Header

Header

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เรื่องของพระเจ้าอโศกมหาราช ๓




ติสสอุปราช ผู้เป็นพระภาดาร่วมพระมารดากับพระราชาอโศก วันหนึ่งเสด็จไปล่าเนื้อ ทอดพระเนตรเห็น พระโยนกมหาธรรมรักขิตเถระ ผู้นั่งให้พญาช้างจับกิ่งสาละโบกพัดอยู่  เกิดความปราโมทย์ ดำริว่า เมื่อไรหนอเราจักพึงได้บวชเหมือนพระมหาเถระนี้

พระเถระรู้อัธยาศัยของติสสอุปราช ได้เหาะขึ้นไปในอากาศ แล้วยืนอยู่บนพื้นน้ำสระโบกขรณี ห้อยจีวรและผ้าอุตราสงส์ไว้ในอากาศแล้วเรื่มทรงน้ำ

ติสสอุปราชเห็นอานุภาพพระเถระ ทรงเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง
ดำริว่าเราจักบวชให้ได้ในวันนี้ทีเดียว
แล้วเสด็จกลับไปทูลพระราชาว่า หม่อมฉันจักบวช

พระราชาทรงยับยั้งเป็นเอนกประการ




พระเจ้าอโศกไม่ทรงสามารถให้ติสสอุปราชกลับพระทัยได้ จึงทรงนำไปวิหาร ภิกษุเป็นอันมากได้ฟังข่าวว่าติสสอุปราชจักบวช จึงพากันตระเตรียมบาตรและจีวรไว้ พระอุปราชเสด็จไปย้งเรือนที่บำเพ็ญเพียร  ได้ทรงผนวชในสำนักของพระมหาธรรมรักขิตเถระ  พร้อมอัคคิพรหม ผู้เป็นพระสวามีของพระนางสังฆมิตตา

ในคัมภีร์มหาวงศ๋กล่าวว่า สุมนราชกุมาร โอรสพระเจ้าอัคคิพรหมและพระนางสังฆมิตตา ทูลขอบรรพชาเป็นสามเณรในวันนั้นด้วย  มีกุลบุตรผนวชตามพระอุปราชเป็นจำนวนมากในครั้งนั้น

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่พระเจ้าอโศกกลับมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้นคือ
ประมาณปีที่ ๑๓ หลังจากขึ้นครองราชย์พระองค์ยกทัพไปทำสงครามกับแคว้นกาลิงคะ ได้ประสบชัยชนะ
แต่ในการสงครามครั้งนั้นต้องสูญเสียทั้งชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก

พระองค์ทรงสลดพระทัย จึงเปลี่ยนพระดำริจาก สังคามวิชัย (การชนะด้วยสงคราม) เป็นธรรมวิชีย (ชนะด้วยธรรม)  คือชนะใจกันด้วยความดี สร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้แก่ปวงชนโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง


ขอขอบคุณข้อมูลจากพระพุทธกิจ ๔๕ พรรษา สุรีย์ มีผลกิจ-วิเชียร มีผลกิจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น