เป็นอุทาหรณ์ว่า

"ในอดีตมีนักบวช ๒ พวก พำนักอยู่ ณ โคนต้นไทร พวกหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือ พวกหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ ต่อมาต้นไทรทางทิศใต้เกิดเหี่ยวแห้งตายหมด จึงอพยพไปทางทิศเหนือประสงค์จะไปอยู่ ณ ที่นั้น เกิดการทะเลาะกับผู้ที่อยู่ก่อน เพราะการแย่งที่พำนัก จึงพากันไปให้พระราชาแห่งกรุงภรุตัดสิน นักบวชฝ่ายหนึ่งได้ถวายเรือสำหรับเป็นราชพาหนะแก่ภรุราชา
พระราชาตัดสินให้ฝ่ายที่มอบเรือเป็นผู้ชนะด้วยความลำเอียงทำให้เทวดาที่อยู่ในกรุงภรุทั้งสิ้นโกรธ เพราะเหตุที่พระราชาทำให้ผู้มีศีลทะเลาะกันด้วยอำนาจแห่งฉันทาคติ เทวดาจึงบันดาลให้เมืองภรุจมไปใต้ทะเล ประสบความพินาศอย่างใหญ่หลวง ล่มจมทั้งแว่นแคว้น "

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้สดับดังนั้น จึงมีรับสั่งให้จับนักบวชเหล่านั้นออกไปแล้วทรงสร้างให้ที่นั้นเป็นอารามสำหรับภิกษุณี พระราชทานนามว่า ราชการาม กรุงสาวัตถีจึงมีอารามเกิดขึ้นใกล้พระเชตวันมหาวิหารด้วยเหตุนี้

พระพุทธองค์เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี รับสั่งกับพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะแสดง ยมกปาฏิหารย์ ณ ชานกรุงสาวัตถี ในวันเพ็ญเดือน ๘

พระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหารย์ต่อคำท้าทายของพวกเดียรถีย์นิครนถ์ ซึ่งเป็นการแสดงครั้งสำคัญ และครั้งสุดท้ายของพระบรมศาสดา ทำให้ประชาชนชาวเมืองสาวัตถีตื่นเต้นในอภินิหารของพระบรมศาสดา และทำให้ลัทธิศาสนาอื่น ๆ ในนครสาวัตถีเสื่อมลงไป ใคร ๆ ก็พากันมาสนใจกับพระพุทธศาสนามากขึ้น และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้พวกเดียรถีย์ต้องจ้างนางจิณจมาณวิกา ไปทำลายชื่ิอเสียงของพระบรมศาสดา

พระพุทธองค์ไม่โปรดการแสดงอิทธิปาฏิหารย์ ทรงห้ามมิให้ภิกษุแสดงปาฏิหารย์อีกด้วย แต่พระองค์โปรดการแสดงอนุสาสนีปาฏิหารย์ คือให้เห็นอิทธิฤทธิ์ของพระธรรมมากกว่า

เหตุที่พระบรมศาสดาทรงแสดงยมกปาฏิหารย์ที่นครสาวัตถี ก็เพราะเป็นที่ซึ่งพระพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนาองค์ก่อน ๆ เคยมาแสดงยมกปาฏิหารย์มาแล้วอย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง
 เนื่องจากพวกเดียรถีย์นิครนถ์ฉวยโอกาสที่พระพุทธองค์ห้ามพระสาวกแสดงอิทธิปาฏิหารย์ จึงท้าทายพระบรมศาสดาให้แสดงอิทธิปาฏิหารย์เป็นการแข่ง จนเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงประกาศว่า จะแสดง ยมกปาฏิหารย์ที่ใกล้นครสาวัตถี ในวันเพ็ญเดือน ๘ พวกเดียรถีย์รู้เข้าก็หาทางกลั่นแกล้ง เช่นพอรู้ว่าพระพุทธองค์จะทรงแสดงยมกปาฏิหารย์ที่ใกล้ไม้คัณฑามพฤกษ์ คือต้นมะม่วง ก็เที่ยวหาซื้อและขุดทิ้งหมด
ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อนายอุทยานของพระเจ้าปเสนทิโกศล ชื่อคัณฑกะ สอยมะม่วงในอุทยานติดมือไปผลหนึ่ง เมื่อได้เฝ้าพระพุทธองค์กลางทาง จึงถวายมะม่วงผลนั้น พระพุทธองค์เสวยเนื้อมะม่วงแล้ว ให้นายคัณฑกะเพาะเมล็ดลงในดิน ทรงล้างพระหัตถ์รดบนเม็็ดมะม่วงนั้น ทันใดนั้นก็เกิดต้นมะม่วงงามสูง ๕ ศอก ออกลูกติดต้น ใครมาก็ได้กินทั่วกันเป็นอัศจรรย์




เวลานั้นประชาชนมาชุมนุมรอดูปาฏิหารย์ของพระพุทธองค์อย่างหนาแน่น พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ยมกปาฏิหารย์ คืิอ ปาฏิหารย์คู่ เช่นทำให้ไฟพลุ่งออกจากพระกายเบื้องบนน้ำพลุ่งออกจากพระกายด้านล่าง ไฟพลุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้าน้ำพลุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง ไฟพลุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้ายน้ำพลุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา น้ำพลุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา น้ำพลุ่งออกจากพระกรรณซ้าย ซึ่งพวกเดียรถีย์นิครนถ์ไม่มีปัญญาทำได้เลย

หลวงจีนฟาเหียนบันทึกไว้ว่า ได้เห็นสถูปหลายองค์ด้วยกัน องค์หนึ่งเข้าใจว่าจะเป็นองค์นี้ที่หลวงจีนว่า พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และทรงสร้างหลักสิลาไว้เสาหนึ่่ง หลวงจีนเล่าเรื่องอัศจรรย์ในสมัยนั้นว่า ที่สถูปนี้จะมีเสียงดนตรีสวรรค์บรรเลง บางทีก็มีกลิ่นหอมตลบอบอวลไปหมด

เมื่อพระบรมศาสดาทรงแสดงยมกปาฏิหารย์แล้ว ได้เสด็จขึ้นไปดาวดิงส์เทวโลก เพื่อเทศนาโปรดพุทธมารดาตามประเพณีของพระพุทธองค์ องค์ก่อน ๆ และทรงจำพรรษา ๑ พรรษาบนดาวดึงส์ เมื่อใกล้จะออกพรรษาทรงทราบว่า พระสารีบุตรอัครสาวกไปจำพรรษาอยู่ใกล้ประตูเมืองสังกัสสะ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสาวัตถี ๓๐ โยชน์ จึงตกลงพระทัยเสด็จจากดาวดึงส์ไปลงที่ เมืองสังกััสสะ ในวันออกพรรษาเทโวโรหณะนั้นเอง


ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.84000.org/tipitaka/picture/f63.html



ขอขอบคุณภาพจาก www.madchima.org

ขอขอบคุณข้อมูลจากสู่แดนพระพุทธองค์อินเดีย-เนปาล โดยพระราชรัตนรังษี ( ว.ป. วีรยุทฺโธ)

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สู่แดนพระพุทธองค์ ๖๑ เชตวันมหาวิหาร แดนพระอรหันต์




ขอขอบคุณภาพจากwww.tripdeedee.com

บริเวณวัดเชตวันมหาวิหาร จากถนนหลวงจะมีรั้วเหล็กเชื่อมกับประตูทางเข้า เมื่อจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชม เดินเข้าสู่ภายใน ก็จะถึงพระเจดีย์อรหันต์ ๘ ทิศ



กุฎีพระมหากัสสปะ กุฎีพระสีวลี กุฎีพระโมคคัลลานะ กุฎีพระองคุลีมาล กุฎีพระอานนท์ กุฎีพระสารีบุตรตามลำดับ












สถูปที่เชื่อกันว่าพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรเคยพำนัก เหลืออยู่เพียงฐานอิฐ ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เกิดความรู้สึกอย่างอื่นไปกว่า ความสังเวชสลดใจ เห็นซากแห่งความพินาศดับสูญเข่นนี้แล้ว ทำให้เราเห็นธรรมแห่งความไม่จีรังยั่งยืนมากขึ้น ตัวเราเหมือนหยดน้ำหยดหนึ่งปรากฎขึ้นในโลก แล้วก็สูญสลายหายไปไร้ร่องรอย เราควรวางฐานในชีวิตให้เหมือนฐานสถูปพระโมคคัลลสนะ พระสารีบุตร แม้ส่วนอื่น ๆจะพังทลายหายไปแล้ว ฐานยังคงเหลืออยู่เป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้แลเห็น ในบริเวณที่เป็นเชตวันมหาวิหาร นอกจากมีร่มไม้ใบบังให้แก่มนุษย์ที่มาเยี่ยมเยือน นั่งจัดระเบียบลมหายใจเข้าออกของตนเองแล้ว ยังมีสัตว์หลายชนิด เช่นลิงกระโดดไปมา นั่งอยู่ตามซากโบราณ นั่งมองผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา



สังฆสภา
ที่ประชุมสงฆ์สายการบริหารคราวเมื่อมีพระบรมพุทธานุญาตให้สงฆ์ช่วยงานปกครอง และแบ่งสายธรรมทูตออกประกาศพระพุทธศาสนา เมื่อมีวาระอันเกี่ยวด้วยศาสนกิจจึงนัดหมายหมู่สงฆ์มาประชุมตามสายงาน

จากที่ประชุมสงฆ์ที่เรียกกันว่า สังฆสภา จะต้องผ่านเจดีย์ทั้ง ๘ กระทั้งถึง กุฎีพระมหากัสสปะ กุฎีพระสีวลี ผู้อุดมด้วยโชคลาภวาสนา ในที่ไม่ไกลนักก็ถึงสถูปอันเป็นที่เคยพำนักของพระองคุลิมาลกับพระอานนท์ และสถูปทรงกลมเป็นที่ที่พระโมคคัลลานะเคยจำพรรษาอยู่ ไม่ห่างกันนักก็เป็นสถูปของพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระสารีบุตร

มีผู้ตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมกุฎีพระสีวลี พระสารีบุตร และพระบรมศาสดาจึงมีขนาดพอ ๆ กัน มีผู้ให้ความคิดเห็ว่า การบริหารงานจะสำเร็จได้ต้องอาศัย ๓ ส่วน เป็นกำลัง คือกำลังทรัพย์ ได้แก่พระสีวลี กำลังสติปัญญา ได้แก่พระสารีบุตร กำลังบริหารได้แก่พระบรมศาสดา

ตำนานกล่าวถึงพระสีวลีว่า เป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นพระโอรสของของพระนางสุปปวาสา ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงโกลิยะ ตั้งแต่พระสีวลีปฏิสนธิในพระครรภ์ เกิดลาภสักการะแก่พระมารดาเป็นอันมาก พระสีวลีอยู่ในพระครรภฺพระมาดานานถึง ๗ ปี พระมารดาเจ็บพระครรภ์อีก ๗ วัน ครั้นประสูติแล้วก็ทำกิจการต่าง ๆ ได้ทันที ต่อมาเมื่อบวชในสำนักพระสารีบุตร ในวันที่บวช พอมีดโกนตัดกลุ่มผมครั้งที่ ๑ ได้บรรลุโสดาปัตติผล ครั้งที่ ๒ ได้บรรลุสกทาคามิผล ครั้งที่ ๓ ได้บรรลุอนาคามิผล และทำให้เกิดลาภแก่ภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัตคะในทางมีลาภ


สังฆสภา เป็นที่ตั้งของหอประชุมสงฆ์ เรียกว่า กเรริมณฑลมาฬ  มีลักษณะเป็นหอกลม ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้สร้างหอประชุมนี้ ในฑีฆนิกายกล่าวว่าพระบรมศาสดาเคยเสด็จมาประทับที่นี่ด้วย



มหามูลคันธกุฎี

มหามูลคันธกุฎี
พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่อาณาจักรโกศล ถึงปลายพระชนม์ชีพ นับได้ ๒๕ พรรษา โดยประทับอยูที่พระเชตวันมหาวิหาร ที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ๑๙ พรรษา ประทับที่วัดบุพพาราม ที่นางวิสาขาอุบาสิกาสร้างถวายและที่อื่น ๆ อีก ๖ พรรษา
ใกล้ ๆ กันนั้น เป็นกุฎีพระอานนท์ หมู่กุฎีพระอสีติมหาสาวกที่เสด็จเดินจงกรม

สถานที่แห่งนี้เป็นที่ชาวพุทธให้ความสำคัญเป็นอย่างมาห คือซากมหาคันธกุฎีที่พระพุทธองค์ประทับ ซึ่งได้รับการบูรณะให้พอเห็นภาพของเดิมที่ประทับของพระบรมศาสดา ที่กว่างขวางกว่ามูลคันธกุฎีที่ยอดเขาคิชฌกูฏ เมืองราชคฤห์ ประมาณ ๒ เท่า ที่นี่จึงเรียกว่ามหาคันธกุฎี

การสร้างพระพุทธรูปของขาวพุทธเพื่อให้มีความหมายถึงพระบรมศาสดา คือ
สร้างรูปช้าง หมายถึงการปฏิสนธิในครรภ์ของพระพุทธมารดา
รูปวัว หมายถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนประสูติ
รูปม้าหมายถึงการเสด็จออกบวช
รูปสิงห์โต หมายถึงความยิ่งใหญ่ในหมู่ศากยวงศ์
รูปต้นโพธิ์ หมายถึงการตรัสรู้
รูปล้อธรรมจักรหมายถึงการแสดงปฐมเทศนา

สมัยก่อนไม่มีใครคิดสร้างพระพุทธรูปขึ้น เกรงว่าจะเป็นการไม่เคารพ และไม่ครบบุรุษ ๓๒ ประการ
จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. ๔๐๐ พวกกรีกเข้ามารุกรานอินเดีย จึงนำเอาคติสร้างรูปเคารพมาสอนคนอินเดีย จึงเริ่มมีพระพุทธรูปขึ้นกราบไหว้กัน

หลวงจีนฟาเหียนบันทึกไว้ว่า เมื่อมาถึงที่นี่ ชาวบ้านมีการเคารพในลัทธิต่าง ๆ อยู่ ๙๖ ลัทธิ แล่ละลัทธิมีลูกศิษย์บริบูรณ์ บุคคลในลัทธิต่าง ๆ เหล่านี้เที่ยวขอทานอาการมากิน แต่ไม่ใช้บาตร เขาได้สร้างโรงทานไว้ริมถนนเพื่อเป็นที่พักคนเดินทาง มีอาหาร น้ำ และที่นอน ใครไปใครมาก็จะได้พัก



ธรรมสภา เป็นที่แสดงธรรมโปรดบริษัททั้ง ๔

ซากศาลาโรงธรรม
ซากศาลาโรงธรรมใหญ่ หน้ามหามูลคันธกุฎียังเหลือซากแท่นอิฐใหญ่ เป็นที่ประทับของพระบรมศาสดาในเวลาแสดงธรรม ท่านอูอาสยะ เรียกว่าอสุรเทวดา หมายถึงที่ประชุมทุกเหล่าที่มาฟังพระธรรมเทศนา พระบรมศาสดาแสดงธรรมสั่งสอนพุทธบริษัท

ณ พระเชตวันมหาวิหารนี้ รวมทั้งสิ้น ๘๔๔ พระสูตร
ทรงแสดงที่วัดบุพพาราม ๒๓ พระสูตร
ตรัสสอนที่อื่นในบริเวณเมืองสาวัตถี ๔ พระสูตร
รวมทั้งสิ้น ๘๗๑ พระสูตร คือ
อยู่ในสังยุตตนิกาย ๗๓๖ พระสูตร
ในมัชฌิมนิกาย ๗๕ พระสูตร
อยู่ในอังคุตตรนิกาย ๕๔ พระสูตร
อยู่ในฑีฆนิกาย ๖ พระสูตร







ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

สู่แดนพระพุทธองค์อินเดีย-เนปาล โดยพระราชรัตนรังษี ( ว.ป. วีรยุทฺโธ)

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สู่แดนพระพุทธองค์ ๖๐ เชตวันมหาวิหาร





ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.dhammatalks.net/Articles/Life_of_the_Buddha_in_Pictures.htm

หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ในขณะมีพระชนมพรรษา ๓๕ พรรษา ได้เสด็จสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันโปรด ปัญจวัคีย์ พระยศ และสหาย
และทรงประทับจำพรรษาแรก ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
เมื่อออกพรรษา ทรงแสดงธรรม โปรดภัททวัคคีย์ ๓๐ รูป โปรดชฎิล ๓ พี่น้อง พร้อมด้วยบริวาร๑,๐๐๐ รูป ด้วยการแสดงอาทิตตปริยายสูตร
แล้วจึงเสด็จสู่นครราชคฤห์ โปรดชาวเมืองราชคฤห์และพระเจ้าพิมพิสาร จนพระเจ้าพิมพิสารสำเร็จพระโสดาบัน



พระเจ้าพิมพิสาร ขอขอบคุณภาพจาก www.oknation.net


-พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้สงฆ์สาวกรับวัดที่มีผู้สร้างถวายได้ซึ่ง พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นผู้บวชท่านปุณณมันตานีบุตร (ลูกน้องสาว) และได้บรรลุพระอรหันต์
-พระพุทธองค์ ทรงรับ ๒ อัครสาวก คือ พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ บวช และทรงประกาศตั้งไว้ในตำแหน่งอัครสาวก
-ทรงให้พระมหากัสสปะบวชด้วยวิธีให้รับโอวาท ๓ ข้อ




พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายวัดเวฬุวัน นับว่าเป็นปฐมสังฆารามแห่งพระพุทธศาสนา
ขอขอบคุณภาพจาก jedeethai.blogspot.com

- ในพรรษาที่สอง สาม และสี่ ประทับจำพรรษาที่วัดเวฬุวัน
ในพรรษาที่ ๒ นี้พระพุทธองค์ ได้เสด็จกลับไปโปรดพระพุทธบิดา และพระญาติวงศ์ศากยะ ณ นครกบิลพัศดุ์ ในครั้งนั้นบรรดาศากยราชได้ทรงเลื่อมใสศรัทธา ต่างได้ถวายพระโอรสของตนให้ออกบวชตามเสด็จ ยังเหลือแต่ศากยกุมารเหล่านี้คือ เจ้าชายมหานามะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิมพิละ เจ้าชายอานนท์ และเจ้าชายเทวทัตต์ ครั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่กรุงกบิลพัศดุ์พอสมควรแก่กาลแล้วก็เสด็จจาริกต่อไปยังที่อื่น
(แต่ในบางข้อมูลระบุว่าทรงเสด็จไปกรุงกบิลพัศดุ์ ในพรรษาที่สาม )



ขอขอบคุณภาพจากwww.chiangmailocator.com

ในพรรษาที่สองนี้เป็นการเกิดจาตุรงคสันนิบาต ในวันเพ็ญเดือนสาม (วันมาฆะบูชา) พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
เมื่ออกพรรษาแล้วได้เสด็จเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ทรงสอนพระอานนท์ให้ สาธยายรัตนสูตร ทำน้ำพระพุทธมนต์บรรเทาภัยของชาวเมือง
และ พระอานนท์ฟังกถาวัตถุ ๑๐ ประการ ของพระปุณณมันตานีบุตร ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน

ในพรรษาที่สาม ยังคงประทับจำพรรษาที่วัดเวฬุวัน
และในพรรษาที่สามนี้เองที่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้สร้างเชตวันมหาวิหาร



ขอขอบคุณภาพจากวิกิพีเดีย

แต่พระพุทธองค์ได้ประทับจำพรรษาที่เชตวันมหาวิหาร ครั้งแรกในพรรษา ๑๔
ในพรรษาที่ ๒๑- ๔๔ รวมระยะเวลาการจำพรรษาที่เชตวันมหาวิหาร ๑๘ พรรษา วัดบุพพาราม ๖ พรรษา รวมเวลาที่ทรงจำพรรษา ณ นครสาวัตถี ๒๕ พรรษา
(ทั้งนี้นับตั้งแต่พรรษา ที่ ๒๑ ประทับจำพรรษาสลับ ไปมาระหว่างวัด พระเชตวัน กับ วัดบุพพาราม กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล )

ในครั้งพุทธกาล
บริเวณของเชตวันวันมหาวิหาร นั้นเดิมเป็นพระราชอุทยานสำหรับเสด็จประพาสของเจ้าเชต เจ้าชายในราชวงศ์โกศลแห่งเมืองสาวัตถี เป็นพระราชอุทยานร่มรื่นนอกตัวเมืองหลวง มีเนื้อที่ ๘๐ ไร่ (๓๒ เอเคอร์)


ขอขอบคุณภาพจากeduscapes.com

การสร้างวัดทำบุญใหม่ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ลือลั่นสนั่นทั่วกรุงสาวัตถี เพราะยังไม่เคยมีเศรษฐ๊คนใดกระทำมาก่อนเลย ทำให้พวกพราหมร์ และเจ้าลัทธิต่าง ๆ ในเมืองสาวัตถีพากันริษยาและต่อต้านการกระทำของอนาถบิณฑิกเศรษฐี จนพระบรมศาสดาให้พระอัครสาวกสารีบุตรมาช่วยในการก่อสร้างพระเชตวันมหาวิหาร และเป็นการให้กำลังใจแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐ๊

เมื่อพระสารีบุตรมาถึงเมืองสาวัตถีก็เผชิญหน้ากับเจ้าลัทธิต่าง ๆ เหล่านั้น ได้ประฝีปากกันอย่างหนัก ซึ่งพระอัครสาวก สารีบุตรก็เอาชนะเจ้าลัทธิต่าง ๆ ได้ทั้งหมด จนกระทั่ง พระเชตวันวิหารก็ก่อสร้างแล้วเสร็จ เป็นตึกสูง ๗ ชั้น พรั่งพร้อมด้วยอาคารต่างและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ดังกล่าวมาแล้ว และมีฉลองนานถึง ๙ เดือน

การเสด็จมาของพระพุทธองค์ ได้ถูกต่อต้านอย่างหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมจากเจ้าลัทธิต่าง ๆ นอกจากเจ้าลัทธิโบราณแล้ว นครสาวัตถียังมีศาสนาเชนตัั้งมั่นเป็นปึกแผ่นก่อนพระพุทธศาสนา ศานาอาชีวกก็มีศุนย์กล่างอยู่ที่กรุงสาวัตถี กับยังมีปริพาชก อีกมาก ที่มาใส่ร้ายให้ประชาชนชาวเมืองสาวัตถีเกลียดชังพระบรมศาสดา

มีครั้งหนึ่งที่ปริพาชกจ้างนางสุนทริกาให้เที่ยวโฆษณาว่าได้เสียกับพระบรมศาสดา พอตกเย็นนางสุนทริกาจะแต่งกายแช่มช้อยทัดดอกไม้งดงามเดินกรีดกรายเข้าไปพระเชตวันมหาวิหาร พบชาวบ้านคนใด นางก็จะบอกว่า เธอจะไปปรนนิบัติพระบรมศาสดา ต่อมาปริพาชกก็ฆ่านางสุนทริกาเสียแล้วเอาศะไปหมกไว้ที่ใต้คันธกุฎีของพระพุทธองค์ พอศพเน่าคนได้กลิ่นก็พากันมาดู คนที่มาดูต่างเข้าใจว่า พระบรมศาสดาฆ่านางสุนทริกาด้วยเรื่องชู้สาว ข่าวระบือไปทั่วกรุงสาวัตถีอย่างรวดเร็ว พระพุทธองค์ต้อง งดเสด็จออกบิณฑบาตเวลาเช้า พระเจ้าปเสนทิโกศลต้องการรู้ความจริง โปรดให้นักสืบออกมาสืบเรื่องราว ภายใน ๗ วัน ก็จับคนร้ายที่ฆ่านางสุนทริกาได้หมด

พระบรมศาสดาได้ทรงเปลี่ยนใจบุคคลสำคัญและเจ้าลัทธิใหญ่ในนครสาวัตถีเป็นอันมาก เช่น พราหมณ์อัคคิกะภารัทวาชะ ที่ตะโกนด่าพระพุทธองค์ พราหมณ์ชานุโสณิ พราหมณ์ธนัญชานิ ล้วนเป็นศัตรูกับพระบรมศาสดา ล้วนกลับใจกลายเป็นอุปัฏฐากที่ยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา เจ้าลัทธิใหญ่ ๆ ที่กลับใจมานับถือศาสนาพุทธตลอดชีวิต เช่น โบกขรสาติแห่งอุกกัฏฐา โลหิจจะแห่งสาลวัตติกา จังกี่แห่งโอปสาทะ และที่เป็นข่าวเอิกเริกของนครสาวัตถีคือสานุศิษย์ของพาวรี ๑๖ คน เดินทางมาจากฝั่งแม่น้ำโคธาวรี มาขออุปสมบทที่พระเชตวันมหาวิหาร

ในอดีตบริเวณนี้เป็นที่ร่มรื่น หนาแน่นด้วยพันธุ์ไม้ เมื่อสร้างเป็นวัดแล้ว ก็พร้อมด้วยกุฎีอาศรมสงบ พระพุทธองค์เสด็จพระราชดำเนินประทับรอยพระบาทไว้มากมายทั่วอาณาบริเวณ หมู่ชนจากจตุรทิศถือดอกไม้ ของหอม เครื่องใช้อันควรแก่สมณะ และฟังธรรมเทศนา ณ ธรรมศาลาในพระเชตวัน แม้แต่เทวดาก็เพียรพยายามเข้ามาฟังกระแสธรรมจากพระพุทธองค์


นางจิญมาณวิกา
ขอขอบคุณภาพจากwww.npzmoon.com

เชตวันมหาวิหารแห่งนี้เป็นสถานที่เกิดเรื่องราวและพระสูตรสำคัญ ๆ ในพระพุทธศาสนามากมายเช่น เรื่องของพระองคุลิมาล, นางปฏาจาราเถรี, พระนางกิสาโคตมีเถรี, การถวายอสทิสทาน, เรื่องพระพุทธองค์ทรงดูแลภิกษุไข้, พราหมณ์จูเฬกสาฏก, ทรงพยากรณ์สุบินนิมิต ๑๖ ประการ, นางกาลียักษิณี, นางจิญมาณวิกา ถูกแผ่นดินสูบ, พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ เป็นต้น ในส่วนพระสูตรนั้นมีจำนวนมาก ที่สำคัญ ๆ เช่น มหามงคลสูตร, ธชัคคสูตร, ทสธัมมสูตร, สาราณียธรรมสูตร, อหิราชสูตร, เมตตานสังสสูตร, คิริมานนทสูตร, ธัมมนิยามสูตร, อปัณณกสูตร, อนุตตริยสูตร, พลสูตร, มัคควิภังคสูตร, โลกธัมมสูตร, ทสนารถกรณธัมมสูตร, อัคคัปปทานสูตร, ปธานสูตร, อินทริยสูตร, อนริยสูตร และสัปปุริสธัมมสูตร โดยทั้งหมดทรงแสดง ณ วัดเชตวันแห่งนี้

หลังพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพาน วัดเชตวันได้รับการดูแลมาตลอด โดยเฉพาะมูลคันธกุฎีที่มีพระสงฆ์เฝ้าดูแลทำการปัดกวาดเช็ดถูปูลาดอาสนะและปฏิบัติต่อสถานที่ ๆ พระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่ทุก ๆ แห่ง เหมือนสมัยที่พระพุทธองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่มิได้ขาด โดยมีการปฏิบัติเช่นนี้ติดต่อกันจวบจนเมืองสาวัตถีตกไปอยู่ในอำนาจของแคว้นมคธและเสื่อมความสำคัญลงจนถูกเมืองสาวัตถีและวัดแห่งนี้ได้ถูกทิ้งร้างไปหลังยุคกุษาณะในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘  จากเมืองหลวงแห่งแคว้นเป็นชนบทเล็ก ๆ ที่ห่างไกล และสิ่งก่อสร้างถูกทิ้งกลายสภาพเป็นเนินดิน และชื่อของสาวัตถีได้ถูกลืมไปจากอินเดีย (กลายเป็นเพียงสาเหต-มาเหต โดยสาเหตเป็นที่ตั้งของซากวัดเชตวัน และมาเหตเป็นที่ตั้งของเมืองสาวัตถี)

จนมีการขุดค้นพบพุทธสถานและซากเมืองในช่วงหลัง ทำให้ปัจจุบันซากวัดแห่งนี้ได้รับการขุดค้นปรับแต่งเป็นอย่างดี ซึ่งต่างจากตัวเมืองสาวัตถีที่ไม่มีการบูรณะขุดค้นเท่าใดนัก จึงทำให้ปัจจุบันมีผู้มาจาริกแสวงบุญ ณ วัดเชตวันเป็นประจำ ปัจจุบันชาวบ้านแถบนี้เริ่มหันหลับมาเรียกตำบลแห่งนี้ว่าศราวัสตี (ภาษาสันสกฤต) เหมือนในสมัยก่อนบ้างแล้ว

ปัจจุบันวัดเชตวันมหาวิหารเหลือเพียงซากโบราณสถาน ได้รับการบูรณะจากทางราชการอินเดียเป็นอย่างดี ตั้งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำราปติ (Rapti) หรือแม่น้ำอจิรวดีในสมัยพุทธกาล นอกกำแพงเมืองสาวัตถีไปทางทิศใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร ที่ ตำบลสะเหต (Saheth) รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

จุดแสวงบุญและสภาพของวัดเชตวันในปัจจุบัน
สถานที่สำคัญ ๆ ที่พุทธศาสนิกชนในปัจจุบันนิยมไปนมัสการคือ พระมูลคันธกุฎี ที่ได้ทำการขุดค้นปรับแต่งเป็นอย่างดี, อานันทโพธิ์ ต้นโพธิ์ที่ปลูกโดยพระอานนท์ในสมัยพุทธกาล ต้นโพธิ์ต้นนี้ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์และยังคงเป็นยืนต้นมาจนปัจจุบัน, หมู่กุฏิพระมหาเถระ, บ่อน้ำสรงสนานของพระพุทธองค์ เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
วิกิพีเดีย
http://www.watsraket.com
http://www.watsraket.com/21-05-2012/520-23-05-2012
สู่แดนพระพุทธองค์อินเดีย-เนปาล โดยพระราชรัตนรังษี ( ว.ป. วีรยุทฺโธ)