แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ...บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ...บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

ละคร “บางปะกง สายน้ำแห่งมังกร”



กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ เป็นกลุ่มละครที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนหลายหลากสาขาวิชาชีพ ที่มีความสนใจนำศิลปะการละครมาประยุกต์ใช้เพื่อการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต มุ่งเน้นพัฒนาเป็นองค์ความรู้ เพื่อนำมาเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนและคนทำงานอย่างยั่งยืน













.
ผู้คนส่วนใหญ่อาจหลงใหล และชื่นชอบศิลปะการละครในแง่ที่มีเนื้อหาสาระ และความความบันเทิง แต่สำหรับ คนละครกลุ่มหนึ่งกลับมองว่าละครให้อะไรได้มากกว่าที่คนทั่วไปคิดเพราะนอกจากความสนุกสนานเพลินแล้ว ผลพลอยได้จากศิลปะการละคร คือ การพัฒนาคน

แนวคิดดังกล่าวเป็นของกลุ่มที่มีชื่อว่า " กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ " ที่เหล่าแกนนำ และอาสาสมัครล้วนเติบโตมาจากศิลปะการละครแทบทั้งสิ้น

คูณไพบูลย์ โสภณสุวภาพ หรือ อาจารย์เอ๋ อาจารย์ประจำสาขาดนตรีและการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา หัวหน้ากลุ่มดังกล่าวได้ อธิบายว่า

การเรียนรู้ผ่านละคร เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาคน ทั้งในส่วนของนักแสดง ที่มีกระบวนการในการทำละครเป็นเสมือนแหล่งบ่มเพาะทางความคิด ผ่านการฝึกฝนในขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวกับการสร้างงานละคร ซึ่งตรงจุดนี้จะทำให้เยาวชนนักแสดง
-ได้รู้จักควบคุมความคิด

-รู้จักใช้เหตุผลในการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ โดยยังมีการสอดแทรกให้เยาวชนใช้ความคิดในทางสร้างสรรค์เพื่อทำงาน

-มีจินตนาการ กล้าแสดงออก

-กล้าตัดสินใจกับเป้าหมายที่ได้วางไว้

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน คือกลุ่มผู้ชมที่เรียนรู้ผ่านเนื้อหาสาระ หรือสิ่งที่นักแสดงกำลังถ่ายทอดออกมานั่นเอง




จากความเชื่อที่ว่า กระบวนการละครสามารถพัฒนาคนได้ ดังนั้นเยาวชนคนรุ่นใหม่น่าจะได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการดังกล่าวเพื่อพัฒนาความคิด ;โครงการเรียนรู้ชีวิตผ่านละครเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะในการใช้ชีวิตของเยาวชน ; โดยกลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ จึงเกิดขึ้น

เพื่อนำเอาศิลปะการการละครสอนให้คนรู้จักและเข้าใจชีวิตของตนเองเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่น

กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ เป็นกลุ่มละครที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนหลายหลากสาขาวิชาชีพ ที่มีความสนใจนำศิลปะการละครมาประยุกต์ใช้เพื่อการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต มุ่งเน้นพัฒนาเป็นองค์ความรู้ เพื่อนำมาเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนและคนทำงานอย่างยั่งยืน




อาจารย์เอ๋ ได้นำทีมอาสาสมัครกลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ มาศึกษาเรื่องราวความเป็นไปของแม่น้ำบางปะกง ถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายด้วยทรัพยากรธรรมชาตื คือสัตว์น้ำ และพรรณไมีชายเลน ที่พบเห็นได้ทั่วไปตลอดลำน้ำบางปะกง จากปากอ่าวจนถึงอำเภอบางคล้า หลังจากลงมาศึกษารายละเอียดและได้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงไปของวิถีชิวิตชาวลุ่มน้ำบางปะกง แล้ว

อาจารย์เอ๋และทีมงานได้รังสรรค์สร้างบทละคร "บางปะกง สายน้ำแห่งมังกร " และสื่อออกมาเป็นละคร

การจัดแสดงละครนี้ได้จัดแสดงมาหลายครั้งแล้ว โดยเลือกแสดงในที่สาธารณชนย่านชุมชนที่ติดชายฝั่งแม่น้ำ และตามอำเภแต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมน้ำบางปะกง ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนที่มีโอกาสได้ชมการแสดงเป็นอย่างดี




ดังนั้นในวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๗ จึงมีรายการละครของอาจารย์เอ๋ และทีมงานเป็นส่วนรวมของกิจกรรมด้วยด้วย




ละคร “บางปะกง สายน้ำแห่งมังกร” โดย อาสาสมัครกลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์

รายนามนักแสดง

นายอรรถพล พรมไธสง (กล้วย)
นายสุวิชาน มีเค้า (เติ้ล)
นายธนวัฒน์ เจี่ยเจริญ (นน)
นายพิชญเณศ นามวิชา (โอ๋)
นางสาวนภัสสร พงษ์พรหม (นิ้ง)
นางสาวบัณฑิตา หลงรัก (เจน)
นางสาวนัทพร ทองประยูร (นัท)
นางสาวปิยวรรณ กันจันวงศ์ (เมย์)
นางสาวแสงมณี ธารีสังข์ (มิ้น)
นางสาวจารุวรรณ ทองคงอ่วม (กิ๊บ)




ผู้ดูแล

นายทวีวัฒน์ กำเนิดเพ็ชร์ (ตั้ม)
นายไพบูลย์ โสภณสุวภ (เอ๋)
นางสาวอุษาวดี สุนทรเกตุ (อุ้ย)
นางสาวสุมณฑา สวนผลรัตน์ (จุ๋ม)




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.healthstation.in.th/action/viewvideo/1763/_



กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ และ อาสาสมัครกลุ่มบางเพลย์

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

10 FOTOS





10FOTOS มาเกี่ยวข้องกับกิจกรรม “บางปะกง สายน้ำแห่งชีวิต” และ “มหกรรมตะวันยิ้ม รักษ์บูรพาผ่านละคร” อย่างไร

10FOTOS เป็นทีมงานช่างภาพสารคดี ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวของแม่น้ำบางปะกง ที่แม้แต่เราชาวลุ่มน้ำบางปะกงเองก็ไม่เคยรู้เห็นมาก่อน ในความอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติที่งดงามของต้นน้ำอันก่อเกิดเป็นลำธาร แล้วรวมตัวกันเป็น สายน้ำ และเป็นแม่น้ำบางปะกงของเรา

ทั้งนี้ขอนำประวัติความเป็นมาของ10FOTOS มาเล่าสู่ดังนี้



10FOTOS (ชื่อเดิมHANUMAN PHOTOS) คือกลุ่มช่างภาพอาชีพชาวไทยจำนวน ๑๑ คน ซึ่งมุ่งมั่นที่จะเปิดเผยความจริงอันลุ่มลึกในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียสู่การรับรู้ของชาวโลก ด้วยภาพถ่ายแนวสารคดีและภาพข่าว ที่เท่าทันต่อสถานการณ์

ทุก ๆ การได้มาของภาพถ่ายจากช่างภาพ 10FOTOS มุ่งมั่นที่จะสะท้อนถึงลมหายใจ และจิตวิญญาณของประเทศไทยรวมทั้งภูมิภาคเอเชียอย่างรอบด้าน ครอบคลุมประเด็นด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม ด้วยฝีมือของช่างภาพที่มีผลงานปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก อาทิเช่น นิตยสาร Times, National geographic ฉบับภาษาไทย และภาษา Sweden, Denmark, Norwey และ Russia



ช่างภาพของ HANUMAN PHOTOS ผ่านการทำงานเพื่อถ่ายภาพให้กับองค์กรที่มีชื่อเสียงหลายแห่งอาทิเช่น WWF ประเทศไทย, Greenpeace, Unicef ฯลฯ

10FOTOS คือผู้ที่สามารถตอบสนองต่อการรับรู้ของผู้คนด้วยการทำงานที่เปี่ยมด้วยสัญชาตญาณอันเป็นหนึ่งเดียว คือโปรดปรานความท้าทาย มุ่งมั่น และลึกซึ้งในภารกิจ

10FOTOS เรายึดมั่นที่จะรังสรรค์โลกที่ดีกว่าด้วยภาพถ่าย



กลุ่มช่างภาพ 10FOTOS ทั้ง ๑๑ คน ประกอบด้วย
๑. Arun Roysri (อรุณ ร้อยศรี)
๒. Athit Perawongmetha (อธิษฐ์ พีระวงษ์เมธา)
๓. Baramee Temboonkiat (บารมี เต็มบุญเกียรติ)
๔. Bundit Chotsuwan (บัณฑิต โชติสุวรรณ)
๕. Chanklang Kanthong (จันทร์กลาง กันทอง)
๖. Nat Sumanatemeya (นัท สุมนเตมีย์)
๗. Piyavit Thongsa-Ard (ปิยวิทย์ ทองสอาด)
๘. Roengchai Kongmuang (เริงชัย คงเมือง)
๙. Roengrit Kongmuang (เริงฤทธิ์ คงเมือง)
๑๐. Wissanu Wisetputtasat (วิษณุ วิเศษพุทธศาสน์)
๑๑. Sittichai Jittatad (สิทธิชัย จิตตะทัต)



หมายเหตุ
ภาพที่นำมาประกอบเหล่านี้ เป็นเบื้องหลังการมาถ่ายทำสารคดีแม่น้ำบางปะกง



วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

"บางปะกง สายน้ำแห่งชิวิต" และ "มหกรรมตะวันยิ้ม รักษ์บูรพาผ่านละคร "





ในวันเสาร์ ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๗ ขอเชิญขาวฉะเชิงเทรา รวมทั้งท่านผู้รักสายน้ำบางปะกง  อีกทั้งท่านที่เดินทางมาเพื่อกราบสักการะหลวงพ่อพุทธโสธร และท่องเที่ยวเมืองฉะเชิงเทรา เมื่อเสร็จภาระกิจแล้ว ขอเชิญท่านทั้งหลาย ก่อนกลับบ้านลองแวะเลี้ยวรถเข้าสู่ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา และเลี้ยวอีกครั้งสู่ศาลาจัตุรมุข ซึ่งเป็นอาคารสีขาวเด่นเป็นสง่ากลางสนามหน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อร่วมกิจกรรม "บางปะกง สายน้ำแห่งชีวิต " และ "มหกรรมตะวันยิ้ม รักษ์บูรพาสู่ละคร " ตั้งแต่เวลา ๑๕.๐๐ น. เป็นต้นไป





“แม่น้ำบางปะกง” เปรียบดั่งสายเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล ที่มาตั้งหลักแหล่งอยู่ตลอดสองฟากฝั่งของสายน้ำ เป็นแหล่งผลิตอาหารอันแสนอุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ และเป็นแหล่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนที่สำคัญยิ่ง ด้วยเป็นพื้นที่ราบลุ่มชุ่มน้ำและอยู่ใกล้ทะเล จึงมีลักษณะพิเศษ เป็นระบบนิเวศ ๓ น้ำ มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม ก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และการประกอบอาชีพ ซึ่งถ่ายทอดเป็นวัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับสายน้ำนี้อย่างสันติสุขมาช้านาน


 แต่ปัจจุบัน เรือกสวนไร่นา ป่าชายเลนเริ่มหายไป ถูกแทนที่ด้วยโรงงานอุตสาหกรรม หมู่บ้านจัดสรร ศูนย์การค้า ท่าเรือขนถ่ายสินค้า ผู้คนต่างชาติ ต่างถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยกันเป็นจำนวนมาก น้ำในแม่น้ำบางปะกงเริ่มเน่าเสีย พื้นที่ชายฝั่งถูกรุกล้ำทำลายมากขึ้น ระบบนิเวศเสื่อมโทรม หากวันนี้เรายังไม่มีการรวมพลังกันเพื่อพิทักษ์พื้นที่แม่น้ำบางปะกงไว้ วันหน้าลูกหลานของเราจะยังมีมรดกธรรมชาติที่แสนอุดมสมบูรณ์และงดงามเหลืออยู่อีกหรือ ?




ผืนป่ารอยต่อ ห้าจังหวัด


 วิธีหนึ่งที่จะช่วยอนุรักษ์แม่น้ำบางปะกง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดถึงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงได้ก็คือ การผลักดันให้แม่น้ำบางปะกงได้ขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ไซต์หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับโลก ตามอนุสัญญาแรมซาร์หรืออนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์และยับยั้งการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำของโลก


จึงได้เกิดกลุ่มคนที่รวมพลังกัน เพื่อผลักดัน แม่น้ำบางปะกงเป็นแรมซาร์ไซต์ และกลุ่มได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ เดือนมกราคม ๒๕๕๖ จวบจนวันนี้ กิจกรรมล่าสุดก็คือกิจกรรม "บางปะกง สายน้าแห่งชิวิต " และ "มหกรรมตะวันยิ้ม รักษ์บูรพาผ่านละคร "




ผลงานของ10 FOTOS


 กำหนดการของกิจกรรม "บางปะกง สายน้าแห่งชิวิต " และ "มหกรรมตะวันยิ้ม รักษ์บูรพาผ่านละคร "

บางปะกงมีมากกว่าที่คิด

๑๕.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. - ชมละครเยาวชน ๖ เรื่อง จาก โครงการเรียนรู้บูรพาผ่านละคร (คั่นด้วยการแสดงดนตรี และ กิจกรรมอื่นๆ)

- เสวนาในหัวข้อ “จาก โครงการเรียนรู้บูรพาผ่านละคร สู่ การรักษาภาคตะวันออก”

๑๘.๐๐ - ๑๙.๐๐ น. - 10 FOTOS คุยถึงการถ่ายทำสารคดี “บางปะกง สายน้ำแห่งชีวิต” และชมสารคดีตัวอย่าง

กิจกรรม
- นิทรรศการภาพถ่ายชุด “บางปะกง สายน้ำแห่งชีวิต” โดย 10 FOTOS
- มุมเยาวชนโครงการเรียนรู้บูรพาผ่านละคร
- มุมดนตรีเพื่อ(สายน้ำแห่ง)ชีวิต
- มุมของระลึกที่จะทำให้นึกถึงบางปะกง สายน้ำแห่งชีวิต
- มุมอาหารพื้นบ้าน




การแสดงละคร บางปะกง สายน้ำแห่งมังกร โดย กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์


วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

พระอานนท์ ๒๐




ขอขอบคุณภาพวาดของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

พระอานนท์มีบทสนทนาธรรมกับพระสาวกอื่นและเทศน์โปรดพุทธบริษัทพราหมณ์และปริพาชก

เนื่องจากท่านเป็นพหูสูต เป็นธรรมภัณฑาคารก ท่านจึงได้เป็นที่ปรึกษาของเพื่อนภิกษุ อุบาสกและอุบาสิกา ตลอดจนพวกพราหมณ์ ปริพาชกนักบวชนอกพระศาสนา ดังจะได้ยกมาเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้
(ภัณฑาคาร-โรงไว้ของ, คลังเก็บของ, ห้องเก็บของ)

เทศน์โปรดพระภัททะ สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์กับท่านพระภัททะ อาศัยอยู่ที่กุกกุฏารามใกล้เมืองปาฏลีบุตร
เย็นวันหนึ่ง ท่านพระภัททะออกจากที่พักผ่อน เข้าไปหาท่านพระอานนท์ เรียนถามท่านว่าพระพุทธเจ้าตรัสศีลที่เป็นกุศลไว้เพื่อประสงค์อะไร?
ท่านพระอานนท์กล่าวชมเชยท่านพระภัททะว่าเป็นคนช่างคิด ช่างถาม และได้ตอบว่า พระพุทธองค์ตรัสไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔



ขอขอบคุณภาพจากwww.hdwallpapersinn.com

พระภัททชิเทศน์โปรดพระอานนท์

สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์พักอาศัยอยู่ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพีท่านพระภัททชิได้เข้าไปหาท่านถึงที่พัก
ท่านได้ถามท่านพระภัททชิว่า บรรดาการเห็นทั้งหลาย การเห็นชนิดไหนเป็นยอด บรรดาการได้ยินทังหลาย การได้ยินชนิดไหนเป็นยอด บรรดาสัญญาทั้งหลาย สัญญาชนิดไหนเป็นยอด บรรดาภพทั้งหลายภพชนิดไหนเป็นยอด
ท่านพระภัททชิตอบว่า เห็นพระพรหมชื่อว่าเป็นยอดของการเห็น
ได้ยินเสียงของเหล่าเทพอาภัสสระ ชื่อว่าเป็นยอดของการได้ยิน
ความสุขของเหล่าเทพสุภกิณหะ เป็นยอดของความสุข
การเข้าถึงอากิญจัญญายตนภพ เป็นยอดของสัญญาการเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ เป็นยอดของภพ


ขอขอบคุณภาพจากwww.fanpop.com

ท่านพระอานนท์กล่าวว่า คำตอบของท่านพระภัททชินี้ สมกับคำของชนส่วนมากเขากล่าวกัน
ท่านพระภัททชิจึงขอให้ท่านพระอานนท์อธิบายให้ฟัง
ท่านจึงกล่าวว่า การเห็นตามเป็นจริง เป็นยอดของการเห็น
ได้ยินตามเป็นจริง เป็นยอดของการได้ยิน
ได้สุขตามเป็นจริง เป็นยอดของสุข
สัญญาตามเป็นจริง เป็นยอดของสัญญา
เป็นอยู่ตามเป็นจริงเป็นยอดของภพ



ขอขอบคุณภาพจากwww.dingtwist.com

เทศน์โปรดคฤหบดี
สมัยหนึ่ง ขณะที่ท่านพักอาศัยอยู่ที่โฆสิตาราม ใกล้นครโกสัมพีโฆสิต คฤหบดีได้เข้าไปหาท่าน แล้วเรียนถามท่านเกี่ยวกับความแตกต่างแห่งธาตุที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง?

ท่านพระอานนท์ตอบว่าจักขุธาตุ โสตธาตุ ฆานธาตุ ชิวหาธาตุ กายธาตุ มโนธาตุ เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนา



ขอขอบคุณภาพจากwaiting-for-wings.deviantart.com

เทศน์โปรดอุณณาภพราหมณ์

อีกสมัยหนึ่ง ขณะที่ท่านพระอานนท์พักอาศัยอยู่ที่โฆสิตารามใกล้นครโกสัมพี พราหมณ์คนหนึ่งชื่ออุณณาภะ ได้เข้าไปหาท่านถึงที่พัก แล้วเรียนถามท่านว่า ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดม เพื่อประโยชน์อะไร? ท่านตอบว่า เพื่อละฉันทะ อุณณาภพราหมณ์ถามต่อไปว่า ข้อปฏิบัติให้ละฉันทะมีด้วยหรือ? ท่านตอบว่า "มี" และอธิบายว่าวิธีละฉันทะนั้นต้องเจริญอิทธิบาท ๔ คือ ฉันทสมาธิและปธานสังวร วิริยสมาธิและปธานสังวร จิตตสมาธิและปธานสังวร วิมังสาสมาธิและปธานสังวร

อุณณาภพราหมณ์แย้งว่า จะเอาฉันทะไปละฉันทะได้อย่างไร? ท่านอธิบายว่า เหมือนกับอุณณาภะนี่แหละ เมื่อก่อนจะมาสู่อารามก็มีความพอใจ มีความเพียร มีความคิด มีความตรึกตรอง ว่าเราจะไปอาราม ครั้นไปถึงอารามแล้วความพอใจก็ระงับไปความเพียรก็ระงับไปความคิดก็ระงับไป ความตรึกตรองก็ระงับไป ข้อนี้เปรียบเหมือนกับภิกษุผู้เป็นพระขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ในเบื้องต้นก็มีความพอใจ ความเพียร ความคิด ความตรึกตรองเพื่อให้บรรลุอรหันต์ ครั้นบรรลุอรหันต์แล้ว ความพอใจ ความเพียร ความคิด ความตรึกตรองก็ระงับไป
พอท่านกล่าวจบ ท่านอุณณาภ พราหมณ์มีความพอใจมากกล่าวคำชมเชย และขอแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต


ขอขอบคุณภาพจากwww.lakeviewkakadu.com.au

เทศน์โปรดสาวกของอาชีวก
ครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านพักอาศัยอยู่ที่โฆสิตาราม ใกล้นครโกสัมพีสาวกของอาชีวกคนหนึ่งเข้าไปหาท่าน ไหว้แล้วถามท่านว่า คนพวกไหนได้กล่าวธรรมไว้ดีแล้ว คนพวกไหนได้ปฏิบัติธรรมดีแล้ว คนพวกไหนดำเนินไปดีแล้วในโลก ท่านตอบว่า คนพวกใดก็ตามแสดงธรรมเพื่อละราคะ โทสะ โมหะ คนพวกนั้น ชื่อว่า กล่าวธรรมไว้ดีแล้ว คนพวกใดปฏิบัติธรรมเพื่อละ ราคา โทสะ โมหะ คนพวกนั้นชื่อว่าปฏิบัติธรรมดีแล้ว คนพวกใดละ ราคะ โทสะ โมหะ ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดุจตาลยอดด้วน คนพวกนั้นชื่อว่าดำเนินไปดีแล้วในโลก

ท่านสาวกอาชีวกคนนั้นพอใจธรรมนี้มาก ได้กล่าวว่าท่านพระอานนท์ กล่าวธรรมไม่ยกธรรมของตน ไม่รุกรานธรรมของผู้อื่นเป็นการเทศนาเฉพาะเหตุผล ไม่ได้นำตนเข้าไป กล่าวแต่เนื้อ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.dharma-gateway.com/monk/great_monk/pra-anon-02.htm

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

พระฉันนะ ๓



พระฉันนะ


ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.kammatan.com/board/index.php?topic=250.15

เกร็ดประวัติพระฉันนะ จากหนังสือ ตามรอยกรรม พระอานนท์พุทธอนุชา

หลังจากการปฐมสังคายนาอานนท์เถระ ได้ไปยัง โฆสิตตาราม เมืองโกสัมพี ซึ่งเป็นที่พำนักของพระฉันนะ โดยประชุมท่ามกลางสงฆ์ ที่ไม่มีพระฉันนะอยู่ด้วยว่า

“ ผู้อาวุโสทั้งหลาย! นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป พระฉันนะต้องการทำอย่างใด จะพูดอย่างใด และปฏิบัติประพฤติอย่างใด ก็ปล่อยให้ทำได้ตามอัธยาศัย ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวตักเตือน ไม่พึงสนทนาปราศรัย หากจำเป็นต้องพูด ก็จงพูดเฉพาะกิจที่จำเป็น นี่คือพุทธบัญชาให้กระทำต่อพระฉันนะจงปฏิบัติตามพุทธประสงค์เถิด”

เมื่อกล่าวตัดสินลงทัณฑ์เสร็จสิ้น พระอานนท์กล่าวถึงธรรมที่พุทธองค์ตรัสกับท่านไว้ว่า
“อานนท์” ในธรรมวินัยนี้ เราตถาคตจะไม่ทำกับพวกเธออย่างทะนุถนอม แต่จะทำอย่างช่างหม้อทำกับหม้อดินที่ยังเปียกอยู่ ด้วยการทุบตี ตบแต่งกระทุ้งแล้ว กระทุ้งอีก อานนท์เอย เราจักทำกับภิกษุด้วยการขนาบแล้ว ขนาบอีกไม่หยุดหย่อน เราจักชี้ให้ให้เห็นโทษภัยของกิเลส ตัณหา อุปาทานในขันธ์ทั้งห้าไม่หยุดหย่อน ด้วยหวังให้ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์เป็นสำคัญ ผู้ใดเห็นสาระเห็นคุณประโยชน์ผู้นั้นจักทนต่อการกระหนาบ และจักทนอยู่ในธรรมวินัยนี้”

พระอานนท์กล่าวต่อในที่ประชุมสงฆ์ว่า “ท่านอาวุโสทั้งหลาย ด้วยประการละฉะนี้ ข้าพเจ้าขอประกาศพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ เพื่อเธอจักได้สำนึกตน ปฏิบัติตนในทางที่ชอบเป็นสัมมาทิฏฐิต่อไป”



ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.ploengarden.com/product/293/forget-me-not

ข่าวการลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะแพร่กระจายไปอย่างไฟลามทุ่ง
ไฟพรหมทัณฑ์นี้ พุ่งไปยังที่กุฎีของพระฉันนะผู้คอยเงี่ยโสตฟังอยู่ ผลการประชุมที่มีพระอานนท์เป็นประธานคงมีอะไรพิเศษเป็นแน่ ด้วยความอยากรู้ว่าคณะสงฆ์ประชุมเรื่องอะไรกัน วันนี้ทำไมเงียบสงัดนัก หามีผู้ใดผ่านกุฎีที่พักตนไม่ ครั้นอนรนทนไม่ไหว จึงชะโงกหน้าออกไปแลเห็นสามเณรน้อยองค์หนึ่ง พยายามเดินเลี่ยงเฉียดไป จึงเรียกเณรน้อยมาไต่ถามว่าวันนี้มีการประชุมเรื่องอะไร สามเณรน้อยจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง

“พระฉันนะผู้เจริญ การประชุมสงฆ์วันนี้ มีพระอานนท์พุทธอนุชาผู้เป็นพุทธอุปฐาก ได้รับพุทธบัญชามาให้กระทำลงโทษท่านด้วยวิธีให้คณะสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ โดยให้ภิกษุสงฆ์พร้อมใจกันไม่พูดคุยสนทนาไม่ว่ากล่าวตักเตือน ไม่ทำการสั่งสอน หากพระฉันนะต้องการทำอะไรก็จงปล่อยให้ทำตามประสงค์”

พระฉันนะได้ฟังแล้วก็บังเกิดสลดสังเวชในดวงจิต ถึงกับสลบไปถึงสามครั้ง เมื่อฟื้นจากสลบแล้วก็เริ่มทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ตนเข้ามาบวชตั้งแต่ต้นอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ที่ตนเคารพรักบูชาสูงสุดเคยตักเตือนหลายครั้ง แต่ตัวเรานี้หาเชื่อฟังพระองค์ไม่ แต่เหล่าศากยบุตรและศากยาณีทั้งหลายที่เข้ามาบวช ต่างบรรลุมรรคผลนิพพานจำนวนมากมาย อันตัวเรานี้ถือว่าว่าเป็นสหชาติมาเกิดร่วมสมัยกับพระพุทธองค์เพื่อทำความดี แต่มัวอวดตัวถือดีมีทิฏฐิ ไม่ขวนขวายหาความดีที่เป็นยอดยิ่งของความดี ไม่สนใจจะศึกษาปฏิบัติธรรม วัน ๆ ไม่ทำกิจการงานอะไร ปล่อยวันเวลาให้สูญเปล่าล่วงเลยไปไร้ประโยชน์ เวลาผ่านไปเท่าไร อายุเราก็ลุถึง ๘๐ ปี กว่าแล้ว ร่างกายสังขารนี้จะจบสิ้นเมื่อวันได้เราก็ไม่รู้...

นี่คือจิตสำนึกของพระฉันนะผู้เฒ่า เริ่มมองเห็นและเข้าใจใจเจตนารมณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชะรอยการลงพรหมทัณฑ์มีพุทธประสงค์ที่แท้จริงเพื่อจะสงเคราะห์เราให้ดวงตาเห็นธรรม จึงขอร้องพระอานนท์ได้ช่วยอนุเคราะห์เทศนาธรรมที่ควรแก่จริต ด้วยคำวิงวอนว่า


ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.ploengarden.com/product/293/forget-me-not

“ข้าแด่ท่านอานนท์ ผู้เจริญ ขออย่าให้กระผมฉิบหายเลย”

พระอานนท์กล่าวขึ้นว่า ท่านฉันนะ ดีแล้ว ดีแล้ว ท่านละความเห็นผิดจากมิจฉาทิฏฐิ กลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิ จึงช่วยสงเคราะห์เทศนาธรรมที่เป็นอริยธรรมนำไปสู่การบรรลุมรรคผลตามลำดับคือ


ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.ploengarden.com/product/293/forget-me-not

อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางเดินมรรคาไปสู่พระนิพพาน
รักษาศีลปาฏิโมกข์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์
สำรวมในอินทรีย์ให้คุมครองในอินทรีย์ทั้ง ๖
รู้จักประมาณตนในการบริโภค
จงเร่งปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องตื่น
มีหิริ โอตัปปะ
ปลีกกายหลีกเร้นปราศจากการคลุกคลี หาที่สงบไม่พลุกพล่านให้ห่างจากหมู่คณะ
เจริญญาณด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ครั้นสติตั้งมั่นแล้ว ให้เจริญวิปัสสนาญาณอันด้วย กายคตาสติปัฏฐาน ประกอบด้วย
๑. สติปัฏฐาน ๔
๒. สัมมัปธาน ๔
๓. อิทธิบาท ๔
๔. อินทรีย์ ๕
๕. พละ ๕
เมื่อปฏิบัติถึงขั้นนี้แล้ว องค์ธรรม คือ โพชฌงค์ ๗ จะเกิดขึ้น จนเห็นแจ้งใน ปฏิจจสมุบาท


เมื่อพระฉันนะฟังธรรมโดยย่อจากพระอานนท์แล้ว เกิดความเลื่อมใส ปิติปราโมทย์ ก้มกราบพระอานนท์ กลับสู่ที่พำนักเร่งบำเพ็ญเพียรภาวนา สำเร็จพระอรหันต์ขีณาสพทรงคุณด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ภายใน ๑๕ วัน


ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.turtlepuddle.org/alaskan/butterfly8.html

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://kraap-pra.blogspot.com/2012/09/blog-post_9.html

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

พระฉันนะ ๒





ขอขอบคุณภาพจาก www.kammatan.com/board/index.php?topic=250.15

พระฉันนะเป็นผู้ว่ายากจึงทำให้เกิดวินัยบัญญัติสังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๗
เรื่องพระฉันนะ

โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ วัดโฆสิตารามเขตพระนครโกสัมพี

ครั้งนั้น คฤหบดีอุปัฏฐากของท่านพระฉันนะ ได้กล่าวกะท่านว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าโปรดตรวจดูสถานที่สร้างวิหาร กระผมจักให้สร้างวิหารถวายพระคุณเจ้า

จึงท่านพระฉันนะให้แผ้วถางสถานที่สร้างวิหาร ให้โค่นต้นไม้อันเป็นเจดีย์ต้นหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านชาวนิคม ชาวนคร ชาวชนบท ชาวรัฏฐะ พากันบูชา
คนทั้งหลายพากัน เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จึงให้โค่นต้นไม้อันเป็นเจดีย์ ซึ่งชาวบ้านชาวนิคม ชาวนคร ชาวชนบท ชาวรัฏฐะ พากันบูชาเล่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเบียดเบียนอินทรีย์ชนิดหนึ่งซึ่งมีชีพ

ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาผู้ที่มีความมักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ย่อมเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ท่านพระฉันนะจึงให้โค่นต้นไม้อันเป็นเจดีย์ ซึ่งชาวบ้านชาวนิคม ชาวนคร ชาวชนบท ชาวรัฏฐะ พากันบูชาเล่า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคประชุมสงฆ์ทรงบัญญัติสิกขาบท



ขอขอบคุณภาพจาก http://1ms.net/forgetmenot-436885.html

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระฉันนะว่า

"ดูกรฉันนะ ข่าวว่า เธอให้เขาโค่นต้นไม้อันเป็นเจดีย์ ซึ่งชาวบ้าน ชาวนิคม ชาวนคร ชาวชนบท ชาวรัฏฐะ พากันบูชา จริงหรือ?

ท่านพระฉันนะทูลรับว่า "จริง พระพุทธเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า
ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเธอจึงได้ให้โค่นต้นไม้ อันเป็นเจดีย์ ซึ่งชาวบ้าน ชาวนิคม ชาวนคร ชาวชนบท ชาวรัฏฐะ พากันบูชาเล่า เพราะมนุษย์มีความสำคัญในต้นไม้ว่ามีชีพ ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั้น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระฉันนะ โดยอเนกปริยายดังนี้แล้วตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า





ขอขอบคุณภาพจากhttp://1ms.net/forgetmenot-436885.html

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ
เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อข่มบุคคลผู้เก้ออยาก ๑
เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑
เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑
เพื่อกำจัดอาสวะ อันจักบังเกิดในอนาคต ๑
เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑
เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑
เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
เพื่อถือตามพระวินัย ๑
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้"






ขอขอบคุณภาพจากhttp://1ms.net/forgetmenot-436885.html


ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.phutthathum.com/พระพุทธเจ้า/ปรินิพพาน/ทรงตรัสให้พระภิกษุลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะ ที่มา : เนื้อความพระไตรปิฏก เล่ม ๑ หน้า ๖๕๔-๖๕๕ บรรทัดที่ ๑๖๙๙๔-๑๗๐๓๒

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

พระฉันนะ ๑





ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.dhammatalks.net/Articles/Life_of_the_Buddha_in_Pictures.htm

ในคืนที่พระราหุลประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงเปล่งวาจาว่า “ราหุลํ ชาตํ พนฺธนํ ชาตํ” แปลว่า “บ่วงเกิดขึ้นแล้ว พันธนาการเกิดขึ้นแล้ว”

จึงทรงปลุกนายฉันนะให้เตรียมม้ากัณฐกะ พาพระองค์ผู้ที่อยากจะข้ามพ้นจากวัฎฎะสงสาร ออกจากพระราชวัง พระองค์ทรงม้ากัณฐกะพร้อมด้วยนายฉันนะเสด็จสู่ฝั่งแม่น้ำอโนมา

ทรงปลงพระโมลี ที่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น แล้วสั่งให้นายฉันนะเอาเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องทรงในวรรณะกษัตริย์ พร้อมทั้งม้ากัณฐกะกลับไปยังพระราชวัง เพื่อกราบทูลแก่พระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดา

ครั้งนั้นนายฉันนะกราบทูลขอติดตามพระองค์ แต่พระองค์ทรงห้ามไว้
แต่ขณะที่นายฉันนะเดินทางกลับนั้น ด้วยความรักความผูกพันที่ม้ากัณฐกะมีต่อพระองค์ ม้ากัณฐกะไม่สามารถทนต่อการพลัดพรากจากพระองค์ได้ ม้ากัณฐกะจึงอกแตกตาย

นายฉันนะก็เดินร้องไห้กลับไปยังพระราชวัง แล้วนำเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องทรงกษัตริย์ของเจ้าชายสิทธัตถะถวายแก่พระเจ้าสุทโธทนะ แล้วกราบทูลต่อพระเจ้าสุทโธทนะ



ขอขอบคุณภาพจาก http://www.kidsdee.org/biography-of-Lord-Buddha.php

หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และทรงบำเพ็ญพระบารมีได้ระยะหนึ่ง พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้กาฬุทายีอำมาตย์ ไปทูลเชิญพระพุทธองค์เสด็จกลับวัง เพื่อโปรดพระประยูรญาติ ในครั้งนั้น มีพระประยูรญาติหลายพระองค์เสด็จออกบวชตาม รวมทั้งนายฉันนะด้วย เพราะเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์

นายฉันนะเป็นผู้ที่คิดว่าตนเองนั้นเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับพระพุทธองค์ รับใช้ใกล้ชิดสนิทสนมกลมเกลียว
และสิ่งที่ฉันนะภูมิใจมากก็คือ ในคืนที่ตนพาพระพุทธองค์ขณะที่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ออกผนวชได้

ความเย่อหยิ่งคือทิฏฐิมานะ เมื่อบวชแล้วจึงทำให้พระฉันนะไม่ได้บำเพ็ญสมณะธรรมใด ๆ แม้พระภิกษุสงฆ์อย่างพระอัครสาวกทั้ง ๒ คือพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรก็เห็นว่าพระฉันนะหลังจากบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว วัน ๆ หนึ่งไม่เห็นทำอะไรที่เป็นโล้เป็นพาย แม้แต่การสำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย พระฉันนะได้แต่เตร็ดเตร่เดินเข้าไปใกล้เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์แสดงตนเป็นคนสนิทของพระพุทธองค์
พระฉันนะเอาแค่ถือตัวถือตน ไม่ยอมทำตามผู้ใดแม้แต่พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะผู้เป็นอัครสาวกฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย ตลอดถึงพระพุทธองค์เอง พระฉันนะก็ไม่ยอมประพฤติตามทำให้หมู่สงฆ์หนักใจ




ขอขอบคุณภาพจากhttp://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2011/08/Y10951852/Y10951852.html

ท่านพระฉันนะนั้นมักว่ากระทบกระแทกพระอัครสาวกทั้งสองว่า
"เราเมื่อตามเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์(ออกบวช)กับพระลูกเจ้าของเราทั้งหลายในเวลานั้น มิได้เห็นผู้อื่นแม้สักคนเดียว,
แต่บัดนี้ ท่านพวกนี้เที่ยวกล่าวว่าเราชื่อสารีบุตร,เราชื่อโมคลัลลานะ, พวกเราเป็นอัครสาวก."

พระพุทธองค์ทรงสดับข่าวนั้นแต่สำนักภิกษุทั้งหลายแล้วก็ทรงตรัสเรียกพระฉันนะมาอบรม พระพุทธองค์ตรัสกับพระฉันนะ โดยตรัสเตือนว่า
"ฉันนะ ชื่อว่าอัครสาวกทั้งสองเป็นกัลยาณมิตร เป็นสัตตบุรุษชั้นสูงของภิกษุทั้งหลาย, เธอจงเสพ จงคบกัลยาณมิตรเห็นปานนี้"
ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
น ภเช ปาปเก มิตฺเต น ภเช ปุริสาธเม
ภเชถ มิตฺเต กลฺยาเณ ภเชถ ปุริสุตฺตเม.
บุคคลไม่ควรคบปาปมิตร ไม่ควรคบบุรุษต่ำช้า
ควรคบกัลยาณมิตร ควรคบบุรุษสูงสุด.



ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.kunkroo.com/catalog.php?idp=91


ฝ่ายพระฉันนเถระ แม้ได้ฟังพระโอวาทแล้ว ก็ยังด่าขู่พวกภิกษุอยู่อีกเหมือนก่อนนั่นเอง.แม้พวกภิกษุก็กราบทูลแด่พระพุทธองค์อีก. พระพุทธองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรามีชีวิตอยู่พวกเธอจักไม่อาจเพื่อให้ฉันนะสำเหนีกได้ แต่เมื่อเราปรินิพพานแล้วจึงอาจ”

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว หลังจากนั้นพระฉันนะก็ยังคงทำท่ายโสโอหังด้วยทิฏฐิมานะอย่างดื้อด้านเช่นเดิม วันใดที่เดินผ่านพระสารีบุตรหรือพระโมคคัลลานะ พระฉันนะก็ยังคงพูดจาแบบเดิม

พระพุทธองค์ทรงเรียกพระฉันนะมาเตือนอยู่ถึง ๓ ครั้ง
พระฉันนะไม่เคยเชื่อฟังนะ แต่เพียงแต่จะแสดงลับหลังพระพุทธองค์
ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงดับขันธ์ พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า
“อานนท์ จงลงพรหมทัณฑ์ฉันนะเสีย ขณะที่เรายังคงมีชีวิตอยู่ ฉันนะจะไม่เชื่อฟัง หลังจากที่ตถาคตดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ให้พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปทำพรหมทัณฑ์พระฉันนะ”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=16&p=3 http://kraap-blogspot.com/2012/09/blog-post_9.html
 http://www.dhammahome.com/webboard/topic/20254 https://www.facebook.com/meritgroup.vichee/posts/657326287626720

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

พระอานนท์และพระฉันนะ




ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.dhammatalks.net/Articles/Life_of_the_Buddha_in_Pictures.htm

ในบรรดาพระภิกษุที่ว่ายากสอนยากนั้น ไม่มีใครเกินพระฉันนะ พระฉันนะหรือเดิมชื่อนายฉันนะ เป็นผู้ที่เกิดพร้อมเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ เป็นผู้รับใช้ใกล้ชิด ในยามที่เจ้าชายออกบวชก็ออกตามเสด็จพร้อมด้วยม้ากัณฐกะ อีกทั้งมีชื่อว่าเป็น สหชาติ (ผู้เกิดในเวลาเดียวกันพร้อมกัน) เพราะอย่างนี้ จึงได้หยิ่งทะนงตนเองว่าเป็นคนใกล้ชิดพระพุทธองค์มาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่ค่อยยอมรับการว่ากล่าวตักเตือนจากพระรูปอื่น

พระฉันนะชอบด่าพระอัครสาวกสองท่านคือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ว่า

 "อันตัวเรานั้นเป็นผู้เดินทางไปพร้อมกับพระพุทธองค์ในคราวท่านออกผนวช ส่วนพระสองรูปนี้กลับเที่ยวประกาศตนว่า เป็นพระสารีบุตรบ้าง เป็นพระโมคคัลลานะบ้าง เที่ยวประกาศตนว่าเป็นพระอัครสาวก"

พระพุทธเองค์ทรงทราบ ก็เรียกมาว่ากล่าวตักเตือน พระฉันนะก็นิ่งรับฟัง พอพระพุทธองค์เสด็จไป ก็เริ่มด่าพระอัครสาวกอีก แม้พระพุทธองค์จะเรียกมาตักเตือนอีกจนถึงครั้งที่ ๓ ว่า พระอัครสาวกทั้งสองรูปเป็นกัลยามิตรที่ดี เป็นผู้ประเสริฐ จงคบกัลยาณมิตรเพื่อนผู้ดีงามเช่นนี้เถิด แม้กระนั้น พระฉันนะได้ฟังโอวาทแล้วก็ยังไม่เชื่อฟัง ยังคงด่าพระอัครสาวกอีกต่อไป

พระพุทธองค์จึงตรัสแก่บรรดาพระภิกษุว่า ภิกษุทั้งหลาย ขณะที่เรายังคงอยู่ พวกเธอคงไม่อาจอบรมสั่งสอนฉันนะได้ แต่เมื่อเราปรินิพพานไปแล้ว จึงจะสามารถทำได้ พระอานนท์จึงกราบทูลถามว่า จะให้ทำเช่นไรต่อพระฉันนะ พระองค์จึงได้ตรัสว่า ให้ลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนะ

ครั้นพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว พระสงฆ์ก็ประกาศลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ



ขอขอบคุณภาพจากwww.dhammajak.net

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปยังวัดโฆสิตาราม ครั้นแล้วนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ ท่านพระฉันนะเข้าไปหาท่านพระอานนท์อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระอานนท์ได้กล่าวกะท่านพระฉันนะผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า

ท่านฉันนะ  " สงฆ์ลงพรหมทัณฑ์แก่ท่านแล้ว ฯ "

พระฉันนะ  "ท่านพระอานนท์ ก็พรหมทัณฑ์เป็นอย่างไร"

พระอานนท์ "ท่านฉันนะ ท่านปรารถนาจะพูดคำใด พึงพูดคำนั้น ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงว่ากล่าว ไม่พึงตักเตือน ไม่พึงพร่ำสอนท่าน"

พระฉันนะ " ท่านพระอานนท์ ด้วยเหตุเพียงที่ภิกษุทั้งหลายไม่ว่ากล่าว ไม่ตักเตือนไม่พร่ำสอนข้าพเจ้านี้ เป็นอันสงฆ์กำจัดข้าพเจ้าแล้วมิใช่หรือ "

แล้วพระฉันนะก็สลบล้มลงณ ที่นั้นเอง




ขอขอบคุณภาพจากwww.dhammajak.net


ต่อมา ท่านพระฉันนะ อึดอัด ระอา รังเกียจอยู่ด้วยพรหมทัณฑ์ จึงหลีกออกอยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ไม่นานเท่าไรนัก ได้ทำให้แจ้งซึ่งคุณพิเศษอันยอดเยี่ยม เป็นที่สุดพรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชโดยชอบต้องประสงค์ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ด้วยตนเองในปัจจุบันนี้แหละเข้าถึงอยู่แล้ว ได้รู้ชัดแล้วว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี

ก็แล ท่านพระฉันนะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ครั้นท่านพระฉันนะบรรลุพระอรหัตแล้ว เข้าไปหาท่านพระอานนท์แล้วกล่าวว่า ท่านพระอานนท์ ขอท่านจงระงับพรหมทัณฑ์แก่ผมในบัดนี้เถิด

ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ท่านฉันนะ เมื่อใด ท่านทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตแล้ว เมื่อนั้นพรหมทัณฑ์ของท่านก็ระงับแล้ว ฯ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/s.php?B=7&A=7616&Z=7637
https://www.gotoknow.org/posts/140929

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

พระอานนท์ ๑๘




ขอขอบคุณภาพจากwww.lacamomille.com

นอกจากหน้าที่อุปัฏฐากประจำองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิดแล้ว ท่านพระอานนท์ ยังปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ อีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า

งานรับสั่ง
เช่นพระพุทธองค์รับสั่งให้ท่านไปประกาศคว่ำบาตรแก่วัฑฒลิจฉวี เพราะเหตุที่วัฑฒลิจฉวีได้สมรู้ร่วมคิดกับพระเมตติยะ และพระภุมมชกะ กล่าวใส่ร้ายท่านพระทัพพมัลลบุตร ว่า เสพเมถุนธรรมกับชายาของท่าน
รับสั่งให้ท่านนำนางยักษิณีเข้าเฝ้า เพื่อระงับการจองเวรจองผลาญกันและกัน
รับสั่งให้ท่านเรียกพระภิกษุสงฆ์ที่นครเวสาลีเข้าประชุมเพื่อฟังอานาปานสติ รับสั่งให้ท่านแจ้งข่าวแก่พวกมัลลกษัตริย์ กรุงกุสินาราว่า พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานที่ป่าไม้สาละ ณ ราตรีนั้น เป็นต้น



งานมอบหมาย
มีข้อมูล ถึงการเข้าพระราชวังพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเลื่อมใสศรัทธาต่อพระพุทธองค์ ได้ทูลนิมนต์พระพุทธองค์ สองครั้งคือ ทรงพระประสงค์จะถวายนิตยภัตรแก่พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์เป็นประจำทุกวัน พระพุทธองค์ตรัสว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่รับนิตยภัตรประจำในที่แห่งเดียว เพราะมีคนจำนวนมากต้องการจะทำบุญกับพระพุทธองค์ จึงหวังจะให้เสด็จไปหาตนกันทั้งนั้น เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบดังนั้น จึงทูลขอพระภิกษุ ๑ รูปให้ไปรับนิตยภัตรของพระองค์ พระผู้มีพระภาค จึงทรงมอบภาระนี้ให้แก่ท่านพระอานนท์ เมื่อได้รับมอบหมายแล้ว ท่านก็ไปรับเป็นประจำ แม้ว่าในตอนหลัง ๆ พระเจ้าปเสนทิโกศล จะทรงลืมสั่งให้คนจัดนิตยภัตรถวายไปบ้าง แต่ท่านก็ยังไปอยู่เป็นประจำ

ครั้งที่สอง
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงพระประสงค์จะให้พระนางมัลลิกาเทวี และพระนางวาสภขัตติยา พระมเหสีของพระองค์ได้ศึกษาธรรม จึงทูลนิมนต์ให้พระพุทธองค์กับภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป ไปสอนธรรมแก่พระมเหสีทั้งสองพระพุทธองค์ตรัสบอกข้อขัดข้องดังกล่าวแล้วข้างต้น พระพุทธองค์ก็มอบหมายให้ท่านพระอานนท์รับภาระหนี้ ไปกับพระภิกษุอื่น

ปรากฏว่าพระเถระเจ้าหายไปทีละรูปสองรูป จนเหลือพระอานนท์รูปเดียว ที่ท่านหายไป ก็เพราะพระราชาก็ดี พระมเหสีทั้งหลายก็ดี ไม่ค่อยเอาพระทัยใส่ แรก ๆ ก็ดีอยู่มากันพร้อมหน้า ตั้งอกตั้งใจฟังธรรม นาน ๆ เข้าก็ขาดหายไปทีละองค์สององค์ พระราชาเองพระราชกรณียกิจก็มาก ตกลงเหลือเฉพาะพระนางมัลลิกา พระมเหสีองค์หนึ่งและบริวารไม่กี่คน และพระคุณเจ้าที่ไปประจำคือพระอานนท์เถระความทราบถึงพระพุทธองค์
พระองค์ทรงตรัสสรรเสริญว่า พระอานนท์เถระเป็น “ การณวสิโก” แปลกันว่า เป็นผู้หนักในเหตุผล

และในตอนที่จะเสด็จปรินิพพาน ได้ทรงมอบหมายให้ท่านลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ เมื่อพระองค์นิพพานไปแล้วในฐานหัวดื้อไม่ยอมเชื่อฟังคำตักเตือนของพระอัครสาวก และเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วท่านก็ได้ไปลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ สำเร็จตามที่ทรงมอบหมายไว้




พระพุทธองค์ตรัสให้พระภิกษุลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะ
เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมโปรดสุภัททะปริพาชก จนได้สำเร็จพระอรหันต์ปัจฉิมสาวก

พระอานนท์เถระ ได้ทูลถามพระบรมศาสดาว่า
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระฉันนะถือตัวว่า เป็นข้าเก่า ติดตามพระองค์ คราวเสด็จสู่มหาภิเนกษกรม เป็นผู้ว่ายาก ไม่รับโอวาทใคร ๆ แม้จะกรุณาเตือน เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว จักเป็นผู้ว่ายากยิ่งขึ้น ด้วยหาผู้ยำเกรงมิได้ ข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติแก่ท่านอย่างไร ในกาลเมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว”

พระพุทธองค์ตรัสว่า
“อานนท์ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์พึงลงพรหมทัณฑ์ แก่ฉันนะเถิด” พระอานนท์เถระ ได้ทูลถามพระบรมศาสดาว่า
“พรหมทัณฑ์ เป็นไฉนเล่า พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ตรัสว่า
“อานนท์ การลงพรหมทัณฑ์ นั้น คือ ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงว่ากล่าว ไม่พึงโอวาท ไม่พึงสั่งสอนเลย ไม่พึงเจรจาคำใด ๆ ด้วยทั้งสิ้น เว้นแต่คำอันเป็นกิจธุระโดยเฉพาะ อานนท์ เมื่อฉันนะถูกสงฆ์พรหมทัณฑ์แล้ว จักสำนึกในความผิด และสำเหนียกในธรรมวินัย เป็นผู้ว่าง่าย ยอมรับโอวาท ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล”

แล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสแก่พระอานนท์ว่าให้ภิกษุทั้งหลายลงพรหมทัณฑ์ต่อพระฉันนะอดีตมหาดเล็กผู้ถือว่าตนมีความสำคัญกว่าผู้ใดเพราะเคยติดตามพระพุทธองค์ตั้งแต่ครั้งเสด็จสู่มหาภิเนษกรมณ์ (ออกบวช) ด้วยเหตุนี้พระฉันนะจึงเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่ยอมฟังคำของพระเถระอื่น ๆ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.phutthathum.com//พระพุทธเจ้า/ปรินิพพาน/ทรงตรัสให้พระภิกษุลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะ
http://www.dharma-gateway.com/monk/great_monk/pra-anon-02.htm

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

คุณธรรมของพระอานนท์ ๓




ขอขอบคุณภาพจากboard.palungjit.org


มีผู้สรุปคุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่างของพระอานนท์ดังนี้



๑. เป็นผู้ทรงจำธรรมไว้ได้มาก พระอานนท์ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นพหูสูต เพราะท่านทูลขอพรจากพระพุทธเจ้าก่อน เข้ารับตำแหน่งพุทธอุปัฏฐาก มีข้อหนึ่งความว่า ถ้าพระองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องในในที่ลับข้าพระองค์ ขอให้พระองค์ได้โปรดแสดง ธรรมเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้เอาใจใส่ขวนขวายในการศึกษาและทรงจำเป็นอย่างดียิ่ง

๒. เป็นผู้ช่วยระงับความแตกร้าวในพุทธจักร คราวที่พระชาวเมืองโกสัมพีเกิดทะเลาะวิวาทกันเป็นฝ่าย พระพุทธเจ้าทรงตักเตือนก็ไม่สามารถคลายทิฏฐิมานะพระเหล่านั้นลงได้ พระองค์จึงเสด็จไปจำพรรษาในป่าปาลิเลยยกะ ต่อมาพระเหล่านั้นเกิดสำนึกผิดรู้สึกละอายใจ จึงเข้าไปหาพระอานนท์ พร้อมขอร้องให้ท่านพาไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลขอขมา พระอานน์ได้ทำตามจนสามารถระงับความแตกร้าวให้กลับคืนสภาวะปกติได้

๓. เป็นผู้รับภาระในพระพุทธศาสนา ในคราวปฐมสังคายนา ท่านได้ทำหน้าที่วิสัชนาพระธรรม โดยรวบรวมพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มาจัดเป็นหมวดหมู่ จนปรากฏเป็น พระสุตตันตปิฎก และ พระอภิธรรมปิฎก ให้เราได้ศึกษาจนกระทั่งทุกวันนี้

๔. เป็นผู้สืบต่อพระศาสนา ท่านเป็นผู้มีศิษย์มาก ต่อมาศิษย์ของท่านได้มีบทบาทสำคัญในการทำสังคายนาครั้งที่ ๒ คือ พระสัพพกามี พระยสกากัณฑบุตร และพระเรวตะ เป็นต้น แสดงถึงความเป็นผู้มีอัธยาศัยไมตรีที่เพียบพร้อมดีงาม ทำให้มีผู้เคารพเลื่อมใสและแสดงตนเป็นศิษย์จำนวนมาก

http://www.kunkroo.com/catalog.php?idp=98

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

คุณธรรมของพระอานนท์ ๒





ขอขอบคุณภาพจากwww.84000.org

ไปโปรดแสดงธรรมถึงแม้จะมีคนเดียว
คราครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทูลอาราธนาพระพุทธองค์ไปเสวยภัตตาหารและแสดงธรรมโปรดในพระราชวังประจำ พระพุทธองค์ตรัสว่า พระองค์ทรงมีภารกิจต้องโปรดสัตว์โดยเสมอภาคกัน ไม่เหมาะจะไปประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งนาน ๆ จึงทรงมีพุทธปัญชาให้พระสาวกหลายรูปไปฉันประจำ และเทศนาโปรด ในจำนวนนั้นมีพระอานนท์เถระอยู่ด้วย

ปรากฏว่าพระเถระเจ้าหายไปทีละรูปสองรูป จนเหลือพระอานนท์รูปเดียว ที่ท่านหายไป ก็เพราะพระราชาก็ดี พระมเหสีทั้งหลายก็ดี ไม่ค่อยเอาพระทัยใส่ แรก ๆ ก็ดีอยู่มากันพร้อมหน้า ตั้งอกตั้งใจฟังธรรม นาน ๆ เข้าก็ขาดหายไปทีละองค์สององค์ พระราชาเองพระราชกรณียกิจก็มาก ตกลงเหลือเฉพาะพระนางมัลลิกา พระมเหสีองค์หนึ่งและบริวารไม่กี่คน และพระคุณเจ้าที่ไปประจำคือพระอานนท์เถระความทราบถึงพระพุทธองค์

พระองค์ทรงตรัสสรรเสริญว่า พระอานนท์เถระเป็น “ การณวสิโก” แปลกันว่า เป็นผู้หนักในเหตุผล
มีผู้แปลว่า เป็นผู้ยึดมั่นในหลักการ “ การโปรดสัตว์ ” นั้นแหละเป็นพระสมณศากยบุตร ต้องยึดมั่นในการเทศโปรดสัตว์หรือสั่งสอนประชาชนไม่เห็นแก่เหนื่อยยาก ไม่ถือเอาเหตุอื่นใดมาเป็นข้ออ้าง ถึงคนที่เขานิมนต์มาเขาจะหายไปทีละคนสองคน แต่ตราบใดยังมีคนฟังอยู่ ท่านก็ยังมาแสดงให้ฟัง



ได้รับการสรรเสริญพระพุทธองค์ว่าสามารถแสดงธรรมที่ทรงแสดงไว้โดยย่อให้พิสดารได้

ครั้งหนึ่ง พระภิกษุทั้งหลายได้ฟังธรรมกถาย่อ ๆ จากสำนักพระผู้มีพระภาค ไม่เข้าใจเกิดความลังเลสงสัย จึงพร้อมใจกันไปหาท่านพระอานนท์ เล่าความถวายท่านว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศโดยย่อว่า บุคคลควรทราบสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นธรรม สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์สิ่งที่เป็นประโยชน์ ครั้นทราบแล้วจึงปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นธรรม ตามสิ่งที่เป็นประโยชน์ ดังนี้ ไม่ทรงจำแนกอรรถโดยพิสดารเสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่พระวิหารเสีย พวกท่านจึงได้พร้อมใจกันมาขอให้ท่านพระอานนท์ช่วยจำแนกให้ฟังว่า อะไรคือสิ่งที่ไม่เป็นธรรม และอะไรคือสิ่งที่เป็นธรรม

ท่านพระอานนท์กล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลายเหมือนผู้ต้องการไม้แก่น เที่ยวหาไม้แก่นอยู่ แต่เมื่อพบแล้วก็ไม่ตัดเอารากและลำต้นมัน ไปสำคัญใบและกิ่งว่าเป็นแก่นไม้ที่ตนต้องประสงค์ แล้วจะพบแก่นไม้ได้อย่างไร? ข้อนี้เหมือนกับภิกษุทั้งหลายเมื่อพบพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบเทียบเหมือนไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว แต่ไม่ทูลถาม มาถามท่านซึ่งเป็นเสมือนใบและกิ่งของไม้

พระภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ถึงอย่างนั้นก็จริง แต่ว่า ท่านพระอานนท์ได้รับคำสรรเสริญยกย่องจากพระพุทธองค์ และเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ว่าเป็นผู้สามารถจำแนกแจกอรรถแห่งธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยย่อไว้ให้พิสดารได้

ท่านพระอานนท์จึงได้จำแนกอรรถแห่งธรรมนั้นโดยพิสดารถวายพระภิกษุทั้งหลาย
คือท่านกล่าวว่า อริยมรรค ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น คือสิ่งที่เป็นธรรม
ที่ตรงกันข้ามกับอริยมรรค ๘ คือสิ่งที่ไม่เป็นธรรม
ในตอนท้าย ท่านสั่งให้ภิกษุเหล่านั้นเข้าพบพระพุทธเจ้า และทูลถามอรรถธรรมนั้นอีก
พระภิกษุทั้งหลาย ชื่นชมธรรมภาษิตของท่านมาก ลุกจากอาสนะแล้วไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลเล่าความที่พระอานนท์ขยายพุทธพจน์โดยย่อถวายให้ทรงทราบ
พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญพระอานนท์ ณที่นั้นว่า เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ตรัสว่า
ถ้าภิกษุทั้งหลายมาทูลถามพระองค์ถึงอรรถนั้น พระองค์ก็จะทรงอธิบายอย่างที่พระอานนท์อธิบายนั่นแหละ




ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.dharma-gateway.com/monk/great_monk/pra-anon-02.htm