วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้ชายทุ่ง...ดอกขลู่...



พรรณไม้ชายทุ่ง...ขลู่บาน ตระการทุ่ง...



...ขลู่...พรรณไม้ชายทุ่ง...

ฃื่อวิทยาศาสตร์ Pluchea indica (L ) less.
ชื่อสามัญ Indian Marsh Flebane
ฃื่อท้องถิ่น หนวดงั่ว หนวดงิ้ว หนาดงัว หนาดวัว คลู ขลู


เป็นไม้พุ่มสูง ๑- ๒.๕ เมตร ชอบขึ้นในที่แฉะ ใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่กลับ ขอบใบหยักซี่ฟันห่างๆ ดอกช่อ ออกที่ยอดและซอกใบ กลีบดอกสีม่วง ผล เป็นผลแห้ง ไม่แตก ต้นขลู่ที่ขึ้นอยู่รกเรื้อยากต่อการกำจัดทิ้ง มีอยู่ดาษดื่นทั่วท้องทุ่ง ชายคลอง ริมคูน้ำมีประโยขน์มากมาย เป็นสมุนไพรที่ไม่ต้องลงแรงปลูก หาได้ง่ายทั่วท้องถิ่น


สรรพคุณ : ตามตำราไทย ใช้ทั้งต้น ต้มกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้เบาหวาน ต้มน้ำอาบแก้ผื่นคัน น้ำคั้นใบสดรักษาริดสีดวงทวาร การทดลองในสัตว์และคนปกติ พบว่ายาชงทั้งต้นมีฤทธิ์ขับปัสสาวะมากกว่ายาขับปัสสาวะแผนปัจจุบัน (hydrochlorothiazude) และมีข้อดีคือสูญเสียเกลือแร่น้อยกว่า


ร.ศ. วีณา เชิดบุญชาติ แยกสรรพคุณ ขลู่ออกมาดังนี้

- ดอก ใช้ต้มดื่มเพื่อขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
- ทั้งต้น ใช้ต้มดื่มเพื่อแก้นิ่วในโรคไต ขับปัสสาวะ แก้ริดสีดวงทวาร
- ยอดอ่อน มีรสมันรับประทานเป็นผักสด
- เปลือกต้น มวนยาสูบแก้โรคริดสีดวงจมูก ใช้ต้มเอาไอบรรเทาการอักเสบริดสีดวงทวาร
- ใบ แก้ริดสีดวงทวาร แก้กษัย ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ขับเหงื่อและแก้เบาหวาน นำใบมาผึ่งให้แห้งและชงดื่มเพื่อลดน้ำหนัก บรรเทาอาการปวดเมื่อย ต้มน้ำอาบรักษาเส้นตึง ทำเป็นขี้ผึ้งรักษาแผลเรื้อรัง ใช้ลดน้ำหนักตัว ดื่มเป็นชาโดยใช้ใบสดหรือใบแห้งคั่วให้เหลือง ชงดื่มแทนชา


"พลอยโพยม" เห็นต้นขลู่นี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย ไม่เคยสนใจใส่ใจต้นขลู่นี้เลย จนกระทั่งต้องหัดถ่ายภาพเองเพื่อประกอบหนังสือ เพิ่งมาสะดุดตากับดอกขลู่ที่พบเห็นมาเนิ่นนาน ก็เลยถ่ายภาพเป็นซีรี่ส์ดอกขลู่ไว้ เมื่อหลายเดือนก่อนพลอยโพยมขับรถไปที่วัดบางกรูด พบเห็นมีคนเช่ารถแท๊กซี่เขียวเหลืองมาเก็บต้นขลู่ เลยจอดแวะสอบถาม ผู้หญิงที่มาเก็บต้นขลู่บรรยายสรรพคุณของขลู่และตั้งใจจะเก็บต้นขลู่กลับกรุงเทพให้เต็มคันรถเพื่อให้คุ้มค่าที่มาไกล ยังแปลกใจว่าต้นขลู่มีออกดาษดื่นเหตุใดจึงมาเก็บไกลถึงวัดบางกรูด...

พลอยโพยมก็ได้ยินคนพูดถึงต้นขลู่กันมากเหมือนกัน นึกถึงสมัยเด็กๆ คุณยาย กับพ่อ นิยมยาไทยจากบรรดาต้นไม้พิ้นบ้านมาก เด็กๆ ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ก็กิน ยาไทยๆ นี่แหละ ที่ขาดไม่ได้ คือน้ำกระสายยา( เครื่องแทรกยา ส่วนใหญ่เป็นน้ำ) มีหลายชนิด เช่นเหล้า ( ส่วนใหญ่ใช้เป็นกระสายยา ทางผิวหนัง หรือแก้พิษ) น้ำแช่ดอกไม้ตากแห้ง ( หลายชนิดส่วนใหญ่เป็นมะลิ) มีที่แปลกหน่อยคือ แก่นท่อนไม้ ฝนกับฝาละมี โดยผสมน้ำนิดหน่อย กระสายยาก็จะเป็น น้ำผสมดินเผาจากฝาละมี และแก่นท่อนไม้ มีแก่นไม้ชนิดหนึ่ง คุณยายเรียกว่าไม้อีแทน เป็นแก่นไม้ยอดฮิตใช้บ่อยมากสำหรับคุณยาย พลอยโพยม หาไม่พบว่า ไม้อีแทน คือ ต้นไม้ใด...ทำให้นึกถึงคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ กรมประมง ที่บอกเสมอว่า พันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ ต้องรู้และจำชื่อภาษาอังกฤษ ถ้าใช้คำท้องถิ่นจะสับสน บางท้องถิ่น เรียกชื่อเหมือนกัน แต่กลายเป็นคนละสายพันธุ์กัน คนละชนิดกัน เถียงกันเปล่าๆ บางทีคำท้องถิ่นเอง ก็เพี้ยนไปจากเดิมที่เคยเรียกกันมา หากตอนเด็กเข้าใจเรื่องคำท้องถิ่น ก็คงได้รู้แล้ว ว่าไม้อีแทนของคุณยาย คือ ต้นอะไร...


ที่มาของข้อมูล : สารานุกรมไทย สมุนไพรสวนสิริรุกขชาติ



...ลีลาหญ้าขลู่...จากแรกเริ่มบาน จนกระทั่งเริ่มโรย...


...Photo by Amorn Tun...











วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

...หิ่งห้อย คอยฉิมพลี...




หิ่งห้อย แมลงมหัศจรรย์

วาววาวหิ่งห้อยโบก บินบน
พราวพร่างลำพูยล ยิ่งแก้ว
แสงส่องสว่างยล ฉุนคิด คะนึงแม่
ฉุกว่าพวงเพชรแพร้ว เพริศพร้อยพรายกรรณ ฯ

วาบวาบสว่างฟ้า เฟือนดาว
แสงหิ่งห้อยแวมวาว วาบไม้
ลำพูพุ่มพฤกษพราว พรายเนตร เรียมเอย
พิศพร่างเพชรพี่ให้ ห่วงห้อยกรรณนาง ฯ


โคลงนิราศฉะเชิงเทราพระนิพนธ์: พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทินกร กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์



หิ่งห้อยงามวามวับระยับระยิบ
เหมือนแสงทิพย์เทวามาสร้างสรรค์
กะพริบแสงกระจ่างพร่างพราวพรรณ
ค่ำคืนอันแสงงามอร่ามตา

บอกนิเวศน์อันอุดมสมบูรณ์มาก
หิ่งห้อยหลากหลายถ้วนล้วนมีค่า
แต่นับวันหิ่งห้อยลับดับชีวา
พระกรุณาคืนชีพอยู่คู่พงไพร

พระราชทานโครงการเร่งศึกษา
ทุกถิ่นท่าหิ่งห้อยพร้อมแสงใส
พระคุณพระปกเกล้าผองเผ่าไทย
คนและสัตว์สุขใต้พระบารมี


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริ และทรงสนับสนุนโครงการวิจัยเรื่องหิ่งห้อย จึงช่วยให้งานวิจัยหิ่งห้อยมีความก้าวหน้า และช่วยให้หิ่งห้อยได้ขยายพันธุ์ไม่สูญไปจากประเทศไทย

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า “หิ่งห้อย ชื่อแมลงปีกแข็งขนาดเล็กหรือขนาดกลางหลายชนิดในวงศ์แลมพายริดี (Lampyridae) สามารถทำแสงให้เกิดเป็นแสงกะพริบ เห็นได้ชัดในเวลากลางคืน ความถี่และช่วงของแสงนั้นแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิด ลำตัวยาวเป็นรูปทรงกระบอก สันหลังปล้องอกมักจะขยายเป็นขอบออกไปคลุมหัว”

หิ่งห้อย ยังมีชื่ออื่นๆอีก ได้แก่แมงแสงหรือแมงคาเรือง ในภาคอีสาน เรียกว่า 'แมงทิ้งถ่อน' เพราะชอบมาอยู่ที่ต้นทิ้งถ่อน บางทีเรียกว่า 'หนอนกระสือ' หิ่งห้อยในโลกมีมากกว่า ๒,๐๐๐ ชนิด กระจายอยู่ในทวีปเอเชียยุโรป ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือและอเมริกากลาง พบทั้งในพื้นที่ระดับน้ำทะเลและบนภูเขา


นับแต่พุทธศักราช ๒๕๔๐ ถึง ๒๕๔๓ คณะวิจัยตามโครงการในพระราชดำริได้สำเร็จ หิ่งห้อยใน ๔ ภาค รวม ๓๕ จังหวัดของไทย พบหิ่งห้อยรวม ๑๐ สกุล ซึ่งคาดว่ามีมากกว่า ๑๐๐ ชนิด ได้แก่

๑. Diaphanes เป็นหิ่งห้อยหายาก ลำตัวยาว ๑๐-๑๕ มม. กว้าง ๓.๔ มม. ลำตัวค่อนข้างแบน พบในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งเขตภูเขาสูงในภาคเหนือ เช่น ที่ดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ พบหิ่งห้อยชนิดนี้ตัวแรกในประเทศไทย เมื่อปี ๒๔๘๑ ที่ห้วยช้าง จังหวัดแพร่

๒. Lamprigera เป็นหิ่งห้อยตัวใหญ่ที่สุด พบทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ ตัวผู้มีปี ตัวเมียลักษณะคล้ายหนอน

๓. Lucidina เป็นหิ่งห้อยหายาก ขนาดตัวยาว ๑.๕ ซม. กว้าง ๐.๔ ซม. ถึงปัจจุบัน มีหิ่งห้อยสกุลนี้เพียง ๑ ตัว ที่พิพิธภัณฑ์แมลง กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร ได้มาจากอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เมื่อ ๑๓ เมษายน ๒๕๑๑

๔. Luciola เป็นหิ่งห้อยสกุลใหญ่ พบมากที่สุดและพบทุกภาคในประเทศไทยตามแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อย คาดว่ามีมากกว่า ๙๐ ชนิด เพศผู้และเพศเมียเต็มวัยมีปีกบินได้ และเรืองแสง โดยปล้องผลิตแสงจะแตกต่างกันไป

๕. Pteroptyx พบทั้งในภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตัวเต็มวัยขนาดยาว ๖-๑๐ มม.

๖. Pyrococlia พบในทุกภาค รูปร่างค่อนข้างแบน คล้ายกระดิ่งคว่ำ สีเหลืองทอง ตัวผู้บินได้ ลำตัวยาว ๑.๓-๑.๗ ซม. กว้าง ๐.๔-๐.๗ ซม. เพศเมียปีกสั้น บินไม่ได้ ลำตัวยาว ๑.๘-๒.๐ ซม.

๗. Pyrophanes หิ่งห้อยขนาดเล็ก ลำตัวยาว ๐.๖ ซม. กว้าง ๐.๓ ซม. พบในภาคกลางและภาคตะวันออก

๘. Rhagophthalmus ค่อนข้างหายาก พบในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพศเมียคล้ายตัวหนอน ทุกปล้องลำตัวเรืองแสง ตัวผู้มีปีกและไม่มีอวัยวะทำแสง

๙. Stenochadius พบที่จังหวัดขอนแก่น และที่สวนพฤกษศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ที่เชียงใหม่ ตัวผู้มีปีก ลำตัวยาว ๕-๙ มม. ตัวเมียไม่มีปีกคล้ายหนอน ทั้งเพศผู้และเพศเมียผลิตแสงเรืองจางๆไม่เด่นชัด

๑๐. Vesta หิ่งห้อยสกุลหายาก พบบนที่สูงในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ขนาดตัวยาว ๒ ซม. กว้าง ๑.๕ ซม.
หิ่งห้อยบก มีวงจรชีวิตนานถึง ๑ ปี หิ่งห้อยน้ำส่วนใหญ่วงจรชีวิตสั้น

ตัดย่อมาจาก http://www.sakulthai.com โดย คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ






หิ่งห้อยในภาคกลางบางท้องถิ่น เรียกว่า ถ่วงดับ บางแห่งรวมทั้งที่ตำบลบางกรูด เรียก ว่า ทิ้งถ่วง วงจรชีวิตของหิ่งห้อย เป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก อาศัยเกาะอยู่ตามกอหญ้า และใต้ใบไม้ เมื่อผสมพันธุ์แล้วจะวางไข่ฟองเดี่ยวตามพื้นดินหรือที่ชื้นแฉะ หรือใบพืชน้ำ ไข่ใช้เวลา ๔-๕ วัน จึงฟักเป็นตัวหนอน เจริญเติบโตจนกระทั่งเข้าดักแด้ และออกเป็นตัวเต็มวัย หิ่งห้อยมีวงจรชีวิตอยู่ ๓-๑๒เดือน แล้วแต่ชนิด โดยทั่วไปแล้ว หิ่งห้อยบกมีวงจรชีวิตนาน ถึง ๑ ปี ในขณะที่หิ่งห้อยน้ำส่วนใหญ่มีวงจรชีวิตสั้นกว่า ช่วงตัวอ่อน หิ่งห้อยอาศัยตามดินเลน ส่วนตัวเต็มวัย กลางวันหลบซ่อนอยู่ตามใบวัชพืชต้นเตี้ยๆ ใกล้พื้นดิน พอพลบค่ำจึงบินขึ้นไปเกาะตามต้นไม้สูงและกระพริบแสงพร้อมกัน


อาหารของหิ่งห้อย :

ระยะที่เป็นตัวหนอน หิ่งห้อยกินหอยขนาดเล็กเป็นอาหาร ซึ่งหอยหลายชนิดเป็นพาหะนำโรคมาสู่มนุษย์และสัตว์ เช่น โรคพยาธิใบไม้ในลำไส้ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น และหอยบางชนิดเป็นศัตรูที่สำคัญของเกษตรกร เช่น หอยเชอรี่ เป็นศัตรูสำคัญที่กัดกินต้นข้าวในระยะลงกล้าและปักดำใหม่ๆ

ตัวอ่อนของหิ่งห้อยจะทำหน้าที่เป็นตัวห้ำกัดกินหอยเชอรี่ ทั้งที่เป็นลูกหอยและโตเต็มวัย นอกจากหอยต่างๆ แล้ว พวกกิ้งกือ ไส้เดือน และแมลงตัวเล็ก ก็ยังเป็นอาหารของหิ่งห้อยอีกด้วย ลักษณะอาหารมีความแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดของหิ่งห้อย ส่วนในระยะโตเต็มวัย หิ่งห้อยจะอาศัยกินเฉพาะน้ำค้างเป็นอาหารเท่านั้น


การกะพริบแสงของหิ่งห้อย :

หิ่งห้อยแต่ละชนิดแตกต่างกันไป การกระพริบแสงของหิ่งห้อยมีทั้งบินไปกระพริบไป เกาะทำแสงพร้อมกันบนต้นไม้ เช่น หิ่งห้อยที่อาศัยอยู่ตามป่าชายเลนเกาะทำแสงเหมือนไฟต้นคริสต์มาส และเปิดแสงแช่เอาไว้ แล้วบินไปมาคล้ายกับผีกระสือ หิ่งห้อยยังสามารถบอกถึงฤดูกาลได้อีกด้วย จะพบเห็นหิ่งห้อยจำนวนมากบินออกมาผสมพันธุ์กันในช่วงต้นฤดูฝน และมีปริมาณลดน้อยลงในฤดูแล้ง

หิ่งห้อยเริ่มทำแสงเมื่อพระอาทิตย์ตกดินประมาณ ๓0 นาที และสามารถเห็นแสงได้ชัดเจนในคืนข้างแรมเดือนมืด หิ่งห้อยกระพริบแสงเพื่อการผสมพันธุ์ และสื่อสารกับเพศตรงข้าม โดยที่ตัวผู้จะเป็นฝ่ายกระพริบแสงก่อน หากตัวเมียเห็นลีลากระพริบแสงแล้วพึงพอใจก็จะกระพริบตอบให้ตัวผู้รู้ว่าอยู่ที่ไหน จะได้บินไปหาคู่ได้ถูก หิ่งห้อยรวมตัวกันเป็นฝูง ซึ่ง หิ่งห้อยแต่ละชนิดนั้นจะมีลีลาในการกระพริบแสงที่แตกต่างกัน อาทิเช่น การกระพริบแสงช้าเร็วต่างกัน และลีลาการเปล่งแสงของหิ่งห้อย อาจเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่หิ่งห้อยอยู่ หิ่งห้อยเพศผู้จะรู้ได้เองว่าหิ่งห้อยเพศเมียตัวใดกระพริบแสงตอบมา

หิ่งห้อยมักจะออกมาให้เห็นชัดในเวลากลางคืน และหลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน ส่วนใหญ่หิ่งห้อยจะอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ หรือตามพื้นที่ชุ่มน้ำใกล้หนองน้ำ หรือ ลำธารที่มีน้ำใสสะอาด และที่สำคัญตรงนั้นต้องเป็นน้ำนิ่ง ตลอดจนบริเวณป่าโกงกางชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะป่าชายเลนที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์

หิ่งห้อยที่พบเห็นบินว่อนตามพุ่มไม้ส่วนใหญ่มักเป็นตัวผู้ ส่วนหิ่งห้อยตัวเมียนั้นชอบเกาะนิ่งตามกิ่งไม้เพื่อรอดูว่า ตัวผู้ตัวไหนที่ทำแสงได้ดีกว่าตัวอื่น และเข้าไปหาเพื่อผสมพันธุ์ มีหิ่งห้อยสายพันธุ์ ลูซิโอลา อควอติลิส (Luciola aquatilis) จะมีความพิเศษกว่าชนิดอื่นคือ ในระยะตัวหนอนจะมีรูปร่างและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ถึงสามแบบ และยังกะพริบแสงมีทั้งสีเหลือง เหลืองอำพัน และสีเขียว ขณะที่หิ่งห้อยชนิดอื่นมีรูปร่างเพียงแบบเดียวเท่านั้น

การที่หิ่งห้อยกะพริบแสงในยามค่ำคืน ก็เพื่อส่งสัญญาณ “ถ่ายทอดภาษารัก” ที่มีด้วยกันถึงสี่แบบ ขณะที่สายพันธุ์ในแถบยุโรปและอเมริกา จะกะพริบแสงเพียงแบบเดียว



สำหรับพฤติกรรมการจับคู่ผสมพันธุ์ แบ่งออกเป็น :

๑.ช่วงแต่งตัว โดยที่ตัวผู้ ซึ่งมีปล้องเรืองแสง ๒ ปล้อง จะทำความสะอาดร่างกาย ด้วยการกระพือปีก บิดก้นไปมาเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย
๒.พร้อมกะพริบแสงถี่เป็นจังหวะอย่างต่อเนื่องเร็วและถี่มากขึ้น เพื่อเรียกร้องความสนใจ และรอให้ หิ่งห้อยเพศเมียที่มีเพียงปล้องเดียวกะพริบตอบ

๓.เมื่อมีการกระพริบตอบ .จากนั้นจะเข้าใกล้ หิ่งห้อยเพศผู้ขี่หลังตัวเมียเพื่อจับจอง พร้อมทั้งเริ่มกะพริบแสงช้าลง ซึ่งเป็น ช่วงที่เกี้ยวพาราสี

๔.ท้ายสุดก็คือ ช่วงผสมพันธุ์ เป็นระยะที่มีการกะพริบแสงสว่างมากและ จังหวะมืดนานเพื่อเตือนภัย เพราะในช่วงผสมพันธุ์ หิ่งห้อยจะหยุดกะพริบแสง และจะกะพริบแสงขึ้นต่อเมื่อมีสิ่งภายนอกมารบกวน หรือมีหิ่งห้อยตัวผู้ตัวอื่นอยู่บริเวณใกล้เคียง

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ตัวเมียจะเริ่มบินหาผืนน้ำที่เงียบสงบ เพื่อออกไข่ครั้งละ ๔๗๐-๖๔๐ ฟอง ใช้ เวลาเพียงไม่กี่วัน จะเข้าสู่วัยที่เป็นตัวหนอน ในช่วงนี้จะอาศัยอยู่ใต้น้ำกินหอยเป็นอาหาร กระทั่งเข้าสู่ตัวหนอนระยะสุดท้ายจึงคืบคลานขึ้นบก มาเป็นระยะดักแด้ใต้พื้นดิน และเจริญเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งทั้งหมดจะใช้เวลา ๓-๕ เดือน และกลับมาสู่วงจรชีวิตของแมลงที่สร้างมนต์เสน่ห์แห่งท้องน้ำต่อไป.

***ดังนั้นต้นไม้ต่างๆที่หิ่งห้อยพากันบินมาเกาะในเวลาค่ำคืนจึงเปรียบเสมือนดังวิมานฉิมพลีของหิ่งห้อย ไม่ว่าต้นทิ้งถ่อน ลำพู แสม โกงกาง หรืออื่นๆ แต่สำหรับที่บางกรูด จะมีแต่เพียงต้นลำพูเท่านั้นที่หิ่งห้อยหรือทิ้งถ่วง ของขาวบางกรูด บินมาเกาะ ทิ้งถ่วงที่บางกรูดจึงมีเพียงต้นลำพูเป็นวิมานฉิมพลี***


ข้อมูลจาก http://lumpoobangkrasorb.multiply.com และ http://www.arunsawat.com






พุ่มลำพู ชูดอก ออกสะพรั่ง
บานตูมตั้ง รั้งสาย พริ้งพรายสม
ชมพูขาว เย้ายวน ชวนชิดชม
น้ำค้างพรม พลันแย้ม แอร่มงาม

เส้นกระจาย ปลายฝอย ร้อยเกสร
อรชร แช่มช้อย พลอยวาบหวาม
หิ่งห้อยพราว พร่างกระพริบ วาบวิบยาม
สื่อนิยาม ถามถ้อย น้องน้อยเอย

เชิญโผผิน บินสู่ เป็นคู่สอง
จะประคอง เคียงคลอ รอเคล้าเอ๋ย
มาเถิดเจ้า เหงาไย อย่าเมินเลย
ขอชื่นเชย ชมลำพู คู่ดวงมาน

ลำพูพลิ้ว พระพาย สายสวยสด
ระทวยทด ทอดไหว ละไมหวาน
ระย้าย้อย แย้มฝอย พลอยเบ่งบาน
งามตระการ ม่านประดับ รับน้องยา

กลิ่นละมุน กรุ่นเอื้อ เจือหอมหวน
เร้ารัญจวน อย่าด่วนเห เสน่หา
ลำพูพร้อย คอยเจ้า บินเข้ามา
ดวงยิหวา แย้มยิ้ม สู่ฉิมพลี

ขอให้น้อง ปองเคียง เพียงกระพริบ
แสงวาววิบ ระยิบยับ รับคำพี่
สายสวาดิ์ สู่ขวัญ อันราตรี
ล้ำฤดี ด้วยคืน เรารื่นรมย์


จาก "วันวานของบางกรูด" โดย พลอยโพยม





ในสมัยเด็กๆมีคำทายปริศนา อะไรเอ่ย ถามกันสนุกๆว่า (แก้ไข) อะไรเอ่ย.... ตัวน้อยน้อย บ่ มีพิษ แข่งฤทธิ์กับพระจันทร์ ต้องแสงพระอาทิตย์ ก้นบิดไปทั้งวัน เด็กๆ ไม่เข้าใจ ธรรมชาติของหิ่งห้อย คิดว่า หิ่งห้อยส่องแสงแข่งกับพระจันทร์นั่นเอง

ในคืนเดือนหงายต้นลำพูไม่ดูงดงามเหมือนยามคืนข้างแรมด้วยประกายแวมวาววับวิบกระพริบแสงของทิ้งถ่วง....ดวงมณีแห่งลำพู มีข้อมูลเล่าว่า แสงจากหิ่งห้อยสามารถใช้เป็นตะเกียงให้แสงสว่างได้ ในอดีตคนจีนโบราณและคนบราซิลที่ยากจนมักจะจับหิ่งห้อยใส่ในขวดแก้วเพื่อใช้เป็นตะเกียง พบว่าหิ่งห้อยที่โตเต็มที่ประมาณ ๖ ตัว สามารถให้แสงสว่างที่เพียงพอเหมาะสำหรับการอ่านหนังสือในเวลากลางคืนได้ อีกทั้งคนญี่ปุ่นในสมัยก่อนก็นิยมใช้ตะเกียงหิ่งห้อยเช่นเดียวกัน ความพิเศษในตัวของหิ่งห้อยก็นำเภทภัยมาสู่ตัวเอง ฉะนี้ นั่นเอง...



...ลีลา ลำพู (Photo by Amorn Tun)...











วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

...ขนำน้อย กลางน้ำ...




ขนำ ในทะเล : กระท่อม ถิ่นที่อยู่ คอยเผ้าดู กุ้งหอยปูปลา

เพลงเกษตรประมง


เราชาวเกษตรประมง เกษตรประมงทุกคนยิ่งยง
น้ำมีที่ไหนเราใคร่ประสงค์ลงขุดค้นปูปลา กุ้งเต่าและหอยคอยเฝ้าศึกษา
รีบเร่งนานาตรวจตราเสริมพันธุ์ คุ้มครองป่้องกันรักชีวิตมัน
ให้พืชพันธุ์คงอยู่...

พวกเราประมง ประสงค์เชิดชู
ตรวจตราคอยดูกุ้งหอยปลาปูรู้ดี
เสริมพันธุ์สัตว์น้ำในเขตวารี
หลายหลากมากทวีเหลือล้ำ
ทุกคนเก่งงานเร่งกระทำร่ำไป...

ถึงงานเหน็ดเหนื่อยเพียงไหน
เช้าค่ำทำไปไม่เคยท้อใจ
น้ำเค็มก็มีน้ำจิดถมไป...ประมงสนใจทำ
เกษตรประมงเราเก่งเหลือล้ำ
ทุกคนกระทำแต่งงานทวี
พวกเรามั่นใจในความสามัคคี เทิดศักดิ์ศรีประมง

เราพัฒนาก้าวหน้ายืนยง
สัตว์น้ำดำรงขยายพันธุ์พงศ์กว้างใหญ่
เพื่อสินในน้ำผลเพิ่มงอกงาม คงอยู่ประจำคราคร่ำร่ำไป
เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ แห่งไทยไว้ดำรงคงมั่น







เพลงคณะประมง


พวกเราคณะประมง คณะประมง
คณะประมง ทุกคนจำนงเจาะจง ศึกษาตั้งใจ
เพิ่มพูนสัตว์น้ำ มีปลา ปูหอยนานา
อาหารเมืองไทย วิธีการใดหมายใจช่วยส่งเสริมกัน

ตรวจตราวารีมีปลามีปู คุ้มครองจ้องรู้คอยดูแลมัน
หมายมุ่งสงวนชีวัน ศึกษาเลือกสรรพูนพันธุ์ทวี
พวกเราคณะประมง เรานี้ดำรงคงสามัคคี
วิชาเรามี พร้อมพลีเพื่อชาติสมบูรณ์





ลูกน้้ำเค็ม
คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล
ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน


(หมู่) เห่ เฮ้.. เฮ เฮ้ เฮ เฮ เห่.. เห่
(ญ) เราชาวประมง เราชาวประมง
เป็นลูกน้ำเค็มโดยตรง อาชีพประมงยั่งยงยืนมา
ถึงตัวเราตาย
(หมู่) ถึงตัวเราตาย
ไม่เสียดายชีวา
(หมู่)ไม่เสียดายชีวา
เราอาศัยแม่คงคาเป็นที่ทำมาหากินกันไป
(หมู่) เฮละวา ฮ้าไฮ้

.(ช) เราจับปลาหากินผลพูนทั้งสิ้นมากมาย
เราสบายทุกคน
(หมู่) เฮ.. เห่ เฮ เฮ้ เห่
(ญ) พวกเราทรัพย์ใช่อยู่ดิน แต่สินอยู่ในน้ำ
ต้องอดต้องทนต้องทำไม่เคยคะนึงถึงวันคืนค่ำ
ทำ ถึงยากตรากตรำ
(หมู่) ทำ ทั้งค่ำทั้งคืน
(ช) ฝนแดดตรากตรำ ทั้งน้ำลึกตื้น
ทั้งต้องค้างคืน ทั้งคลื่นทั้งลม
(หมู่) ผองเราเกลียวกลม รับลมรับคลื่นฝืนใจ
(ญ) หาปลากันไป เราเสี่ยงภัยทุกคน
(หมู่) เฮ.. เห่ เฮ เฮ้ เห่...


(หมู่) เห่ เฮ้.. เฮ เฮ้ เฮ เฮ เห่.. เห่
(ช) เราชาวประมง เราชาวประมง
เป็นลูกน้ำเค็มโดยตรงอาชีพประมงยั่งยงยืนมา
(หมู่) ถึงตัวเราตาย
(ช) ถึงตัวเราตาย
(หมู่) ไม่เสียดายชีวา
(ช) ไม่เสียดายชีวา
(หมู่) เราอาศัยแม่คงคาเป็นที่ทำมาหากินกันไป
เฮละวา ฮ้าไฮ้

(ญ) เราออกเรือครั้งใดรับภัยที่ไม่เห็นตัว
เราไม่กลัวทุกคน
(หมู่) เฮ.. เห่ เฮ เฮ้ เฮ...
(ช) เมื่อยามน้ำขึ้นเมื่อไร เรามิได้รอช้า
กลับบ้านเบิกบานอุรา
เสร็จงานจับปลายิ้มทุกใบหน้า พาระรื่นชื่นใจ
(หมู่) ใจระรื่นเร็วพลัน
(ญ) หายเหนื่อยด้วยกัน
แหอวนเรานั่นเย็บถักรักมัน พร้อมมั่นทุกครา
(หมู่) มะ เราเฮฮา เพราะเรารับค่าสมใจ
ร้องเพลงกันไป ความเหนื่อยใจหายพลัน
เฮ.. เห่ เฮ เฮ้ เฮ...
เห่ เฮ้.. เฮ เฮ้ เฮ เฮ เห่.. เห่




เพลงสายัณห์รัญจวน
ขับร้องโดย แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์


ค่ำลง..ค่ำลง.
ค่ำลง.พะวง.ไม่หาย
อยู่เดียว..เปลี่ยวกาย..
มิคลาย..ระทมตรมเศร้า

มืดมน..หม่นหมอง
เหม่อมอง.หาคนคู่เคล้า
อกเอ๋ย.เงียบเหงา
โถเรา.ระกำคร่ำครวญ
ดวงตะวันลับไป
ดวงฤทัยไห้หวล
ยามสายัณห์รัญจวน
ปั่นป่วน.อุรา..

อยู่ไหน.อยู่ไหน.
อยู่ไหน.ขวัญใจไม่มา.
เลื่อนลอย.คอยหา.
น้ำตา.ระทมท่วมใจ
ดวงตะวันลับไป
ดวงฤทัยไห้หวล
ยามสายัณห์รัญจวน
ปั่นป่วน.อุรา..

อยู่ไหน.อยู่ไหน.
อยู่ไหน.ขวัญใจไม่มา.
เลื่อนลอย.คอยหา.
น้ำตา.ระทมท่วมใจ






เพลงสายัณห์รัญจวน เป็นความรู้สึกของคนโพสต์ภาพเอง... แต่คณะบุคคลทั้งหลายในภาพ ไม่มีใคร รัญจวนใจกับสายัณห์วันนั้นแน่ๆ ทุกคนต้องการให้งานสำเร็จเสร็จสิ้นภาระกิจโดยไวมากกว่า 'พลอยโพยม' ขอสื่อความด้วยภาพและเนื้อเพลง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของบรรดาลูกน้ำเค็มและขนำ....และเคยลงเรือประมงไปที่ขนำของชาวประมงที่บางเสร่ จังหวัดชลบุรี ที่เจ้าของขนำ แค่มีหลักไม้แช่น้ำไว้ข้างๆขนำ และคงแช่ไว้นานแล้ว เมื่อยกไม้หลักนี้ขึ้นมามีหอยแมลงภู่เกาะอยู่เต็มหล้กเลยทีเดียว จะพบเห็นขนำเหล่านี้อยู่เรียงรายลิบลิบกลางน้ำ