แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานเรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานเรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

[บทความ] "อิเหนา"...นิทานเรื่องเล่าจากชวาสู่บทประพันธ์ทรงคุณค่าในวรรณคดีไทย...



[บทความ] "อิเหนา"...นิทานเรื่องเล่าจากชวาสู่บทประพันธ์ทรงคุณค่าในวรรณคดีไทย...

ประวัติความเป็นมาของบทประพันธ์เรื่อง "อิเหนา"

อิเหนาเป็น วรรณคดีเก่าแก่เรื่องหนึ่งของไทย เป็นที่รู้จักกันมานาน เข้าใจว่าน่าจะเป็นช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยได้ผ่านมาจากหญิงเชลยปัตตานี ที่เป็นข้าหลวงรับใช้พระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (ครองราชย์ พ.ศ. 2275 – 2301) โดยเล่าถวายเจ้าฟ้ากุณฑลและเจ้าฟ้ามงกุฎ พระราชธิดา จากนั้นพระราชธิดาทั้งสองได้ทรงแต่งเรื่องขึ้นมาองค์ละเรื่อง เรียกว่า "อิเหนาเล็ก (อิเหนา)" และ "อิเหนาใหญ่ (ดาหลัง)"ประวัติดังกล่าวมีบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์อิเหนา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ดังนี้



"...อันอิเหนาเอามาทำเป็นคำร้อง
สำหรับงานการฉลองกองกุศล

ครั้งกรุงเก่าเจ้าสตรีเธอนิพนธ์
แต่เรื่องต้นตกหายพลัดพรายไปฯ..."


นอกจากนี้ ยังมีบรรยายไว้ในปุณโณวาทคำฉันท์ ของพระมหานาค วัดท่าทราย ระบุถึงการนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ในสมัย "พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ" เช่นกัน โดยเล่าว่ามีงานมหรสพที่เล่นเรื่องอิเหนา ดังนี้


"...ร้องเรื่องระเด่นโดย...ษบาตุนาหงัน
พักพาคูหาบรรณ- พตร่วมฤดีโลม ฯ..."

เนื้อเรื่องตรงกับ "อิเหนาเล็ก" ที่ว่าถึงตอนลักบุษบาไปไว้ในถ้ำ... ซึ่งไม่ปรากฏในเรื่อง "อิเหนาใหญ่"


เรื่องอิเหนา... หรือที่เรียกกันว่านิทานปันหยีนั้น เป็นนิทานที่เล่าแพร่หลายกันมากในชวา เชื่อกันว่าเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ของชวา ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 16 ปรุงแต่งมาจากพงศาวดารชวา และมีด้วยกันหลายสำนวน พงศาวดาร เรียก "อิเหนา" ว่า “ปันจี อินู กรัตปาตี” (Panji Inu Kartapati) แต่ในหมู่ชาวชวามักเรียกกันสั้นๆ ว่า “ปันหยี” (Panji) ส่วนเรื่องอิเหนาที่เป็นนิทานนั้น น่าจะแต่งขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 หรือในยุคเสื่อมของราชวงศ์อิเหนาแห่งอาณาจักรมัชปาหิต และอิสลามเริ่มเข้ามาครอบครอง

นิทานปันหยีของชวานั้น มีด้วยกันหลายฉบับ แต่ฉบับที่ตรงกับอิเหนาของเรานั้น คือ ฉบับมาลัต ใช้ภาษากวีของชวาโบราณ มาจากเกาะบาหลี...




"อิเหนา" ในวรรณคดีภาคภาษาไทย...


นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย นักปราชญ์ราชบัณฑิตของไทยก็ได้แต่งเรื่องอิเหนาขึ้นมาหลายสำนวนด้วยกัน นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก และน่าแปลกใจที่พบว่ามีอิเหนาในภาษาไทยกว่าสิบสำนวน ดังนี้

1. บทละครเรื่องอิเหนาครั้งกรุงเก่า. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงได้มาจากเมืองนครศรี ธรรมราช มีอยู่ตอนเดียวเข้าใจว่าเป็นสำนวนครั้งกรุงเก่า

2. อิเหนาคำฉันท์. งานนิพนธ์ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่งในสมัยธนบุรี จับตอนอิเหนาลักบุษบาไปซ่อนไว้ในถ้ำ

3. บทละครเรื่องอิเหนา. พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

4. บทละครเรื่องดาหลัง. พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

5. บทละครเรื่องอิเหนา. พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

6. บทมโหรีเรื่องอิเหนา. ของเจ้าพระยาวงศาสุรศักดิ์ (แสง) ในรัชกาลที่ 2

7. นิราศอิเหนา. ของสุนทรภู่ ตอนลมหอบ

8. บทสักวาเรื่องอิเหนา. แต่งในสมัยรัชกาลที่ 3

9. อิเหนา. พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนอุณากรรณ

10. อิเหนาคำฉันท์ พระนิพนธ์กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ในรัชกาลที่ 4 ตอนเข้าห้องจินตะหรา

11. บทเจรจาละครเรื่องอิเหนา. พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ รวม 68 บท

12. บทละครพูดเรื่องอิเหนา. พระนิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ตอนศึกกระหมังกุหนิง

13. บทละครดึกดำบรรพ์เรื่องอิเหนา. พระนิพนธ์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตอนใช้บน

14. บทสักวาเรื่องอิเหนา เล่นถวายในรัชกาลที่ 5 ตอนเสี่ยงเทียน ตอนชนไก่ และตอนสึกชี

15. หิกะยัต ปันหยี สมิรัง. พระนิพนธ์แปล ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงแปลจากต้นฉบับภาษามลายู

16. อิเหนาฉบับอารีนครา. แปลจากอิเหนาชวา ผู้แต่งชื่ออารีนครา ขุนนิกรการประกิจ เป็นผู้แปล

17. ปันหยี สะมิหรัง คำกลอน. น.อ.หลวงสำรวจวิถีสมุทร ประพันธ์จากเรื่อง หิกะยัต ปันหยี สมิรัง

18. เล่าเรื่องอิเหนา รศ. วิเชียร เกษประทุม


อย่างไรก็ตาม เรื่องอิเหนาเป็นที่นิยมกันมากกว่าเรื่องดาหลัง เนื่องจากเรื่องดาหลังมีเนื้อเรื่องที่ซ้ำซ้อน และสับสนมากทีเดียว แต่แม้จะเป็นเรื่องจากชวา การบรรยายบ้านเมืองและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ล้วนเป็นฉากของไทยทั้งสิ้น และนับว่าน่ายินดี ที่มีการนำอิเหนาฉบับของชวามาแปลให้ชาวไทยได้รู้จักและเปรียบเทียบกับอิเหนา ฉบับดั้งเดิมของไทย...

นิทานปันหยี หรือเรื่องอิเหนานับเป็นวรรณคดีต่างประเทศอีกเรื่องหนึ่งที่มีคำศัพท์ชวา จำนวนไม่น้อย เช่น บุหงา บุหลัน บุหรง ลางิต ตุนาหงัน มะงุมมะงาหรา ฯลฯ



เรื่องย่อ "อิเหนา" ฉบับพระราชนิพนธ์ใน "พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย"
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ บทละครเรื่อง "อิเหนา" ซึ่งพระราชนิพนธ์ใน "พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย" เป็นที่นิยมมากที่สุด เนื่องด้วยพระองค์ได้ทรงนำเค้าเรื่องพงศาวดารชวามาดัดแปลงโดยใช้ฉากขนบ ธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบไทย จึงเป็นเรื่องที่สะท้อนภาพสังคมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีเนื้อเรื่องย่อดังนี้

มีกษัตริย์วงศ์เทวาสี่พระนคร เป็นพี่น้องกัน ครองเมืองสำคัญตามลำดับ คือ กุเรปัน ดาหา กาหลัง สิงหัดส่าหรี มเหสีของท้าวกุเรปันและท้าวดาหาเป็นพี่น้องกันด้วย ท้าวกุเรปันมีโอรสชื่อ อิเหนา ซึ่งเป็นตัวละครเอกของเรื่อง เป็นชายหนุ่มรูปงาม มีความสามารถเชี่ยวชาญในการรบ และเป็นชายที่มีเสน่ห์ เป็นที่ชื่นชอบของเพศตรงข้าม ส่วนท้าวดาหามีธิดา ชื่อ บุษบา ซึ่งรูปงามมาก เป็นนางเอกของเรื่อง

ท้าวกุเรปันและท้าวดาหา ได้หมั้นหมายอิเหนาและบุษบาไว้ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เพื่อจะได้อภิเษกเป็นคู่ครองกันสมตามศักดิ์ศรีของวงศ์เทวา โดยที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน ต่อมาอิเหนาเป็นผู้แทนท้าวกุเรปันไปในงานศพท้าวหมันยา ซึ่งมเหสีท้าวหมันหยาเป็นญาติ อิเหนาได้พบนาง จินตะหราวาตี ธิดาท้าวหมันหยา ได้นางจินตะหราซึ่งต่ำศักดิ์กว่าเป็นชายา เมื่อถึงเวลาจะต้องแต่งงานกับบุษบา อิเหนาซึ่งหลงนางจินตะหราอยู่ที่เมืองหมันหยาได้ปฏิเสธไม่กลับไปแต่งงานกับ บุษบา ท้าวดาหาพระบิดาของบุษบากริ้วโกรธมาก จึงประชดยกนางบุษบาให้จรกา แห่งเมืองล่าสำ ซึ่งรูปชั่วตัวดำ ต่อมา วิหยาสะกำ โอรสท้าวกะหมังกุหนิงได้รูปวาดนางบุษบาที่จรกาให้ช่างลอบไปวาด แล้วเทวดามาบันดาลให้รูปวาดบุษบาหายไป ๑ รูป ไปตกอยู่ในมือวิหยาสะกำ เมื่อได้เห็นรูปก็หลงรัก ส่งทูตไปสู่ขอ แต่ท้าวดาหายกนางบุษบาให้จรกาแล้ว วิหยาสะกำแห่งเมืองกะหมังกุหนิงจึงยกทัพมาชิงนางบุษบา ท้าวกุเรปันและมเหสีส่งสารไปให้อิเหนายกทัพไปช่วยเมืองดาหา อิเหนาก็โอ้เอ้อยู่ จนต้องมีสารไปตัดเป็นตัดตายว่า




“...ถึงไม่เลี้ยงบุษบาเห็นว่าชั่ว
แต่เขารู้อยู่ว่าตัวนั้นเป็นพี่
อันองค์ท้าวดาหาธิบดี
นั้นมิใช่อาฤาว่าไร

แม้นมิยกพลไกรไปช่วย
ถึงเราม้วยก็อย่ามาดูผี
อย่าดูทั้งเปลวอัคคี
แต่วันนี้ขาดกันจนบรรลัย...”


เมื่อ อิเหนาได้เห็นบุษบาเพียงครั้งแรกก็หลงรักและคลั่งไคล้อย่างหนัก จึงทำอุบายลักพานางบุษบาไปซ่อนไว้ในถ้ำและได้อยู่ร่วมกันมีความสุข แต่เทพยดา ปะตาระกาหลง ซึ่งเป็นอัยกา (ปู่) ไม่พอใจที่อิเหนาประพฤติตนไม่ดี จึงลงโทษบันดาลให้ลมพายุหอบนางบุษบา ซึ่งออกมาชมสวนไป และมีบันดาลให้นางกลายร่างเป็นชาย ชื่อ อุนากรรณ สาปไว้ด้วยว่า ต่อเมื่อพี่น้องสี่นครมาพบกันพร้อมหน้าเมื่อใด อุนากรรณจึงจะกลายร่างจากชายเป็นบุษบาได้ หากไม่ถึงเวลานั้น แม้อิเหนาพบบุษบา ก็ไม่สามารถจะทราบว่านางคือบุษบา ปะตาระกาหลาประทานกฤชให้อุนากรรณ ต่อจากนั้นอุนากรรณก็เที่ยวร่อนเร่พเนจรไปตามเมืองต่างๆ รบชนะได้ธิดาของเมืองต่างๆ มาร่วมเดินทาง

ฝ่ายอิเหนาเมื่อทราบว่าบุษบาหายไป ก็ออกติดตามหา ระหว่างทางรบชนะได้เมืองต่างๆ ได้พบอุนากรรณ แม้สงสัยว่าเป็นบุษบา แต่สืบอย่างไรก็พบว่าอุนากรรณเป็นชาย ต่อมาอิเหนาปลอมตัวเป็น ปันหยี (โจรป่า) ออกตามหานางบุษบาไปทุกหนทุกแห่งด้วยความทุกข์ทรมานใจ จนในที่สุดได้พบนางบุษบาบวชเป็นแอหนัง (ชี) อยู่ที่เขาตะหลากัน และตั้งใจว่าจะฆ่าตัวตาย ปันหยีปลอมเป็นเทวดาไปลวงนางแอหนังว่าจะพาไปสวรรค์ แล้วพานางมายังเมืองกาหลัง ทำอุบายให้ประสับตาพี่เลี้ยงเล่นหนังพรรณนาเรื่องของอิเหนาและบุษบาให้ นางแอหนังดู ในที่สุดปันหยีก็รู้ว่าแอหนังคือบุษบา ประจวบกับมีเหตุให้ระเด่นพี่น้องทั้งสี่เมืองมาครบ อิเหนาจึงสึกชี แอหนังเป็นบุษบา ภายหลังได้อภิเษกกัน



คุณค่าในวรรณคดีเรื่อง "อิเหนา" ฉบับพระราชนิพนธ์ใน "พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย"

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะ ให้บทละครเรื่องอิเหนามีคุณค่าสูง ทั้งในเชิงวรรณศิลป์ และนาฏศิลป์ คีตศิลป์ เมื่อทรงพระราชนิพนธ์แต่ละตอนเสร็จแล้ว ได้โปรดเกล้าฯให้ กรมขุนพิทักษ์เทเวศร์ นำไปทดลองขับร้องประกอบดนตรี จัดท่ารำ แก้ไขปรับปรุงให้รัดกุม กระชับ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยทุกตอน ด้วยเหตุนี้ บทละครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงมีความไพเราะ งดงาม เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่งวรรณศิลป์ ในเชิงนาฏศิลป์ก็เป็นบทละครที่มีลีลางดงาม พระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาจึงเป็นที่ประทับใจผู้คนทุกยุคทุกสมัยตลอดมา มีผู้นำไปแสดงละคร ใช้เป็นบทขับร้อง และตีพิมพ์เผยแพร่เป็นวรรณคดีอันอมตะของชาติ และในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วรรณคดีสโมสร ได้ตัดสินให้ อิเหนาเป็นยอดแห่งกลอนบทละคร

พระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนานี้ นอกจากมีคุณค่าสูงเชิงวรรณศิลป์และนาฏศิลป์ คีตศิลป์ (ขับร้องและดนตรี) แล้ว ยังมีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ด้วย เช่น สะท้อนภาพบ้านเมืองในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ สถานที่ตามที่ปรากฏในเรื่อง อิเหนา ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้น ยังกล่าวถึง ขนบประเพณีสำคัญทั้งในราชสำนักและในหมู่สามัญชน การดำรงชีวิต สภาพเศรษฐกิจการค้าอาชีพ การแต่งกาย เครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งศาสนาและศิลปวัฒนธรรมของไทยในอดีต ซึ่งบางอย่างยังเป็นแบบแผนประเพณีตกทอดมาถึงปัจจุบัน เช่น ประเพณีสมโภชลูกหลวงประสูติใหม่ ประเพณีการพระเมรุ ซึ่งยังคงเป็นแนวปฏิบัติอยู่ในราชสำนักของไทย และให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณีอื่นๆ เช่น แห่สระสนานใหญ่ ประเพณีโสกันต์ ซึ่งนักปราชญ์ทางวรรณคดีและสังคมศาสตร์กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ตรงตามตำราราชประเพณีโบราณ เพียงแต่ทรงดัดแปลงแก้ไขให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง ดังนั้น คนไทยสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน จึงนิยมยกย่องและศึกษาสืบทอดเรื่องอิเหนาตลอดมา ซึ่งนอกจากได้รับความเพลิดเพลิน ได้รับอรรถรสอันเปี่ยมด้วยคุณค่าทางวรรณศิลป์แล้ว ยังได้รับประโยชน์ด้านความรู้อันเป็นแบบแผนแนวทางในการดำรงชีวิตเป็นอย่างดี เช่น คติในข้อที่บุตรธิดาไม่เชื่อฟังอยู่ในโอวาทบิดามารดา คือ อิเหนา ซึ่งต้องประสบเคราะห์กรรม พลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก ต้องได้รับความทุกข์ทรมานยากลำบากสาหัสในการร่อนเร่ติดตามหานางบุษบาเป็น เวลาช้านานกว่าจะพ้นปัญหา ความรักหลงในอิสตรี อาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนถึงชีวิต เช่น วิหยาสะกำ และความรักลูกตามใจจนเกิดภัยแก่ชีวิตทั้งของตนและลูก เช่น ท้าวกะหมังกุหนิง พระบิดาของวิหยาสะกำ เป็นต้น...






"อิเหนา" เนื้อเรื่องย่อทั้งหมด

ใน ดินแดนชวาแต่โบราณมีกษัตริย์ราชวงศ์หนึ่ง เรียกว่า วงศ์อสัญแดหวาหรือวงศ์เทวา กล่าวกันแต่เดิมว่าเมืองหมันหยามีเจ้าเมือง มีธิดาสี่ องค์ เจ้าเมืองหมันหยาคิดจะแต่งการสยุมพรให้กับธิดาทั้งสี่ แต่หากษัตริย์ที่คู่ควรไม่ได้ ต่อมามีเหตุเกิดขึ้นคือมีพระขรรค์ ชัยกับธงผุดขึ้นที่หน้าพระลาน ทำให้เกิดข้าวยากหมากแพงชาวเมืองเดือดร้อนเจ้าเมืองหมันหยาจึงป่าวประกาศให้ กษัตริย์เมืองต่างๆ มาถอนพระขรรค์กับธงออกเพื่อ แก้อาถรรพ์ ผู้ใดทำได้สำเร็จจะยกธิดาและสมบัติให้กึ่งหนึ่งกษัตริย์เมืองต่างๆที่มาอาสา ก็ไม่สามารถถอนพระขรรค์กับธงได้ จนอสัญแดหวา สี่องค์ที่มาสถิต ณ เขาไกรลาส แปลงกายเป็นมนุษย์มาฉุดถอนพระขรรค์กับธงได้สำเร็จ เทวราชทั้งสี่ไม่ขอรับสมบัติหากขอเพียงธิดาเป็น คู่ครองและจะไปสร้างเมืองอยู่เอง

เทวาองค์แรกพา ธิดาองค์ที่หนึ่งไปสร้างเมืองกุเรปันองค์ที่สองพาธิดาองค์รองไปสร้างเมืองดา หา องค์ที่สามพาธิดาองค์รองสุดท้องไปสร้าง เมืองกาหลังและองค์ที่สี่พาธิดาองค์สุดท้องไปสร้างเมืองสิงหัดส่าหรี สี่เมืองนี้จึงนับเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ด้วยเกียรติและยศศักดิ์ ด้วยเป็นวงศ์ อสัญแดหวาและยังเป็นที่ยอมรับและยกย่องของหัวเมืองน้อยใหญ่ และสี่เมืองนี้เท่านั้นที่สามารถตั้งตำแหน่งมเหสีได้ ๕ องค์ อันได้แก่ ประไหมสุหรี มะเดหวี มะโต ลิกูและเหมาหลาหงี

ส่วนความ เกี่ยวพันระหว่างวงศ์อสัญแดหวากับเมืองหมันหยานั้นเรียกได้ว่าเกี่ยวดองกัน เพราะวงศ์อสัญแดหวารุ่นต่อๆมา ล้วนได้ธิดาเมืองหยันหยา มาเป็นประไหมสุหรี

สมัย ต่อมาเจ้าผู้ครองเมืองกุเรปันประสงค์จะมีโอรสกับประไหมสุหรี จึงได้ทำพิธีบวงสรวงเทวดาและได้โอรสสมพระทัยโหรทำนายว่าโอรสจะเป็นผู้มีเด ชานุภาพยิ่งใหญ่ แต่เมื่ออายุได้ ๑๕ ชันษาจะมีเคราะห์ต้องพลัดพรากจากเมืองถึงสามครั้ง จะไปได้ชายาเมืองอื่น พลัดบ้านพลัดเมืองถึง ๑๓ ปีจึงจะกลับคืนกุเรปันวันที่โอรสประสูติวงศ์อสัญแดหวาซึ่งเป็นบรมอัยกาสถิต อยู่บนสวรรค์ได้นำกริชแก้วสุรกานต์จารึกชื่อ อิเหนา มาวางไว้ข้างตัว

ฝ่าย ประไหมสุหรีเมืองหมันหยา ได้ให้กำเนิดธิดาชื่อ จินตะหราวาตี ประไหมสุหรีของเมืองหมันหยา ได้ให้กำเนิดโอรสชื่อ สุหรานากง ซึ่งวงศ์อสัญแดหวาได้นำกริชจารึกชื่อมาประทานให้เช่นเดียวกับอิเหนา เมืองกาหลังได้กำเนิดธิดาแต่ประไหมสุหรีชื่อ สกาหนึ่งหรัด และเป็นคู่ตุหนาหงัน(คู่หมั้น) กับสุหรานากง ส่วนเมืองดาหา ประไหมสุหรีได้กำเนิดธิดาชื่อ บุษบา ซึ่งทางเมืองกุเรปันได้สู่ขอตุนาหงันไว้กับอิเหนา อีก ๕ ปี ต่อมาประไหมสุหรีของเมืองดาหาก็ได้ให้กำเนิดโอรสชื่อ สียะตรา

อิเหนา เจริญวัยจนอายุได้ ๑๕ ชันษา ก็มีความเชี่ยวชาญเก่งกล้าสมเป็นโอรสกษัตริย์ ต่อมาพระมารดาของประไหมสุหรีเมืองหมันหยาทิวงคต ท้าวหมันหยาจึงมีราชสาส์นแจ้งไปยังเมืองกุเรปันและเมืองดาหา ทางเมืองกุเรปันจึงให้อิเหนานำเครื่องเคารพศพไปร่วมงาน

ครั้น อิเหนาไปถึงเมืองหมันหยา ได้เข้าเฝ้าท้าวหมันหยาและพบกับจินตะหราธิดาเจ้าเมืองจึงนึกรักคิดใคร่ได้ นางจนไม่ยอมกลับกุเรปัน ท้าวกุเรปันเห็นว่างานศพก็เสร็จสิ้นแล้วจึงให้คนถือหนังสือไปตามตัวอิเหนา กลับโดยบอกเหตุผลว่าพระมารดาทรงครรภ์แก่ใกล้ประสูติ อิเหนาต้องจำใจกลับวังแต่ได้เขียนเพลงยาวและฝากแหวนสองวง ขอแลกกับสไบของนางจินตะหรา เมื่ออิเหนาถึงเมืองกุเรปันก็ทราบว่าประไหมสุหรีกำเนิดธิดาชื่อ วิยะดา และท้าวดาหาได้สู่ขอตุนาหงันไว้ให้กับสียะตราน้องชายบุษบา อิเหนากลับมากุเรปันก็คร่ำครวญคิดถึงจินตะหรา ท้าวกุเรปันจึงมีราชสาส์นเร่งรัดไปยังท้าวดาหาเพื่อจะจัดการวิวาห์ระหว่าง อิเหนากับบุษบาให้เป็นที่เรียบร้อย

ฝ่ายอิเหนา ระแคะระคายว่าจะต้องแต่งงานกับบุษบา จึงออกอุบายขออนุญาตท้าวกุเรปันออกประพาสป่า แล้วปลอมตัวเป็นนายโจรชื่อ มิสารปันหยีให้พี่เลี้ยงและไพร่พลปลอมเป็นชาวบ้านป่าทั้งสิ้นเดินทางมุ่ง หน้าสู่ภูเขาปะราบีใกล้เมืองหมันหยา

กล่าวถึง กษัตริย์สามพี่น้องอีกวงศ์หนึ่ง องค์แรกครองเมืองปันจะรากัน มีธิดาชื่อสการะวาตี องค์รองครองเมืองปักมาหงัน มีธิดาชื่อ มาหยารัศมี มีโอรสชื่อ สังคามาระตา องค์ที่สามครองเมืองบุศสิหนา เพิ่งไปสู่ขอนางตรสาธิดาเมืองปะตาหรำมาเป็นชายา ระหว่างเดินทางกลับจากพิธีวิวาห์ พี่น้องทั้งสามเมืองก็แวะพักนมัสการฤาษีสังปะติเหงะซึ่งบำเพ็ญพรตอยู่เชิง เขาปะราปี

ระหว่างที่ไพร่พลของอิเหนาพักอยู่ที่เชิงเขาปะ ราปี ประสันตาพี่เลี้ยงของอิเหนาได้ล่วงล้ำไปมีเรื่องวิวาทกับไพร่พลของท้าวบุ ศสิหนา ท้าวบุศสิหนายกทัพมารบ กับอิเหนาซึ่งใช้ชื่อว่า มิสารปันหยี ท้าวบุศสิหนาถูกมิสารปันหยีแทงตกม้าตาย ท้าวปันจะรากันและท้าวปักมาหงันทราบจากฤาษีสังปะติเหงะว่า มิสารปันหยี คืออิเหนา จึงยอมอ่อนน้อมไม่สู้รบด้วย ทั้งยกสการะวาตีมาหยารัศมีและสังคามาระตาให้แก่อิเหนาด้วย

จากนั้นอิเหนาก็เข้าเมืองหมันหยา และได้จินตะหราเป็นชายาสมใจ แล้วได้พามาหยารัศมีและสะการะวาตีมาอยู่ด้วยกัน

ฝ่าย เมืองดาหาเมื่อเตรียมการพิธีวิวาห์เสร็จก็แจ้งไปยังท้าวกุเรปัน ท้าวกุเรปันก็ร้อนใจที่ทราบว่าอิเหนาไปได้จินตะหราเป็นชายาจึงให้คนถือ หนังสือไปตามให้อิเหนากลับอิเหนาพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมกลับ และขอถอนหมั้นบุษบา ท้าวดาหาได้ทราบความก็ขุ่นเคืองมากถึงกับตัดสินพระทัยว่าแม้นใครมาขอบุษบาก็ จะยกให้ทันที

กล่าวถึงเมืองพี่เมืองทั้งสองเมือง เมืองพี่คือเมืองล่าสำ เมืองน้องคือเมืองจรกา ท้าวล่าสำมีธิดาชื่อ กุสุมาเป็นคู่หมั้นกับสังคามาระตาฝ่ายท้าวจรกายังไม่มีคู่ด้วยรูปชั่วตัวดำ เมื่อได้ทราบข่าวทางเมืองดาหาก็แต่งเครื่องบรรณาการมาขอบุษบา ท้าวดาหาก็ยินดียกให้ ด้วยกำลังแค้นเคืองอิเหนา

กล่าว ถึงกษัตริย์อีกวงศ์หนึ่ง องค์พี่ครองเมืองกะหมังกุหนิง มีโอรสชื่อ วิหยาสะกำ องค์รองครองเมืองปาหยัง มีธิดาสององค์ ชื่อ รัตนาระติกา และรัตนาวาตี องค์สุดท้องครองเมืองประหมันสลัด มีโอรสชื่อ วิหรากะระตา มีธิดาชื่อ บุษบาวิลิศ




อยู่ มาวิหยาสะกำออกเที่ยวป่า องค์อสัญแดหวาไม่ต้องการให้บุษบาแต่งงานกับจรกา จึงจำแลงเป็นกวางทองล่อวิหยาสะกำไปพบรูปนิมิตของบุษบา วิหยาสะกำเห็นรูปก็หลงรักไม่เป็นอันกินอันนอน ท้าวกะหมังกุหนิงจึงแต่งเครื่องบรรณาการไปขอบุษบาให้โอรสทั้งที่รู้ว่าท้าว ดาหาได้ยกบุษบาให้กับจรกาแล้ว

เมื่อท้าวดาหาไม่ยินยอม ท้าวกะหมังหุหนิงจึงยกทัพมารบเมืองดาหาทางเมืองดาหาจึงรีบบอกไปยังเมืองพี่เมืองน้องและเมืองจรกาให้มาช่วย

ท้าว กุเรปันมีราชสาส์นไปยังอิเหนาที่เมืองหมันหยาให้มาช่วยท้าวดาหาอิเหนาจึงจำ ต้องยกทัพมาช่วยและได้รบกับท้าวกะหมังกุหนิงซึ่งถูก อิเหนาแทงด้วยกริชถึง แก่ความตาย วิหยาสะกำก็ถูกสังคามาระตาแทงตกม้าตาย ทางเมืองดาหาทราบว่าอิเหนามีชัยต่อข้าศึก ก็ให้จัดพิธีต้อนรับอิเหนาเข้าเมือง เมื่ออิเหนาเข้าเฝ้าท้าวดาหา ไปพบบุษบาก็เสียดายและนึกรัก

อิเหนาพยายามยืดเวลา เพื่อจะอยู่เมืองดาหานานๆ และไปร่วมพิธีใช้บนที่ภูเขาวิลิศมาหรา อิเหนาพยายามหาโอกาสเข้าใกล้บุษบาและพยายามกลั่นแกล้งจรกาให้บุษบารังเกียจ จรกา มิหนำซ้ำอิเหนายังถือโอกาสกอดจูบบุษบาตอนมะเดหวีกับบุษบาเข้าไปเสี่ยงเทียน ในถ้ำ

ครั้นกลับเข้าเมือง อิเหนาจึงคิดลักพาบุษบาหนี โดยสร้างสถานการณ์ว่ามีข้าศึกเข้ามาปล้นเมืองดาหาอิเหนาอาศัยความโกลาหลปลอม ตัวเป็นจรกาพาบุษบาหนีออกนอกเมืองไปซ่อนไว้ ในถ้ำกลางป่าแล้วย้อนรอยกลับเข้าเมืองดาหา ทำเหมือนไม่รู้ว่าบุษบาถูกลักพาไป

กล่าวถึงองค์ อสัญแดหวาขุ่นเคืองอิเหนาที่ทำหยาบหยามตามอำเภอใจ จึงบันดาลให้ลมหอบพาบุษบาและพี่เลี้ยงไปตกยังเมืองประมอตันเพื่อให้พลัดกัน กับอิเหนาและองค์อสัญแดหวายังแปลงบุษบาให้ดูเหมือนผู้ชาย ให้ชื่อว่าอุณากรรณ ท้าวประมอตันได้พบจึงรับไปเป็นโอรสบุญธรรมฝ่ายอิเหนาเมื่อทราบว่าลมหอบบุษบา หายไปก็เสียใจมาก จึงปลอมเป็นนายโจรมิสารปันหยีออกติดตามนาง ระหว่างทางก็ตีได ้เมืองเล็กเมืองน้อยเป็นเมืองขึ้น อิเหนาพยายามตามหาบุษบาต่อไปแต่ไม่พบ จึงไปบวชเป็นฤาษีชื่อ กัศมาหราอายัน

ข้าง อุณากรรณก็พยายามออกติดตามหาอิเหนาเช่นเดียวกัน จนไปถึงภูเขาปัจจาหงันที่อิเหนาบวชเป็นฤาษีอยู่ ทั้งสองได้พบกันแต่ก็ไม่รู้จักกันอุณากรรณเดินทางต่อไปถึงเมืองกาหลัง ต่อมาอิเหนาลาจากเพศฤาษีติดตามอุณากรรณไปยังเมืองกาหลังด้วย

เมื่อ อยู่ที่เมืองกาหลัง ทั้งท้าวกาหลัง อุณากรรณและมิสารปันหยีต่างไม่รู้จักกันเพียงแต่สงสัยคลับคล้ายคลับคลา ต่อมาอุณากรรณเดินทางจากเมืองกาหลังไปสืบหาอิเหนา และไปบวชเป็นชี ณ ภูเขาตะหลากันโดยใช้ชื่อว่า ชีติหลาอรสา

ต่อมาประ สันตาได้พบนางชีติหลาอรสา ก็สงสัยว่าจะเป็นบุษบา จึงมาทูลอิเหนาอิเหนาจึงปลอมตัวเป็นเทวดาชื่อ หลงหลังอาหลัด ไปหานางที่อาศรม แล้วหลอกว่าจะมารับนางไปอยู่ที่เมืองฟ้า แต่กลับพานางเข้าเมืองกาหลัง ประสันตาได้ทำอุบายเล่นหนังตามเรื่องราวของอิเหนาโดยเริ่มตั้งแต่เมื่อขึ้น ไปไหว้พระปฏิมาบนภูเขาวิลิศมาหรา กระทั่งบุษบาถูกลมหอบไป ในที่สุดอิเหนากับบุษบาก็จำได้ ทั้งสียะตราและวิยะดาก็ได้พบกัน

เมื่อ พบกันพร้อมหน้า ที่เมืองกาหลังแล้ว อิเหนาก็ยังไม่กล้ากลับเมืองดาหาเพราะเกรงท้าวดาหาจะกริ้วสียะตราจึงต้อง แต่งสาส์นไปทูลให้ท้าวกุเรปันและท้าวดาหาทรงทราบ เพื่อให้สองกษัตริย์ยกโทษและรับอิเหนากลับเข้าเมือง

ในที่ สุดท้าวกุเรปัน ท้าวดาหาก็จัดกองทัพมารับอิเหนาและบุษบาที่เมืองกาหลังทั้งได้จัดงานพิธี อภิเษกให้อิเหนาด้วย มีเจ้าเมืองต่างๆ มาร่วมพิธีมากมาย จากนั้นอิเหนาก็ปกครองแว่นแคว้นแดนชวาด้วยความสุขสืบมา


ที่มา สกุลไทย /.wikipedia
Photo Cr. - retardo58



'อิเหนารำพึง' โดย พันธ์ พะเนียงเวทย์



วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

[นิทานเรื่องเล่า] กำเนิดมะพร้าว

กำเนิดมะพร้าว



แต่กาลก่อนเก่า บนโลกของเรา ไม่มีมะพร้าว เกิดขึ้นมาก่อน
ตำนานเรื่องนี้ ชี้กำเนิดย้อน มะพร้าวคำกลอน อุทาหรณ์สอนใจ

วันหนึ่งมีแพ ลอยมาแต่ไกล เลียบฝั่งเข้าใกล้ ท่าน้ำหน้าวัง
บนแพแปลกล้น สามคนทนจัง แขนมัดไพล่หลัง หมดแรงอิดโรย




อดน้ำอาหาร หลายวันหิวโหย ร้องครวญโอดโอย ขอเฝ้าราชา
ทหารแก้มัด จัดเข้าแถวมา นั่งเฝ้าต่อหน้า ถึงคราอับจน

หมอบกราบสั่นรัว เกรงกลัวเหลือล้น ถามทีละคน ทำผิดใดมา
คนแรกสารภาพ ทำบาปหยาบช้า จี้ปล้นหลายครา เลือกแต่คนรวย

เป็นโจรหลายปี ทุกทีโชคช่วย สุดท้ายเกือบม้วย ถูกจับรับกรรม
ไม่มีอภัย กลัวไม่หลาบจำ ลอยแพใช้กรรม ซ้ำถูกโบยตี
เนื้อตัวเจ็บแสบ แทบสิ้นชีวี เลิกแล้วคราวนี้ กลับตัวกลับใจ

ชายคนที่สอง กราบทูลสนองไป เจ้าชู้กว่าใคร ชอบผิดลูกเมีย
หากชอบสาวใด แย่งเอามาเสีย เป่ามนตร์อ่อนเปลี้ย ใช้เล่ห์เพทุบาย
หลายบ้านแตกแยก แบกหน้าอับอาย ถูกเขาจับได้ จับใส่แพมา



สุดท้ายเป็นหญิง อ้างจริงไม่ร้าย แรงเท่าสองชาย ที่กราบทูลมา
เพียงชอบยุแหย่ แก่ชาวประชา แตกแยกความสา-มัคคีเนืองเนือง
คนเคยรักใคร่ กลับกลายโกรธเคือง ไม่น่าเป็นเรื่อง ผิดร้ายอันใด
เพราะพวกโง่เขลา หูเบาเองไซร้ กลับมาทำร้าย รุนแรงเกินไป

ราชาได้ฟัง สั่งอำมาตย์ไป จัดของมอบให้ แก่ชายสองคน
บ้านและสินทรัพย์ กับสาวหน้ามน มอบให้ตั้งต้น เตรียมเป็นคนดี

ชายที่ชอบปล้น ทรัพย์ของคนมี ได้บ้านได้ที่ พอใจกราบทูล
ข้าบาทซาบซึ้ง ได้พึ่งใบบุญ ต่อนี้แทนคุณ ด้วยเป็นคนดี
จะไม่ทำผิด คิดร้ายเช่นที่ เคยทำก่อนนี้ จนชั่วชีวัน

ส่วนชายเจ้าชู้ หาคู่สมกัน แต่งให้สุขสันต์ เป็นศรีภรรยา
ชายเจ้าชู้ชอบ หมอบกราบราชา ให้สัตย์วาจา จะเป็นคนดี
เลิกแล้วเจ้าชู้ ขออยู่เป็นที่ จะเป็นสามี ที่ดีต่อไป



ส่วนหญิงปากชั่ว พาตัวออกไป ตัดหัวเสียบไว้ ประจานนอกเมือง
คนชอบยุแยก ให้แตกขัดเคือง อาจก่อเกิดเรื่อง มากมายตามมา
ปากเสียแก้ยาก ลำบากภายหน้า ต้องตัดปัญหา ประหารสิ้นชื่อ

วันหนึ่งอำมาตย์ นักปราชญ์คนซื่อ ราชาให้ถือ สาส์นไปต่างเมือง
เดินผ่านศีรษะ ผงะหยุดเยื้อง ปากหญิงเจ้าเรื่อง ถามไปไหนตา
อำมาตย์ตกใจ ไม่ตอบวาจา รีบกลับเข้ามา กราบทูลทุกสิ่ง

ราชาว่าแก ฟั่นเฟือนแน่จริง อำมาตย์รีบชิง ให้คำสัญญา
หากว่ากล่าวเท็จ เพ็ดทูลมุสา ถวายชีวา ยืนยันความจริง

ราชาตัดใจ ไม่อยากท้วงติง ดูให้เห็นจริง พิสูจน์วาจา
เสนาอำมาตย์ ปราดตามราชา ที่นอกพารา ตรงหัวประจาน



ศีรษะหลับตา หมดท่าอาการ ไม่เอื้อนเอ่ยขาน รอนานแน่ใจ
ราชาสุดกริ้ว ชี้นิ้วตรงไป อำมาตย์เหลวไหล เอาไปประหาร

อำมาตย์คนซื่อ สิ้นชื่อทันกาล หัวหญิงเบิกบาน กล่าวขานทันใด
ฮะฮ้าราชา หมดท่าใช่ไหม อำมาตย์คู่ใจ ตายไปเพราะเง่า

ราชาตกใจ พลาดไปแล้วเรา ไม่น่าจะเขลา ตกเข้าหลุมพลาง
ถึงแม้หัวขาด ไม่อาจขัดขวาง ปากเสียของนาง ตามล้างชีวิน

ราชาจึงสั่ง หัวเน่าฝังดิน จะได้หมดสิ้น เล่นลิ้นเจรจา
ทหารนำหัว ปากชั่วเจรจา ฝังลึกเป็นวา ดินกลบทับไว้


นานวันผันผ่าน คล้ายตาลต้นไม้ ประหลาดสุดใจ ขึ้นจากหลุมนั้น
ผลโตเติบใหญ่ ใบยาวเรียงกัน ดอกเปลือกผลพลัน เห็นเนื้อกะลา

ผลมีสองตา จมูกปากหน้า ละม้ายคล้ายคน เขย่ามีเสียง
อ้า อ้า อื้อ อื้อ คือสรรพสำเนียง หญิงทรามส่งเสียง อยากจะพูดจา

ถึงแม้จะมี ที่หุ้มห่อหนา เปลือกและกะลา ไม่อาจปิดกั้น
เพราะพูดไม่ได้ มันให้อัดอั้น สัญชาติปากคัน อือออก็เอา

เป็นมนุษย์สุดเลิศ ประเสริฐมีเชาวน์ ปากเป็นของเรา สร้างสรรค์สิ่งดี
เลือกพูดให้เหมาะ ไพเราะเพราะดี ประสานไมตรี นี่ซีล้ำเลิศ

นิทานเรื่องนี้ ชี้ต้นกำเนิด มะพร้าวได้เกิด แต่นั้นสืบมา
เด็กเล็กจำไว้ ให้เป็นอุปมา จะพูดจะจา คิดก่อนให้ดี...

จากหนังสือชุดคติสอนใจ เรื่องโดย พลอยเพทาย พ.ศ.2543








มะพร้าวทุย

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า] ...เรื่องเล่าจากท้องฟ้า...


[นิทานเรื่องเล่า] ...เรื่องเล่าจากท้องฟ้า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...พระอาทิตย์กับพระจันทร์ครองรักกัน อยู่ในบ้านชื่อ ท้องฟ้า
โดยมีลูกน้อยๆ คือ ดวงดาวรายล้อมอยู่รอบตัว

ในเวลานั้นโลกเต็ม ไปด้วยความสว่างไสว น้ำในแม่น้ำสะท้อนเป็นสีทอง...
หิมะบนยอดเขา สะท้อนแสงเป็นสีเงินและน้ำค้างบนยอดเขาประกายระยิบระยับ
เมฆหมอก เคลื่อนตัวไปมาอย่างมีความสุข
มีเสียงหัวเราะล่องลอยตามสายลม ตลอดเวลา...

จนกระทั่งวันหนึ่ง...พระอาทิตย์เหลือบมองเห็นร่มเงาที่ทอดตัวอยู่ตามหุบเขา
และเกิดหลงรักทันที พระอาทิตย์ไล่จับเงานั้น...
และทุกครั้งที่กำลัง เอื้อมถึงเงาก็หลบหนีไป...
ทุกวันพระอาทิตย์พยายามส่องแสงแรงขึ้นเพื่อให้เห็นเงาชัดเจนขึ้นและไล่ตาม
โดยหลงลืมพระจันทร์และลูกน้อยของตนเอง...

พระจันทร์เริ่มรู้สึกเหนื่อยอ่อนกับการปลอบโยนลูกๆ
จึงตัดสินใจพาลูกๆหนี ไปอยู่อีกฟากหนึ่งของ ท้องฟ้า...
เมื่อพระอาทิตย์กลับมาอีกครั้ง...ก็รู้ว่าบ้านท้องฟ้าของตนว่างเปล่า
พระอาทิตย์เสียใจมากและพยายามตามพระจันทร์ไปอีกฟากหนึ่ง
ขณะที่พระจันทร์หอบลูกน้อยไปอีกฝั่งหนึ่งของฟ้า อยู่เสมอ...

จากเหตุการณ์นี้...จึงทำให้โลกแบ่งออกเป็นสองฟาก...
ตราบใด...ที่แสงสีทองสว่างไสวบนยอดเขา...
ตราบนั้น...
จะไม่มีแสงอ่อนโยนสีเงินยวงทอดตัวลงบนแม่น้ำ...
ตราบใด...
ที่ความร้อนทอดตัวลงบนผิวไม้...
ตราบนั้น...จะไม่มีแสงระยิบระยับอยู่บนยอดหญ้า...

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า]...ตำนานขนมครก...


[นิทานเรื่องเล่า]...ตำนานขนมครก...


...ไอ้กะทิ... หนุ่มน้อยแห่งดงมะพร้าวเตี้ย แอบมีความรักกับ หนูแป้ง หนูแป้งสาวงามแห่งหมู่บ้านทุ่งมะพร้าวเตี้ยสาวสวยประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของผู้ใหญ่บ้าน ทั้งคู่เจอกันวันลอยกระทง และสัญญากันต่อหน้าพระจันทร์ ไม่ว่าข้างหน้าแม้จะมีอุปสรรคขวางกั้นเพียงใด ทั้งคู่ก็จะขอยึดมั่นความรักแท้ที่มีต่อกันชั่วฟ้าดินสลาย

ไอ้กะทิ ก้มหน้าก้มตาเก็บหอมรอมริบหาเงินเพื่อมาสู่ขอลูกสาวจากผู้ใหญ่บ้านฮะฮ่า..ข้านี่แหละผู้ใหญ่บ้านทุ่งมะพร้าวเตี้ย.. แต่กลับถูกปฏิเสธแถมยังโดนผู้ใหญ่ส่งชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือมาลอบทำร้าย แต่ไอ้กะทิก็ไม่ว่ากระไร มันพาร่างอันสะบักสะบอมกลับไปบ้าน นอนหยอดน้ำข้าวต้มซะหลายวัน แต่ใจยังตั้งมั่นว่า วันหน้าจะมาสู่ขอหนูแป้งใหม่จนกว่าผู้ใหญ่จะใจอ่อน

แต่แล้วความฝันของไอ้กะทิ ก็พังพินาศเมื่อผู้ใหญ่ยก หนูแป้ง ลูกสาวคนสวยให้แต่งงานกับปลัดหนุ่มจากบางกอก ไอ้กะทิ รู้ข่าวจึงรีบกระเสือกกระสนหมายจะมายับยั้งการแต่งงานครั้งนี้ ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็วางแผนป้องกันไว้แล้ว โดยขุดหลุมพรางดักรอไว้ แต่แม่แป้งแอบได้ยินแผนร้ายเสียก่อน จึงลอบหนีออกมาหมายจะห้ามหนุ่มคนรักไม่ให้ตกหลุมพราง

คืนนั้นเป็นคืนเดือนแรม หนูแป้งวิ่งฝ่าความมืดออกมาเพื่อดักหน้าไอ้กะทิ ไอ้กะทิเห็นหนูแป้งวิ่งมาก็ดีใจทั้งคู่รีบวิ่งเข้าหากัน ฉับพลัน!!...ร่างของหนูแป้งก็ร่วงหล่นลงไปในหลุมพรางของผู้ใหญ่ฯผู้เป็นพ่อ ต่อหน้าต่อตาไอ้กะทิ อารามตกใจนายกะทิก็รีบกระโดดตามลงไปเพื่อช่วยเหลือหนูแป้ง อารามดีใจสมุนชายฉกรรจ์ของผู้ใหญ่บ้านซึ่งแอบซุ่มอยู่ ก็รีบเข้ามาโกยดินฝังกลบหลุมที่ทั้งคู่หล่นลงไป เพราะคิดว่าในหลุมมีเพียงไอ้กะทิผู้เดียว ...

รุ่งเช้าผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ขุดหลุมเพื่อดูผลงาน แทบไม่เชื่อสายตาเบื้องล่างปรากฏร่างของ ไอ้กะทิตระกองกอดทับร่างหนูแป้งลูกสาวของตน ทั้งสองนอนตายคู่กันอย่างมีความสุข เมื่อรอยยิ้มถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตา ผู้ใหญ่บ้านรำพึงต่อหน้าศพของลูกสาวว่า..

"พ่อไม่น่าคิดทำลายความรักของลูกเลย"

ตั้งแต่นั้นมาอนุสรณ์แห่งความรักที่กระทำสืบทอดกันมาจนเป็นประเพณี ทุกแรม ๖ ค่ำ เดือน ๖ ชาวบ้านที่ศรัทธาในความรักของไอ้กะทิ กับ แม่แป้ง ก็จะตื่นตั้งแต่เช้ามืด เข้าครัวเพื่อทำขนมที่หอมหวานปรุงจากแป้ง และกะทิ บรรจงหยอดลงหลุม พอสุกได้ที่ก็แคะจากหลุม แล้วนำมาวางคว่ำหน้าซ้อนกันเป็นสัญลักษณ์ว่า "จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป" ขนมนี้จึงถูกเรียกขานกันในนาม "ขนมแห่งความรัก" หรือ ขนม คน-รัก-กัน ต่อมาถูกเรียกย่อ ๆ ว่า 'ขนม ค-ร-ก' นั่นเอง...



ดัดแปลงและเรียบเรียงจาก... (นว.สส.)

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า] ...ก้อนหินเดียวดาย...


[นิทานเรื่องเล่า] ...ก้อนหินเดียวดาย...
เรื่องโดย : วาดวลี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (ไม่นานเท่าไหร่)...ก้อนหินก้อนหนึ่ง อยู่เดียวดายในที่ส่วนตัวของมันลำพังในท้องทุ่งกว้าง..บางวันก้อนหินไถตัวเองเล่น ไปขีดไปเขียนลงบนพื้นทราย สร้างรอยอันขรุขระบนพื้น และผนังตัวเอง จากการกลิ้งตัวไปมา...ร่องรอยเหล่านั้น จนมีคนมาอ่าน มาเห็นก็ชอบใจและตีความไปตามประสบการณ์ของแต่ละคน...

เจ้าก้อนหินไม่รู้ว่า ตลอดชีวิตมันเดินมาไกลเท่าไหร่แล้ว ต้นไม้ ดอกไม้ นก ในถิ่นใหม่ รวมทั้งก้อนหินก้อนอื่น ต่างอยากรู้จักกับก้อนหินเดียวดายพลัดหลงก้อนนี้...พวกเขาต่างพากันเดินทางมา ทักทายก้อนหินเดียวดาย "ฉันอยากเป็นเพื่อนเธอ"

ก้อนหินเดียวดายตอบว่า "ฉันก็อยากเป็นเพื่อนเธอ..." เธอดีใจที่มีเพื่อนมากขึ้น หลายๆคนเข้ามาสนิทสนม เธอหลงใหลมิตรภาพบางๆ เหล่านั้น จนรู้สึกราวกับว่า ตัวเองมีความหมาย สำคัญ และก็ไม่ได้โดดเดี่ยวต่อไปอีกและยินดีอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนั้นสักระยะหนึ่ง...

แต่แล้ววันหนึ่ง..ก้อนหินเดียวดายเดินทางไปพบกับก้อนหินอีกก้อนหนึ่ง มันนั่งอยู่เงียบๆ ..เธอเข้าไปถามว่า "เป็นอะไรไปหรือ"

ก้อนหินก้อนนั้นตอบว่า "ฉันกำลังถูกทิ้ง...เมื่อก่อนฉันก็เป็นแบบเธอ"
"เธอรู้จักฉันด้วยหรือ" ก้อนหินเดียวดายถามอย่างแปลกใจ
"รู้จักสิ..ฉันรู้จักเธอดี จากการเล่าของคนอื่นๆ ใครบ้างไม่รู้จักเธอ" ก้อนหินเดียวดายฟังถ้อยคำเหล่านั้นอย่างแปลกประหลาดใจ

"น่าขอบคุณที่มีคนพูดถึงฉัน...แต่ฉันคงไม่มีโอกาสรู้ว่าใครจะพูดถึงฉันอยางไรบ้าง" ก้อนหินเดียวดายรำพึงกับก้อนหินก้อนนั้น

"เธออยากฟังไหม..ว่าเขาพูดถึงเธอว่าอย่างไรบ้าง"
"อืมไม่แน่ใจ..แต่จะเล่ามาก็ได้" ก้อนหินเดียวดาย เธออยากฟังสิ่งที่คนอื่นเล่าถึง มันท้าทาย มันน่าตื่นเต้นไม่น้อยเธอนั่งเงียบๆ แล้วก็ฟังเรื่องราวที่เขาพูดถึงเธอ...

เรื่องราวเหล่านั้นพรั่งพรูออกมา...บ้างก็บอกว่า
"ก้อนหินเดียวดายเหรอ..อืม น่ารักดีนะ..มองโลกในแง่ดี"
"เราว่าเธอสร้างภาพมากกว่า"
"เธอมีอุดมการณ์ดีนะ ดูเข้มแข็งดี"
"คงเป็นพวกชีวิตตัวกับใจไม่เหมือนกันนะ"
"ไม่อยากเชื่อหรอก ว่าก้อนจะรักบ้านรักเมืองเราจริงๆ อยู่ไม่นานเดี๋ยวก็คงไป"
"ฉันก็อยากจะตีสนิทดูนะ..ก็แกล้งคุยดีไปอย่างนั้นเอง"

ก้อนหินเดียวดายนั่งนิ่งๆ ฟังถ้อยคำเหล่านั้นจากก้อนหินก้อนเหงา ๆ เธอฟังมันแล้วก้ให้ผ่านพ้นไป เหมือนไม่เคยได้ฟัง "อืม..ขอบคุณนะที่เล่าให้ฉันฟัง..แล้วทำไมเธอถึงเลือกเล่าให้ฉันฟังล่ะ"
" เพราะว่าฉันเคยเป็นอย่างเธอมาก่อนไง...ฉันมีเพื่อนมากมาย ใคร ๆ ก็รักฉัน แล้ววันหนึ่ง เมื่อพวกเขาตีสนิทและได้รู้สิ่งที่อยากรู้ เขาจะก็จากไป"

"อืม..ขอบคุณนะที่เล่าให้ฟัง..ฉันคงไม่เสียใจ ถ้าจะมีใครรักฉันและไม่รักฉัน พวกเขาก็ต่างมีชีวิตและอุดมคติที่แตกต่างกันไปน่ะ"

"เธอคิดว่าจะยังมีคนจริงใจกับเธออีกหรือ ก้อนหินเดียวดาย" ก้อนหินน้อยถามมา
"อืม มีสิ..ฉันคิดว่าน่าจะยังมีอยู่ โลกเรากว้างใหญ่ไพศาล บางทีคนๆ นั้นอาจจะมีเพียงคนเดียวในโลก ก็พอแล้ว"

ก้อนหินรำพึงรำพันกับตัวเอง จากนั้นเธอกลิ้งตัวถูไถเพื่อนใหม่ และก็ปลอบใจว่า "อย่าใส่ใจกับถ้อยคำเหล่านั้นเลย ไม่มีใครรัก เราก็ต้องรักตัวเอง ดูสิโลกยังสดใสดีออก"

เธอว่าแล้วก็เดินจากมาพร้อมรอยยิ้ม แม้มันจะไหลปนเปื้อนน้ำตาอยู่อย่างเงียบ ๆ อย่างไม่เข้าใจ...

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า] ...อาณาจักรแห่งท้องฟ้า...


[นิทานเรื่องเล่า] ...อาณาจักรแห่งท้องฟ้า...
เขียนโดย : เจ้าหญิงน้อย


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... บนอาณาจักรแห่งท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล เป็นที่อยู่ของเหล่าเทพต่างๆมากมาย แต่ละวันเทพแต่ละองค์ก็มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ท้องฟ้าที่เราเห็นมีความต่างกันในทุกวัน

ในเช้าวันที่มีแดดจัดจ้า...จะเป็นวันที่เทพแห่งแสงตะวันตื่นขึ้นมาทำงานอย่างแข็งขัน
ในวันที่มีลมพัดแรง...เป็นเพราะเทพแห่งสายลมกำลังวิ่งแข่งกับเทพแห่งก้อนเมฆอยู่บนฟ้า
และในวันที่มีฝนตกลงมา...ก็เป็นเพราะว่าเทพแห่งสายฝน กำลังกลั่นน้ำฝนจากก้อนเมฆ

“สายฝนทำให้พื้นแผ่นดินชุ่มฉ่ำ ต้นไม้ผลิใบ น้ำในลำธารรินไหลหลังจากแห้งขอดมานาน” เทพแห่งสายฝนพูดพลางมองลงไปยังผืนแผ่นดินเบื้องล่างอย่างภาคภูมิใจ

“สายฝนทำให้เด็กๆไม่สบาย ทำให้เฉอะแฉะออกไปไหนก็ไม่ได้” เทพแห่งแสงตะวันซึ่งตอนนี้หลบอยู่หลังเมฆดำก้อนใหญ่บ่นแล้วจามเสียงดังถึงสามครั้งติดต่อกัน

“แต่เด็กๆก็มีความสุขเวลาได้เล่นน้ำฝนใช่ไหม และถ้าหากเล่นน้ำฝนแล้ว อาบน้ำเช็ดตัวให้แห้งสะอาดก็คงไม่เป็นไร” เทพแห่งสายฝนเถียง

“สายฝนทำให้เฉอะแฉะ เด็กๆจะออกไปเที่ยวไหนก็ไม่ได้” เทพแห่งแสงตะวันยืนกราน

“อย่าเอาคนอื่นมาอ้างเลย ท่านต่างหากที่ออกไปเที่ยวไหนไม่ได้ เวลาที่ฝนตก พระอาทิตย์อย่างท่านก็ต้องหลบเข้าหลังก้อนเมฆไป และท่านก็คงกลัวว่าเด็กๆจะชอบสายฝนและอากาศที่เย็นชื่นใจมากว่าแสงแดดร้อนๆของท่าน”


เทพแห่งสายฝนคงจะเริ่มโกรธขึ้นมาแล้วเหมือนกัน เพราะระหว่างที่เถียงกับเทพแห่งแสงตะวันนั้น ฟ้าก็ร้องครืนคราม และมีสายฟ้าสว่างวาบลงมา ฝนก็ตกหนักจนมืดมัวไปทั้งฟ้า...

“ใครบอกว่าเรากลัวท่านล่ะ ยังไงๆซะเด็กๆก็ต้องชอบวันที่มีแดดจัดจ้าและได้ออกมาเล่นกันที่สนามเด็กเล่นมากกว่าวันฝนตกเป็นไหนๆ” เทพแห่งแสงตะวันเถียงและพยายามหนีออกมาจากเมฆก้อนใหญ่เพื่อจะส่องแสงของตนลงมาบ้าง

“ถ้าเล่นตากแดดนานๆ เด็กๆก็ไม่สบายได้เหมือนกัน พวกผู้ใหญ่ถึงต้องห้ามไม่ให้เด็กๆออกมาตากแดดไง”
เทพแห่งสายลมยังไม่ยอมแพ้

“ท่านคงไม่เคยได้ยินเวลาที่มีคนบ่นตอนฝนตก แล้วทำให้พวกเขาเปียกสินะ” เทพแห่งแสงตะวันว่าเทพแห่งสายฝนอย่างเยาะเย้ย

“ท่านก็คงไม่เคยได้ยินเวลาชาวนาร้องตะโกนท่ามกลางสายฝนอย่างดีใจ” เทพแห่งสายลมเถียงกลับไป แล้วทั้งคู่ก็ยังคงเถียงว่าใครดีกว่ากัน จนเทพแห่งก้อนเมฆที่ฟังอยู่ข้างๆอดรนทนไม่ได้

“นี่พวกท่านจะเถียงกันไปทำไม ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็มีข้อดีที่ต่างกันไป สายฝนทำให้ผืนแผ่นดินชุ่มฉ่ำ ข้าวในนางอกงาม ดอกไม้ผลิบาน ต้นไม้ผลิใบ” เทพแห่งสายฝนพยักหน้ารับคำของเทพก้อนเมฆอย่างพอใจ

“ส่วนแสงแดดก็ทำให้อากาศแจ่มใส ต้นไม้สร้างอาหารได้ ทำให้ผ้าบนราวแห้งและมีกลิ่นหอมจางๆ” คราวนี้เป็นเทพแห่งแสงแดดที่เป็นฝ่ายพยักหน้ารับบ้าง

“ทุกอย่างล้วนมีข้อดีด้วยกันทั้งนั้น แต่อะไรที่มากจนเกินไปก็ไม่ดีได้เหมือนกัน ถ้าเด็กๆเล่นน้ำฝนหรือตากแดดนานๆก็จะทำให้เป็นไข้ ถ้าฝนตกหรือแดดออกมากเกินไป ชาวนาเองก็ทำนาไม่ได้ ยิ่งถ้าพวกท่านมาทะเลาะกันเองแบบนี้ยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ดูท่านสิเทพแห่งสายฝน ตอนนี้ท่านทำให้ฝนตกเหมือนฟ้าจะถล่มทลาย” เทพแห่งก้อนเมฆสรุปปิดท้าย และเตือนให้เทพแห่งสายฝนสำนึกได้ ว่าตัวเองไม่ควรจะโกรธใครแบบนั้น ฝนที่ตกหนักจึงค่อยๆซาลงกลายเป็นสายฝนที่หล่นพรำ...

“ขอโทษด้วยนะเทพแห่งแสงตะวัน จริงๆแล้วเรารู้ดีว่าแสงของท่านมีประโยชน์มากมาย เราไม่น่าไปว่าท่านอย่างนั้นเลย” เทพแห่งสายฝนกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ

“ไม่เป็นไรๆ เราเองก็ไม่น่าไปว่าท่านก่อน ในเมื่อท่านก็ต้องทำหน้าที่ของท่าน เราเองก็ต้องขอโทษท่านเหมือนกัน” เทพแห่งแสงตะวันบอก

“เอาล่ะ เมื่อขอโทษกันแล้วก็ดีกันนะ” เทพแห่ก้อนเมฆบอกแล้วลอยผ่านไป เหลือเพียงเทพแห่งแสงตะวันที่กำลังส่งยิ้มให้เทพแห่งสายฝนอย่างแจ่มใส

หากใครสักคนมีโอกาสเงยหน้ามองฟ้าในวันนั้น... คงจะมองเห็นภาพที่แสนจะประทับใจ เพราะท่ามกลางสายฝนอันอ่อนโยนที่กำลังพรำสาย มีแสงตะวันฉายอยู่อย่างสดใสและที่ขอบฟ้าไกลออกไป มีรุ้งกินน้ำที่แสนงดงามทอดโค้งข้ามฟ้าถึงสองสาย...

นั่นคือเครื่องหมายแสดงความดีใจกับมิตรภาพระหว่างเทพทั้งสอง...

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า] นิทานแห่งสายน้ำ เรื่องของ "นาซิสซัสและเอคโค"


นิทานแห่งสายน้ำ เรื่องของ "นาซิสซัสและเอคโค"


นานมาแล้วยังมีภูตแห่งสายน้ำและผืนป่าอยู่มากมาย... ในจำนวนนั้นนับว่านางไม้นาม เอคโค (Echo) เป็นที่หลงใหลมากที่สุดทั้งงดงามและมีน้ำใจ ที่สำคัญเสียงของเธอยังไพเราะเป็นอย่างยิ่ง..
ดังนั้นภูตตนอื่นและสัตว์ในป่าจึงล้วนมักขอให้เธอร้องเพลงและเล่านิทานให้ ฟังอยู่เสมอ...เอคโคก็ยินดีทำ อีกทั้งเธอยังเป็นที่โปรดปรานของเทพีอโฟรไดท์ (Aphrodite) เทพีแห่งความรักษาจากโอลิมปัส (Olympus)

เทพีอโฟรไดท์...เคยให้พรแก่เอคโคว่าหากเอคโคชอบผู้ใดให้มาร้องขอต่อนาง...นางจะให้เทพอีรอส (Eros)ไปยิงศรธนูแห่งรัก ทำให้คนนั้นรักต่อเอคโค แต่เอคโคก็ยังไม่ได้ใช้พรนั้น แต่แล้วโชคร้ายก็เกิดกับเอคโค เธอพบกับ...เทพซูส (Zeus)... มหาเทพแห่งเขาโอลิมปัสและเจ้าแห่งฟากฟ้าซึ่งหลบเทพีเฮรา (Hera) มาหาภูตสาวสวยแห่งแม่น้ำตนหนึ่ง...


เธอเห็นว่าทั้งสองรักกันก็ยินดีด้วย แต่เมื่อเธอเดินเล่นไปอีกเล็กน้อย ก็พบเข้ากับเทพีเฮรา เอคโคทราบว่าเทพีคงมาตามหาเทพซูส จึงเข้าไปหลอกเทพีเฮราว่านางได้เจอกับซูส และตอนนี้เทพซูสกำลังตามหาเทพีเฮราอยู่ เทพีเฮราหลงเชื่อจึงกลับเขาโอลิมปัสไป เทพซูสทราบว่าเอคโคช่วยท่านจึงได้ประทานแหวนแซฟไฟร์สีน้ำเงินที่สวมอยู่เป็นการตอบแทน...

แต่ว่าเมื่อเทพีเฮรากลับไปถึงโอลิมปัส และไม่พบซูสก็โกรธเกรี้ยวเป็นที่สุด และรู้ว่าถูกเอคโคหลอก...นางจึงกลับไปที่ป่าและตามหาเอคโค เมื่อพบนางจึงสาปเอคโคให้ไม่สามารถพูดกับใครได้อีก แต่จะต้องพูดตามคำสุดท้ายของคนที่พูดกับเธอ เอคโคเสียใจมากและมองหาทางแก้ไขนางจึงคิดจะไปหาอโฟรไดท์ให้ช่วย...

ระหว่างทางก็พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังหลงป่า ชายหนุ่มผู้นี้เป็นผู้ที่มีใบหน้างดงามดุจเทพเขามีนามว่า นาซิสซัส (Narcissus) นับ แต่เกิดมาไม่เคยมีหญิงใดได้พูดคุยกับเขา...นอกจากแม่ของเขาเอง เพราะว่าเมื่อได้พบหน้านาซิสซัส ก็จะหลงต่อความหล่อเหลาจนหมดสติไปทุกคน ดังนั้นนาซิสซัสจึงหลงตัวเป็นที่สุด...




เมื่อทั้งสองพบกัน...เอคโคก็ตกหลุมรักต่อนาซิสซัส ในทันที นาซิสซัสเห็นอีกฝ่ายไม่ได้สลบไปเพราะความหล่อของตนเองก็แปลกใจ แต่ก็รู้สึกว่าดีเพราะจะได้ถามทางได้จึงเข้าไปคุยกับเอคโค แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามพูดเท่าไรเอคโคก็เพียงตอบแต่คำสุดท้ายของเขา นาซิสซัสโกรธมากจึงเดินหนีจากไป...

เอคโคยิ่งเสียใจ หากไม่อาจบอกรักต่อคนที่ตนรักได้ เอ คโคนึกถึงพรของเทพีอโฟรไดท์ จึงได้อธิฐานขอ แต่ว่าเทพีอโฟรไดท์ก็ไม่อาจถอนคำสาปได้ ทำให้เอคโคไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร เมื่อไม่อาจแก้คำสาปนางก็ไม่อาจรักกับนาซิสซัสได้ ดังนั้นเอคโคจึงขอต่ออโฟรไดท์ให้ตนเองหายไป... เทพีอโฟรไดท์ให้พรตามนั้น ร่างของเอคโคจึงหายไป...แต่ด้วยคำสาปของเทพีเฮรา ทำให้เอคโคต้องคอยพูดคำสุดท้ายของคนอื่นต่อไป

เทพีอโฟรไดท์... รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมต่อเอคโค นางจึงสาปต่อนาซิสซัสผู้ที่ทำให้เอคโคเสียใจเพราะว่านาซิสซัสหลงตัวเองยิ่งนัก นางจึงสาปให้นาซิสซัสได้รักกับคนที่ไม่อาจรักตอบเขาได้ตลอดกาล...

ด้วยคำสาป...เมื่อนาซิสซัสเดินต่อไปก็พบกับสายน้ำใหญ่เขานั่งพักก็มองไปเห็นเงาของตนเอง แต่นาซิสซัสกับมองเห็นเป็นหญิงสาวที่สวยงามที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา และหลงรักหญิงสาวนั้นจนหมดใจ...

นาซิสซัสพยายามพูดกับเงาของตน เมื่อเขาพูดเสียงของเอคโคก็จะพูดคำสุดท้ายของเขานาซิสซัสก็หลงต่อเสียงนั้น และเพียงจ้องมองใบหน้าในน้ำ...จ้องมอง...จ้องมอง... และจ้องมอง...หวังว่าสักวันหญิงสาวนั้นจะออกมาพบกัน...

วันคืนผ่านไป... นาซิสซัสผู้หลงรักเงาของตนยังคงอยู่ตรงนั้น เงาของภูติทำให้ไม่มีใครหาเขาพบ และสุดท้ายขาของนาซิสซัสก็กลายเป็นรากจมอยู่ในดิน เส้นผมของยาวขึ้น พันกัน เกิดมีใบไม้โผล่ออกมาใบหน้าอันซูบผอมและเส้นผมสีเหลืองทองกลายเป็นเกสรสีเหลืองและกลีบสีขาว...นาซิสซัสผู้หลงเงาได้กลายเป็นดอกไม้สีเหลืองสวยงาม "นาซิสซัส" ซึ่งจะเติบโตบนชายฝั่งแม่น้ำและมองภาพสะท้อนของตัวมันบนสายน้ำและเอคโคภูติสาวที่คอยตอบคำสุดท้ายของคนอยู่ตลอดกาลนาน...

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า] เจ้าหญิงแห่งความฝันกับเจ้าชายแห่งความจริง...


[นิทานเรื่องเล่า] ...เจ้าหญิงแห่งความฝันกับเจ้าชายแห่งความจริง...


เมื่อนานมาแล้ว...มีอาณาจักรแห่งความฝัน...ดินแดนที่มีแต่หิมะสีขาวโพลน หิมะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าเกือบทั้งปี ทุกสิ่งในอาณาจักรนี้ล้วนเป็นสีขาวสะอาด ไม่มีรอยด่างพร้อยหรือมลทินใดๆ ยามเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หิมะบางส่วนในทุ่งนาป่าเขาพากันละลาย หลั่งรินเป็นสายธาราที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินให้อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ใบหญ้าแข่งกันผลิใบสีเงินรับแสงอาทิตย์ บรรดาดอกแดนดีไลอ้อนต่างแข่งกันชูช่อไสวด้วยความงดงามที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลา ดินแดนแห่งนี้จึงถูกขนานนามว่า ดินแดนแห่งความงามนิรันดร์...

ดินแดนนี้เป็นที่พำนักของเจ้าหญิงแห่งความฝันและจินตนาการ...
พระองค์มีบริวารคือนางฟ้าแห่งความฝันมากมาย เหล่านางฟ้าจะ คอยนำเมล็ดพันธุ์แห่งความฝันและจินตนาการไปหว่านโปรยลงในหัวใจของมนุษย์และพสกนิกรของพระองค์ในยามหลับใหล
หิมะขาวพราวพร่าง งดงามสล่าง...

เหนือธารแห่งกาลเวลา...งามเจ้างามนักหนา งามกว่าหิมะใด...ที่สถิตภายในโลกหล้า...

นี่คือส่วนหนึ่งของบทกลอนซึ่งกวีพรรณนาถึงความงามแห่งดินแดนรวมทั้งเจ้าหญิงผู้มีใบหน้าอันอ่อนหวานงดงาม เรือนผมสีเงินยวง ผิวขาวเนียนอมชมพู...

วันหนึ่งเจ้าหญิงแห่งความฝันเดินเล่นยังทุ่งดอกไม้ในดินแดนของมนุษย์ มวลดอกไม้พากันเบ่งบานอวดความงามทั่วท้องทุ่ง ระหว่างที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับดอกไม้อยู่นั้นพลันเหลือบสายตา ไปพบชายผู้หนึ่งยืนอย่างเคร่งขรึม ณ ริมทุ่ง เจ้าหญิงจึงก้าวไปหา...


เขาคือเจ้าชายแห่งเหตุผลและความจริง ผู้ซึ่งจริงจังกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต และเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุผล ความฝันและจินตนาการเป็นสิ่งที่ไร้สาระ อาณาจักรแห่งความจริงของเจ้าชาย มีเวทมนตร์อันแก่กล้า หากแต่สรรพสิ่งต้องเป็นไปตามครรลองของกระแสธารแห่งกาลเวลา ผลิบานร่วงโรย ก่อเกิดเสื่อมสลาย...

เจ้าชายเป็นคนเงียบขรึม ...เมื่อเขาเห็นเจ้าหญิงเดินเข้ามาใกล้ จึงร่ายเวทย์ทำลายทุ่งดอกไม้ทิ้งและหันหลังเดินจากไปทันที...

"หยุดก่อน" เสียงเจ้าหญิงแห่งความฝันตะโกนไล่หลัง เธอทั้งโกรธทั้งเสียใจกับการกระทำของเจ้าชายอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าเธอจะประทับใจในตัวเขาก็ตาม

"ทำไมท่านต้องทำลายทุ่งดอกไม้ที่สวยงามนี้" เจ้าหญิงเอ่ยถาม

"เพราะมันเป็นสิ่งที่ไร้สาระยังไงล่ะ" เจ้าชายตอบกลับมาด้วยท่าทีเย็นชาก่อนจากไป...

ทุกครั้งที่พบกัน เจ้าชายยังคงทำลายสิ่งต่างๆที่เจ้าหญิงชื่นชอบด้วยเหตุผลเดิม เขาไม่เคยที่จะรับรู้ความในใจของเจ้าหญิงเลยแม้สักครั้งและอาจรวมถึงความในใจของตนเองด้วย..

"ท่านมันคนไม่มีหัวใจ" เจ้าหญิงแห่งความฝันตัดพ้อ เมื่อเจ้าชายแห่งความจริงทำลายฝูงผีเสื้อสีรุ้งของเธอ

"มันคือสิ่งไร้สาระ" เจ้าชายตอบกลับเช่นเดิม แต่คำว่า...คนไม่มีหัวใจ...ได้ติดตราอยู่ในหัวของเจ้าชายแล้ว โดยที่เขามิอาจรู้ว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พบกับเจ้าหญิงของเขา

ความรักคือสิ่งที่เพ้อฝันไร้สาระ... เจ้าชายแห่งความจริงคิด




ในอาณาจักรแห่งความงามนิรันดร์ของเจ้าหญิง...หิมะมีรอยด่างพร้อย ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มเหี่ยวเฉา เหล่านางฟ้าแห่งความฝันลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย อาณาจักรแห่งนี้มิอาจคงความงามนิรันดร์ไว้ได้อีกแล้ว...ความเสื่อมโทรมของอาณาจักรแห่งความฝันมีต้นเหตุมาจากเหล่ามนุษย์ผู้ดูแคลนความฝันและจินตนาการ ก่อให้เกิดอสูรแห่งความไม่เชื่อ ซึ่งรังแต่จะทวีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่ว่าเจ้าหญิงแห่งความฝันจะพยายามลงมือแก้ไขเช่นไร เมื่อมีกำลังมากพอ เหล่าอสูรได้กรีฑาทัพเข้ารุกรานอาณาจักรของเจ้าหญิง

ทันทีที่พวกอสูรเหยียบย่างลงบนผืนดินในอาณาจักรแห่งความฝัน เวทมนตร์ซึ่งคุ้มครองอาณาจักรอยู่เสื่อมลง ดินแดนแห่งความงามนิรันดร์จึงตกอยู่ในห้วงของกระแสธารแห่งกาลเวลา...

เลือดสีแดงเปรอะเปื้อนบนพื้นหิมะสีขาว ต้นไม้ถูกโค่นทำลาย ต้นหญ้าถูกเหยียบย่ำแหลกเหลว หิมะละลายเจิ่งนองพื้น หมอกควันสีดำปกคลุมไปทั่วอาณาจักร บดบังท้องฟ้าสีครามและแสงอาทิตย์เอาไว้ บัดนี้อาณาจักรแห่งความงามนิรันดร์ได้กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว...

เจ้าหญิงแห่งความฝันปลอมแปลงตัว หลบหนีมายังอาณาจักรแห่งความจริงของเจ้าชาย แต่ด้วยอำนาจมนตราแห่งอาณาจักร ทำให้เจ้าหญิงไม่สามารถเข้าไปได้...เธอจึงร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าชาย แต่เขากำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องสงครามที่เกิดขึ้น จนไม่ได้ยินเสียงของเจ้าหญิง...

พวกอสูรยกทัพมาถึงและต่อสู้กับเจ้าหญิง ทว่าเมื่ออาณาจักรของพระองค์ล่มสลายลง พลังเวทย์จึงเสื่อมถอย พวกอสูรได้รับชัยชนะ พวกมันร่ายเวทย์ทำลายเจ้าหญิงเสีย...

เมื่อเจ้าชายรู้สึกตัวและรุดออกมาจะช่วยเจ้าหญิง แต่ช้าไป เธอกำลังกลืนหายไปกับธาตุอากาศ เธอมองเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาอันเศร้าสร้อย...กว่าที่เจ้าชายจะรู้ตัวว่ารักเจ้าหญิงเพียงใดก็สายเกินไปเสียแล้ว เขาได้สูญเสียเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักไป...

หลังจากนั้นไม่นาน อาณาจักรแห่งความฝันถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เมล็ดพันธุ์แห่งความฝันและจินตนาการจักโปรยปรายอีกครา เมื่อเจ้าชายแห่งความจริงทราบข่าว เขาเฝ้ารอทุกวันอย่างมีความหวังว่า เมื่อไรเจ้าหญิงของเขาจะกลับมา...แต่มันมิได้เป็นเช่นที่หวัง เจ้าหญิงที่เขาพบกลับมิใช่เจ้าหญิงองค์เก่า...หากเจ้าชายยังคงเฝ้ารออย่างมีความหวัง หวังว่าสักวันเจ้าหญิงของเขาจะกลับมา...

เจ้าชายแห่งความจริง...รังสรรค์สิ่งต่างๆที่งดงามมากมายให้แก่โลก เขายังคงยืนอย่างเดียวดาย ณ ทุ่งดอกไม้ที่ได้พบกับเจ้าหญิงแห่งความฝันครั้งแรก

"เธอไปอยู่ที่ไหนกัน ทำไมถึงไม่กลับมาหาฉัน" หยาดน้ำตาของเจ้าชายกลายเป็นหิ่งห้อยที่คอยกระพริบแสงวิบวับ เพื่อว่ามันอาจนำทางให้เจ้าชายไปพบกับเจ้าหญิงของเขา...

หิ่งห้อยนับร้อยกระพริบแสง...ใสกระจ่างพร่างแพร้วจำรัสหล้า...
มุ่งส่องสว่างด้วยรักแลศรัทธา...หวังให้เธอคืนมาเช่นดังเดิม...

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า]...ผีเสื้อแสนสวย...



นิทาน...ผีเสื้อแสนสวย...
จากหนังสือเรื่อง "โนมผู้อารักษ์" แปลโดย น้าภาคย์

ตลอดฤดูหนาวอันยาวนาน... เมล็ดพันธุ์น้อยและหน่ออ่อนต่างพากันหลับใหลอยู่ในผืนดิน สิ่งห่อหุ้มสีน้ำตาลพันแน่นรอบดอกไม้แสนสวยซึ่งจะบานออกในช่วงเวลาฤดูใบไม้ ผลิ และในขณะที่พวกเขากำลังหลับใหลใต้ผืนดิน เหนือขึ้นไปยังมีรังไหมสีเทาประหลาดเล็กๆแกว่งอยู่ท่ามกลางลมหนาว มันแขวนห้อยกับกิ่งไม้แห้งเล็กๆ ในฤดูใบไม้ร่วง ดักแด้น้อยได้ปั่นทอรังไหมรอบๆตัวเองและผูกตัวติดกับกิ่งไม้ ภายในรังไหม เจ้าดักแด้น้อยหลับฝันถึงแสงตะวันที่มันรัก วันหนึ่งขณะที่มันกำลังฝันและแกว่ง มันเริ่มรู้สึกถึงความอบอุ่นอีกครั้ง มันจึงตัดสินใจที่จะออกไปสู่โลก ขณะที่มันยื่นจมูกออกไปตรงปลายรังไหม มันมองรอบๆตัวเห็นเหล่าภูตแห่งดวงตะวันส่องแสงสดใส และพวกเขาพูดกับมันอย่างนุ่มนวลว่า

“ออกมาข้างนอกเถิด เจ้าหัวขี้เซา ออกมาเถิด” มันจึงคลานออกไปอย่างเชื่องช้า สำหรับบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับมันในช่วงฤดูหนาว มันได้สูญเสียเสื้อคลุมขนยาวอันอบอุ่นของมันไปแล้ว และตอนนี้มันดูเหมือนตัวประหลาดเปียกๆขาวๆตัวเล็กๆตัวหนึ่ง แต่ภูตแห่งดวงตะวันช่างทำให้ตัวมันแห้งด้วยนิ้วมืออันอบอุ่นอ่อนนุ่ม และมันเริ่มคลายตัวเองออกเหมือนดั่งดอกไม้กำลังเบ่งบาน และในไม่ช้า มันมีปีกสี่ปีกที่โบกนุ่มนวลไปมา และเติบโตมีสีสันขึ้นและสวยงามขึ้นจนกระทั่งในที่สุดมันบินขึ้นไปในอากาศ พร้อมกับภูตแห่งดวงตะวัน เจ้าผีเสื้อแสนสวย

“ฉันต้องการหาเพื่อนที่จะเล่นด้วย” มันพูดกับภูตแห่งดวงตะวัน

“เธอจะพบว่าในฤดูใบไม้ผลิเต็มไปด้วยเพื่อนๆมากมาย” ภูตแห่งดวงตะวันบอกมัน ดังนั้นมันจึงบินไปดูอย่างมีความสุข มันไม่ได้ไปไกลนักเมื่อมันเห็นสิ่งที่มันคิดว่าเป็นผีเสื้อสวยสีแดงลายจุด ขาวกำลังนั่งอยู่บนพื้นดิน มันบินลงไปข้างล่างด้วยความตื่นเต้นและพูดว่า

“ฤดูใบไม้ผลิที่แสนสุข” แต่เจ้าผีเสื้อสีแดงไม่ได้พูดตอบใดๆเลย ดังนั้นมันจึงนั่งลงบนพื้นด้วย เพื่อเฝ้ารอคำตอบอย่างอดทน และมันก็คงยังนั่งที่นั่นอยู่ถ้าเจ้าโนมตัวจิ๋วโผล่ออกมากระทันหันและตะคอก ว่า

“ทำไมเจ้าไม่ไปทำงานของเจ้าแทนที่จะมานั่งเป่าลมใส่ฉันด้วยปีกใหญ่งี่ เง่าของเจ้านะ ฉันกำลังงีบหลับอย่างสงบอยู่ตรงนี้ใต้ร่มเห็ดสีแดงของฉัน จนกระทั่งเจ้ามานี่แหละ”

ผีเสื้อบินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่พูดอะไรซักคำ มันกระพือปีกไปตามทางจ้องมองหาสีสดใสใหม่ โดยหวังว่าอาจจะเป็นผีเสื้อที่จะเล่นกับมันได้ ในที่สุดมันมั่นใจว่ามันเห็นฝูงผีเสื้อกลุ่มหนี่ง สีเหลืองและสีขาว สีชมพูและสีม่วง มันบินลงไปกลางฝูงและพูดว่า

“ฤดูใบไม้ผลิที่แสนสุข” และพวกมันต่างก้มหัวและแกว่งตัวไปรอบๆด้วยท่าทีที่เป็นมิตร จากนั้น ตัวหนึ่งพูดกับมันด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า

“มาเถิด มาลองน้ำหวานของฉัน” ผีเสื้อเห็นว่าพวกมันเป็นเหล่าดอกไม้แสนสวยและไม่ได้เป็นผีเสื้อ มันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เมื่อพวกมันให้น้ำหวานแก่มัน มันรู้สึกมีความสุขมากและบินจากดอกหนึ่งไปอีกดอกหนึ่งเพื่อดูดน้ำหวาน พวกมันต่างพากันเต้นรำอย่างงดงามในกระแสลมอ่อน แต่เมื่อผีเสื้อพูดว่า

“มาเถิด พวกเราบินสูงขึ้นไปใกล้ๆดวงอาทิตย์กันเถิด” เหล่าดอกไม้ต่างส่ายหัวอย่างนุ่มนวลและพูดว่า

“ไม่ ไม่ พวกเราผูกติดกับพื้นดินและบินไม่ได้”

ดังนั้น ผีเสื้อกล่าวอำลาและบินจากไป มันยังคงมองหาเพื่อนผีเสื้อที่จะเล่นด้วย มันบินจนกระทั่งมันเหนื่อยล้าและจากนั้นมันนั่งลงพักผ่อนบนกิ่งไม้แห้งที่มี ก้อนสีเทาตรงปลาย

“โอ้ ที่รัก” มันส่ายหัว “ฉันจะไม่เจอผีเสื้อตัวอื่นเลยหรือนี่” และมันมองหาข้างบนและข้างล่างแต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่เหมือนผีเสื้อเลย ต่อมาสูงขึ้นไปบนอากาศมันได้ยินภูตแห่งดวงตะวันหัวเราะและร้องว่า “เธอมองสูงไป” ดังนั้นผีเสื้อจึงมองลงพื้นดินและมันได้ยินโนมหัวเราะและพูดว่า “เจ้าสัตว์งี่เง่ามองต่ำไปด้วย” ดังนั้นผีเสื้อมองตรงไปข้างหน้า แต่ทั้งหมดที่มันเห็นคือ ตัวเศร้าๆซีดๆกำลังคลานออกมาจากก้อนสีเทาตรงปลายสุดของกิ่งไม้ และเขาได้ยินเสียงอันอ่อนล้าพูดว่า “ฉันนี่ไง ฉันจะเล่นกับเธอเอง”

“เล่นกับฉัน” ผีเสื้ออุทาน “ตัวที่น่าสงสารอย่างเธอจะเล่นกับฉันได้ยังไง ฉันผู้มีปีกสวยงามคอยพยุงตัวฉันไว้”

“แค่คอยอีกเดี๋ยวเท่านั้น” อีกตัวหนึ่งพูด

จากนั้นภูตแห่งดวงตะวันลงมาและช่วยมันคลี่ตัวเองออก และมันเริ่มที่จะเติบโตแข็งแรงขึ้นและสีสันสดใสกระจายทั่วทั้งตัว และก่อนที่ผีเสื้อจะคลายความประหลาดใจนี้ มันได้เห็นตัวประหลาดที่ครั้งหนึ่งเคยตัวซีดเซียวคลี่ปีกออก ปีกนี้ช่างสวยงดงามยิ่งกว่าปีกของมันเสียอีก ผีเสื้อตัวใหม่พูดว่า

"มาบินกับฉันท่ามกลางแสงตะวันกันเถิดจ้ะ"

ดังนั้นทั้งสองสหายใหม่ต่างพากันบินจากไปอย่างมีความสุข...








วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า]...หิ่งห้อยกับดวงดาว...


[นิทานเรื่องเล่า]...หิ่งห้อยกับดวงดาว...

ไกลออกไป... ในที่ที่แสงไฟสว่างไสวของเมืองใหญ่ยังไม่รุกล้ำความมืดของราตรีกาล ท่ามกลางความมืดมิด มีกลุ่มแสงเล็กๆ สว่างวิบกะพริบหายอยู่วาบวาบ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังไม่เข้าสู่ห้วงนิทราต่างจ้องมองแสงนี้ด้วยความเพลิดเพลินและหลงใหล...แสงสว่างแม้เพียงเล็กน้อยเมื่ออยู่ท่ามกลางความมืดช่างมีเสน่ห์เย้ายวนใจ ราวกับดาวบนฟ้าพร้อมใจกันลงมาให้ผู้คนบนดินได้เชยชม...ผู้คนออกมาชี้ชวนกันดูแสงงาม ใช่แล้ว, แสงแห่งหิ่งห้อย มนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติยามค่ำคืน ...

บรรดาหิ่งห้อยหาได้รู้ไม่ว่า แสงของมันมีเสน่ห์ มันรู้เพียงว่านั่นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ และมันก็รับไว้ใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง แล้วหิ่งห้อยก็ได้รับรู้ถึงความงามของตนในคืนหนึ่ง เมื่อดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้า...ดาวซึ่งไม่มีใครรู้จักเอ่ยทัก


“สวยจัง ฉันเฝ้ามองโลกอยู่นาน...โลกที่กว้างใหญ่ มีแสงสว่างมากมาย แต่ฉันว่าแสงของเธอสวยกว่าแสงใดๆ ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น” หิ่งห้อยมองหาที่มาของเสียง


“ฉันอยู่ข้างบน...บนท้องฟ้านี่”

หิ่งห้อยมองหา บนท้องฟ้ามีดวงดาวมากมาย มันไม่รู้จริงๆ ว่าดาวดวงไหนกันที่เอ่ยชมซะจนมันเขิน

“คุณดวงดาว โปรดระบุตำแหน่งด้วยว่าคุณอยู่ที่ไหน”

“ลองมองหาดาวดวงเล็ก ที่ไม่ได้อยู่รวมกับกลุ่มดาวใดๆ สิ ฉันเป็นดาวที่มนุษย์ยังไม่ค้นพบ เลยยังไม่มีชื่อ” ดวงดาวตอบ

“นั่นคุณใช่มั้ย?” หิ่งห้อยหันไปที่ดาวดวงหนึ่ง ดาวดวงเล็กๆ ซึ่งมีแสงสว่างวิบกะพริบวาบ คล้ายกับตัวมัน

“ใช่ๆ, แต่เห็นฉันเล็กๆ อย่างนี้จริงๆ ฉันตัวใหญ่มากนะ เพียงแต่ฉันอยู่ไกลเธอจึงมองเห็นว่าฉันเล็ก แต่ที่ฉันมองเห็นแสงจุดเล็กๆ อย่างเธอนี่ไม่รู้ว่าเพราะฉันสายตาดี หรือเพราะเรามีส่วนที่คล้ายกัน” ดวงดาวชวนเพื่อนใหม่คุย

“คล้ายกันยังไงเหรอ?” หิ่งห้อยนึกสงสัย แสงเล็กๆ อย่างมันจะคล้ายกับแสงดาวที่ดูยิ่งใหญ่ได้อย่างไร แค่ฟังชื่อก็รู้สึกถึงความต่างแล้ว...หิ่งห้อยกับดวงดาว


“ตรงที่ผู้คนมองเห็นเพียงว่าเราเป็นแค่แสงเล็กๆ ท่ามกลางแสงอีกมากมายมั้ง” ดวงดาวตอบ

นับแต่นั้นมาดวงดาวกับหิ่งห้อยก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ทั้งสองผลัดกันเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเห็นให้อีกฝ่ายได้ฟังอย่างสนุกสนาน




...แม้หิ่งห้อยจะมีอายุไม่ยืนยาวเฉกเช่นดวงดาว...แต่เมื่อหิ่งห้อยรุ่นก่อนๆ ตายไป ก็จะมีหิ่งห้อยรุ่นใหม่ๆ เติบโตขึ้นแทนเสมอ ดาวดวงน้อยซึ่งเล็กเกินกว่าที่นักดาราศาสตร์จะสนใจจึงไม่เคยเหงา แม้จะเศร้าใจในเวลาที่เพื่อนเก่าจากไป แต่นานวันเข้ามันก็ได้รู้ว่านั่นคือสัจธรรมที่ไม่อาจเลี่ยง สักวันก็คงถึงเวลาที่มันต้องจากไปเช่นกัน

แล้ววันหนึ่งดวงดาวก็พบว่าแสงจากหิ่งห้อยเพื่อนของมันมีจำนวนน้อยลง ดวงดาวสอบถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง และได้คำตอบที่น่าเศร้า...


“เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้คนมากมายย้ายมาอาศัยที่บริเวณที่ฉันอยู่ เขาสร้างอาคารใหญ่โต ผู้คนเรียกสิ่งนั้นว่าโรงงานอุตสาหกรรม เขาสร้างบ้านเรียงรายและเรียกสิ่งนั้นว่าหมู่บ้านจัดสรร เขาสร้างสนามโล่งๆ กว้างๆ ปลูกหญ้าเตี้ยๆ แล้วเรียกสิ่งนั้นว่าสนามกอล์ฟ...การก่อสร้างสิ่งต่างๆ ทั้งหมดนั้นทำให้ต้นลำพูบ้านของฉัน และต้นไม้อื่นๆ ถูกโค่นลง เมื่อต้นลำพูลดจำนวนลง หิ่งห้อยอย่างฉันลดลงไปด้วย หิ่งห้อยไร้บ้านจำนวนมากตายลงก่อนที่จะได้มีลูกหลานไว้สืบทอดเผ่าพันธุ์ พวกเราที่เหลืออยู่ก็ต้องอยู่อย่างอดอยาก บางตัวก็ไม่แข็งแรงเพราะบินไปอาศัยในต้นไม้อาบยาพิษ...บางตัวทนความหิวไม่ไหวทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่กินปนเปื้อนด้วยยาฆ่าแมลงก็ยังฝืนกิน...”

แสงจากดวงดาวที่ได้รับรู้ความเดือดร้อนของเพื่อนหรี่วูบลงด้วยความเศร้าแล้วลุกโชนด้วยความโกรธ แต่เพราะมันเป็นเพียงแสงเล็กๆ แสงหนึ่งบนท้องฟ้าจึงไม่มีใครสังเกตเห็น

แม้จำนวนหิ่งห้อยจะลดน้อยลง แต่ผู้คนก็ยังคงชี้ชวนกันมาดูแสงแห่งหิ่งห้อยอยู่ ทว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้คนเดิมๆ ที่เป็นชาวบ้าน ไม่ใช่เด็กที่ไม่อยากนอนร้องโยเยยามค่ำด้วยห่วงเล่น ไม่ใช่หนุ่มสาวที่ชี้ชวนกันดูความงามของธรรมชาติยามกลางคืน ไม่ใช่คนแก่ที่นอนไม่หลับแม้จักข่มตาเท่าใด หากแต่เป็นผู้คนที่เรียกตัวเองว่า ‘นักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติ’




ผู้คนออกมาชี้ชวนกันดูแสงงาม ใช่แล้ว, แสงแห่งหิ่งห้อย มนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติยามค่ำคืน ที่คนเมืองใหญ่ยากจะสัมผัส ...

กาลเวลาผ่านไป บัดนี้แสงของหิ่งห้อยแทบไม่มีให้เห็น นักท่องเที่ยวผู้รักจะฉกฉวยเสพเอาความงามของธรรมชาติหมดสนุกและเบื่อหน่ายกับการเฝ้ารอค่อนคืนเพียงเพื่อจะได้เห็นแสงเล็ก ๆ
“แสงเล็กๆ ไม่ควรค่าแก่การรอคอย” พวกเขาสรุปแล้วจากไปอย่างไม่ไยดี...

ดวงดาวกวาดตามองหาหิ่งห้อย แสงจากหลอดไฟฟ้าสว่างไปทั่ว ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีแต่แสงเทียมที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น แสงสว่างจัดจ้าแต่ไร้เสน่ห์บดบังแสงของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างหิ่งห้อยจนหมดหรือ หรือว่าไม่มีหิ่งห้อยเหลืออยู่อีกแล้ว...

ดวงดาวตะโกนร่ำร้องหาเพื่อน แต่ไร้เสียงตอบ มันอยากรู้ว่าเพื่อนมีความเป็นไปอย่างไรบ้าง เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากเพื่อน ทั้งยังมองไม่เห็นว่าเพื่อนอยู่ที่ไหน ดวงดาวจึงตัดสินใจออกเดินทางตามหาหิ่งห้อย มันระเบิดตัวเองออกเป็นสะเก็ดดาวนับพันนับหมื่นชิ้นและพุ่งตรงมายังโลก...

ผู้คนออกมาชี้ชวนกันดูแสงงาม ใช่แล้ว, แสงแห่งดาวดวงเล็กๆ ที่หล่นจากฟากฟ้า มนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติยามค่ำคืนที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ คนเมืองใหญ่เรียกแสงนั้นว่า ‘ฝนดาวตก’ ...

ทว่า หิ่งห้อยกลุ่มสุดท้ายของดาวโลก ซึ่งอ่อนแรงเกินกว่าจะตอบรับเสียงเรียกจากดวงดาว เรียกแสงนั้นว่า ‘น้ำตาแห่งดวงดาว’

หากคำอธิษฐานกับดาวตกเป็นจริงได้ดังตำนานที่ผู้คนเล่าขาน...สักวันหิ่งห้อยและดวงดาวคงได้พบกัน...

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า]...หมู่บ้านดอกไม้...


[นิทานเรื่องเล่า]...หมู่บ้านดอกไม้...
เขียนโดย : เจ้าหญิงน้อย


กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ในหมู่บ้านที่ไม่ไกลจากที่ที่เราอยู่เท่าไหร่ เป็นหมู่บ้านที่มีดอกไม้หลากชนิดขึ้นอยู่มากมาย เราจะเรียกหมู่บ้านแห่งนี้ว่า "หมู่บ้านดอกไม้"

เด็ก ๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้ มีหน้าที่ช่วยพ่อกับแม่เอาดอกไม้ในสวนไปขาย บางวันเป็นดอกกุหลาบสีสวยกลิ่นหอมชื่นใจ บางวันเป็นดอกเยอบีร่า สีสันสดใส...บางวันถ้ามีเวลา บรรดาแม่ๆก็จะเก็บดอกมะลิมาร้อยมาลัย ส่วนหนึ่งก็เอาใส่พานถวายพระ ที่เหลือก็จะวานเด็กๆให้ช่วยเอาไปขาย

เด็กๆในหมู่บ้านดอกไม้เป็นเด็กดีและว่าง่าย อาจเพราะเติบโตขึ้นมาท่ามกลางธรรมชาติและดอกไม้...จึงเป็นเด็กที่มีจิตใจอ่อนโยน เด็กทุกคนตั้งอกตั้งใจช่วยงานพ่อและแม่เป็นอย่างดี และที่สำคัญ เด็กๆไม่เคยลืมทำการบ้านไปส่งคุณครูที่โรงเรียนด้วย ทุกคนคงอยากให้หมู่บ้านดอกไม้มีความสุขอย่างนี้ตลอดไป...

แต่แล้ววันหนึ่ง...ก็ได้มีพวกพ่อมดแม่มดใจร้าย เดินทางมาจากที่ที่ไกลแสนไกล จนมาพบหมู่บ้านแห่งนี้ พวกมันไม่ชอบดอกไม้ เพราะดอกไม้เป็นตัวแทนของความงามและความดี พวกมันจึงเสกดอกไม้ให้กลายเป็นดอกหนาม และบังคับให้เด็กๆเอาดอกหนามไปขายตามที่ต่าง ๆ...

เด็กๆที่น่าสงสาร...ใครเล่าจะซื้อดอกหนามที่พวกเขาเอามาขาย พวกพ่อมดเห็นว่าทุกคนไม่ชอบความชั่วร้าย ก็ยิ่งโมโหจนน่ากลัวเข้าไปใหญ่ เด็กๆในหมู่บ้านดอกไม้ ต่างหวาดกลัวพวกพ่อมดกันมาก จิตใจที่เคยมีแต่ความอ่อนโยนแจ่มใส จึงเริ่มเปลี่ยนไป เด็ก ๆ เริ่มจะลืมเลือนความงามของดอกไม้...ลืมความอบอุ่นของดวงตะวันที่เคยส่องแสงเหนือสวนดอกไม้อย่างแจ่มใส...ลืมความหวัง ลืมความฝันที่เคยมีอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจ...คงเหลือแต่ความกลัว ความหิว และเสียงร้องไห้...ไม่มีใครสักคนอยากฟังนิทานจากดอกไม้ เพราะดอกไม้ของพวกเขากลายเป็นดอกหนามไปเสียแล้ว

"เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้" เทพธิดาดอกกุหลาบ กล่าวอย่างร้อนรน แต่ตัวเธอเองก็จนปัญญาเช่นกัน

พลังของเทพธิดาดอกไม้แต่ละดอกนั้นมาจากความฝันและความเชื่อของเด็ก ๆ ในสภาพที่เด็กๆมีแต่ความหวาดกลัวแบบนี้ เธอจึงพลอยไร้เรี่ยวแรงไปด้วย

"แล้วเราจะทำยังไง ไม่มีใครสักคนที่ยังมีความหวัง" เทพธิดาดอกเยอบีร่าเองก็แทบหมดกำลังใจเช่นกัน

"ต้องมีสิ ต้องมีเด็กสักคนที่ยังมีความหวัง เราเชื่ออย่างนั้น" เทพธิดาดอกรักกล่าวอย่างมั่นใจ

"เพราะสิ่งที่เป็นความแท้จริง คือความงดงามของดอกไม้ ไม่ใช่ความชั่วร้ายของดอกหนาม จะต้องมีเด็กสักคนที่เชื่อแบบนั้น และเราจะไปปลุกความหวังของเด็กคนนั้นเอง" กล่าวจบเทพธิดาดอกรักก็หายตัวไป

คืนนั้นเทพธิดาดอกรัก เข้าไปในความฝันของเด็กๆที่หลับใหล ช่างน่าเศร้าที่เด็กแต่ละคนต่างฝันถึงสิ่งที่น่ากลัวและโหดร้าย เทพธิดาดอกรักมองไปรอบตัวอย่างหม่นหมอง และเกือบจะมองผ่านดอกไม้เล็กๆดอกหนึ่งในความฝันของเด็กชายกล้าหาญไป ความที่มันเป็นเพียงดอกไม้เล็ก ๆ ที่แทบจะไม่เห็นถ้าไม่ใส่ใจ...แต่แค่นั้นก็มากพอแล้ว สำหรับการปลุกพลังดอกไม้

"เด็กชายกล้าหาญ การที่เธอยังมีดอกไม้เบ่งบานอบู่ในใจ เพราะเธอเป็นเด็กที่กล้าหาญ เชื่อมั่นในความดีและความงามของดอกไม้ ฉันขอมอบพลังแห่งความกล้าหาญและความดีทั้งหมดให้เธอไว้ เธอจะเป็นคนที่ทำให้ดอกไม้กลับมาเบ่งบานอีกครั้ง" เทพธิดาดอกรักร่ายมนต์แห่งความดีและความกล้าหาญในความฝันของเด็กชายตลอดคืนนั้นจวบจนรุ่งเช้า

ปาฏิหาริย์ย่อมเกิดกับผู้ที่เชื่อในปาฏิหาริย์...พี่กำลังหมายถึง คนเราจะสมหวังในสักวันตราบเท่าที่เขายังไม่สิ้นหวัง

เช้าวันนั้น เด็กชายกล้าหาญ...ลืมตาจึงขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใส และทันทีที่เขายื่นมือไปแตะดอกหนาม มันก็กลายเป็นดอกไม้

"ดูสิ ๆ ดอกหนามกลับกลายมาเป็นดอกไม้" เด็กคนอื่นร้องเรียกกันให้ดูอย่างตื่นเต้นดีใจ

"เพื่อน ๆ ทุกคนก็ทำได้...หากเราเชื่อในความงามและความดีของดอกไม้ เชื่อเถอะว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่ความโหดร้ายของพวกพ่อมดตลอดไป...เชื่อเถอะว่าถ้าเรายึดมั่นในความดี เราจะเป็นคนดี เราจะไม่มีวันกลายเป็นคนร้ายไปได้" เด็กชายกล้าหาญ บอกเพื่อนๆถึงสิ่งที่รู้สึกอยู่เต็มหัวใจ

เด็ก ๆ คนอื่นจึงเริ่มต้นนึกถึงความงามของดอกไม้ กลิ่นกุหลาบที่หอมชื่นใจ เยอบีร่าสีสวยสดใส และมาลัยดอกมะลิสีขาวที่เราเอาไว้ถวายพระ...

ปิ๊ง ปิ๊ง ปิ๊ง...ยิ่งคิดถึงสิ่งทีดีงามมากเท่าไหร่ บรรดาดอกหนามก็กลับคืนมาเป็นดอกไม้ พวกพ่อมดเมื่อตกอยู่ท่ามกลางความงาม ความดี ความกล้าหาญก็เหมือนจะหมดอำนาจไป...สุดท้ายก็ละลายกลายเป็นปุ๋ยให้บรรดาดอกไม้ ที่ตอนนี้กลับมาบานสะพรั่งงดงาม

แล้วหมู่บ้านดอกไม้...ก็กลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง เพราะพลังแห่งความเชื่อในสิ่งดีงาม พี่อยากให้เด็กๆเอาอย่างเด็กชายกล้าหาญที่ไม่ว่าจะต้องเจอสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างไร เขาก็ยังมีความเชื่อในความดีอย่างไม่หวั่นไหว เชื่อเถอะว่าถ้าเราตั้งใจจะเป็นคนดี ก็ไม่มีอะไรจะทำให้เราเป็นคนร้ายไปได้...

ถ้าหากครั้งต่อไปมีพวกพ่อมดแม่มดมาบุกหมู่บ้านดอกไม้ พี่หวังๆว่าเด็กๆจะยังมีความดีและความกล้าหาญอยู่ในใจ แล้ววันนั้นพวกมันจะทำอะไรหนูไม่ได้ อย่าลืมดูแลหมู่บ้านดอกไม้ให้ดีๆนะคะ...

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า] ตำนานรักของ "พระจันทร์"...


[นิทานเรื่องเล่า] ตำนานรักของ "พระจันทร์"...

นานมาแล้ว..สมัยที่โลกยังมีพระจันทร์ 2 ดวง...มีพระจันทร์ดวงหนึ่งเป็นผู้หญิงกับอีกดวงหนึ่งเป็นผู้ชายและพระจันทร์สองดวงนี้ต่างก็รักกันมาก ดวงจันทร์ทั้ง 2 ไม่เคยแยกห่างจากกัน...ทุก ๆ คืนเมื่อมองไปบนฟ้า จะเห็นดวงจันทร์ทั้งคู่อยู่เคียงข้างกันเสมอ

แต่แล้ววันหนึ่ง...ดวงจันทร์ผู้หญิงได้ไปพบกับดวงอาทิตย์ ทำให้ดวงจันทร์หลงใหลในแสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์...จนเลื่อนตัวตามดวงอาทิตย์ไป ทีละน้อย ๆ...จนแยกมาจากดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งในที่สุด

เมื่อค่ำคืนมาถึงจึงมีดวงจันทร์ผู้ชายเหลืออยู่เพียงดวงเดียว...ดวงจันทร์ดวงนั้นจึงได้แต่ตามหาดวงจันทร์ผู้หญิงไปทุกหนทุกแห่ง...
คืนแล้วคืนเล่าผ่านไปดวงจันทร์ผู้ชายก็ไม่สามารถหาดวงจันทร์ผู้หญิงได้พบ...ด้วยความคิดถึงและอยากพบให้เร็วที่สุด

ทำให้ดวงจันทร์ผู้ชายคิดว่า ...หากเรามัวแต่ตามหาอยู่อย่างนี้คงไม่ได้เจอแน่ๆ...จึงตัดสินใจ..ระเบิดตัวเองเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปทั่วทั้งจักรวาล เพื่อให้ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นออกตามหาดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งนั้น...

เมื่อเวลาผ่านไปทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงได้เห็นถึงความจริงว่า...แม้ดวงอาทิตย์จะส่องแสงเจิดจ้าสวยงามสักปานใด แต่ดวงอาทิตย์ก็มิได้ส่องแสงเจิดจ้านั้นแต่เพียงตนเท่านั้น ยังส่องแสงไปยังดวงอื่น ๆ อีกมากมาย...
ดวงจันทร์จึงกลับมาหาดวงจันทร์ผู้ชายอีกครั้ง...แต่หาเท่าไหร่ก็หาดวงจันทร์ผู้ชายไม่พบ...

ต่อมาจึงได้รู้ว่า...ดวงจันทร์ผู้ชายยอมระเบิดตัวเองเพียงเพื่อตามหาตนจนกระจัดกระจายเป็นเศษเสี้ยว เล็ก ๆ ...ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงรู้ว่าไม่มีวันที่จะได้เจอกับดวงดาวผู้ชายอีกต่อไปแล้ว จึงได้แต่โศกเศร้าเสียใจ

แต่ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ดวงจันทร์ผู้ชายมีต่อดวงจันทร์ผู้หญิง...ทุกค่ำคืนจึงพยายามเปล่งประกายแสงที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของตนส่องให้ถึง

ดวงจันทร์ผู้หญิง...เกิดเป็นแสงพร่างพรายเต็มท้องฟ้าเคียงข้างดวงจันทร์ จนเกิดเป็นดวงจันทร์และดวงดาวให้เราเห็นจนถึงทุกวันนี้

สังเกตมั้ยว่า..คืนใดที่ดวงจันทร์เต็มดวงจรัสแสงประกายเจิดจ้ามากที่สุด...คืนนั้นท้องฟ้าไร้ดวงดาว...แต่หากคืนใดที่เมฆน้อยบดบังดวงจันทร์ไปหมดสิ้น...ค่ำคืนนั้นเรากลับได้เห็นดวงดาวทอแสงเต็มท้องฟ้า...


วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า] ...เด็กน้อยกับดวงดาว...



[นิทานเรื่องเล่า] ...เด็กน้อยกับดวงดาว...


นานแสนนานมาแล้ว ดวงดาวเล็ก ๆ มากมาย...ก่อกำเนิดขึ้นในจักรวาลอันกว้างใหญ่ ล่องลอยอยู่แสนไกล โดดเดี่ยวเดียวดาย และหนาวเย็น...ไม่มีแสงสว่าง ไม่เคยถูกสังเกตเห็น และไม่เคยเป็นมิตรกับใคร จนกระทั่งในคืนอันมืดมิดที่สุดคืนหนึ่ง

เด็กหญิงน้อย ๆ คนหนึ่งพลัดหลงกับพ่อแม่ของเธอขณะเดินทางกลับบ้าน...เด็กน้อยเดินวกไปเวียนมาจนหลงเข้าไปในป่าใหญ่…ห่างไกลจากบ้านของเธอออกไปทุกที...

หลังจากร้องไห้คิดถึงบ้านจนเหนื่อยอ่อนเด็กหญิงนอนหลับไปบนพื้นหญ้าใต้ท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิดและในขณะที่นอนหลับอยู่นั้น ความฝันของเด็กน้อยล่องลอยไปแสนไกล ...เธอฝันถึงบ้านอันอบอุ่น กองไฟกองใหญ่และการละเล่นรอบกองไฟในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ

ความฝันของเด็กหญิงน้อยๆ ช่างแสนอบอุ่นเปี่ยมด้วยความหวัง มีพลัง และทอประกายสว่างไสวไปถึงดวงดาวอันไกลโพ้น "มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้นกับฉัน"

ดวงดาวเล็ก ๆ ดวงหนึ่งพึมพำ ขณะตัวของมันค่อยๆอุ่นขึ้น และอุ่นขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับมีแสงระยิบระยับเกิดขึ้นจากภายใน "ดูฉันสิ อบอุ่นและสว่างไสว ไปทั้งดวงเลย"


ดวงดาวเล็ก ๆ ผู้ตื่นเต้นใจดีร้องบอกกับดวงดาวซึ่งอยู่ใกล้มันมากที่สุด
"เธอทำได้ยังไงนะ" เพื่อนดวงดาวต่างถามเป็นเสียงเดียวกัน

"ฉันเพียงแต่มองลงไปบนพื้นโลก เห็นเด็กผู้หญิงเล็กๆคนหนึ่งนอนหลับอยู่คนเดียวกลางป่า และรู้สึกว่าอยากช่วยให้เธอกลับบ้านได้…ก็เท่านั้นเอง" ดวงดาวที่สว่างไสวร้องตอบ

"มันน่าจะมีอะไรพิเศษไปกว่านั้น" ดวงดาวทั้งหลายยังคงพูดคุยกันเสียงดัง จนเด็กหญิงน้อยๆรู้สึกตัวตื่นขึ้นและมองขึ้นไปบนฟ้า

"แปลกจริง...ฉันมองเห็นอะไรบางอย่างส่องแสงเป็นประกายอยู่ข้างบนโน้นด้วย เป็นดวงแสงเล็ก ๆ ที่สวยที่สุดเลย" เด็กหญิงบอกกับตัวเองและลุกขึ้นเดินตามไปในทิศที่แสงนั้นกะพริบส่อง ...ไม่นานเธอเดินกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

เด็กหญิงเล่าเรื่องแสงวิบวับบนท้องฟ้าซึ่งนำทางเธอกลับบ้านให้พ่อแม่และเพื่อนๆ ของเธอฟัง
"ฉันอยากกลับบ้านมากจนนอนหลับฝันถึงบ้าน แสงสว่างบนท้องฟ้าคงอยากทำให้ความฝันของฉันเป็นจริง"

นับแต่นั้นมา...ผู้คนก็เริ่มมองหาดวงแสงเล็กๆในท้องฟ้ายามราตรีและเรียกสิ่งนั้นว่า "ดวงดาว" ...ส่งความหวังและความฝันของพวกเขาเดินทางไปมีความสุขกับการได้ฝันใฝ่ และมีความหวังที่สดใสรออยู่ปลายทาง...

ในขณะเดียวกันดวงดาวบนท้องฟ้า...ต่างเฝ้ามองลงยังพื้นดินและเรียกสิ่งที่ส่องแสงเป็นประกายสว่างไสวในหัวใจของผู้คนว่า...ความฝัน กับความหวัง และยังคงทอแสงแห่งความปรารถนาดีลงมาสู่ผู้คน...นับแต่นั้นเป็นต้นมา...

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า] ..."เจ้าหญิงแห่งรัตติกาล" ผู้จัดเรียงดวงดาว...




..."เจ้าหญิงแห่งรัตติกาล" ผู้จัดเรียงดวงดาว...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... ณ ดินแดนแห่งผืนฟ้าอันกว้างใหญ่...ประกอบไปด้วยดวงดาวใหญ่น้อยอยู่รวมกันมากมาย ดวงดาวเหล่านี้จะตื่นขึ้นมาทอประกายในตอนกลางที่มืดมิด...บ้างก็ช่วยนำทางให้กับเรือที่ลอยลำอยู่กลางทะเล บ้างก็ช่วยปลอบโยนผู้คนที่กำลังมองท้องฟ้าด้วยความรู้สึกเดียวดายและอ้างว้าง บ้างก็คอยรับฟังคำอธิษฐานของเด็กดีและช่วยให้พวกเขาสมหวัง ดาวแต่ละดวงล้วนทำงานหนักและมีหน้าที่แตกต่างกัน...

ดังนั้นในทันทีที่ฟ้าสว่าง...พวกดวงดาวที่เหน็ดเหนื่อยต่างก็พากันหลับใหล...ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ "ราชินีแห่งราตรี" ที่คอยเก็บผ้ากำมะหยี่สีดำที่คลุมท้องฟ้าออกไปและพาดวงดาวที่หลับสนิทไปเก็บในที่ที่จัดไว้ในเวลากลางวัน...

“ดาวเหนือเป็นดาวที่สุกสว่าง เอาไว้ใช้นำทางเพื่อบอกว่าทิศเหนืออยู่ทางไหน” ราชินีแห่งราตรีสอน "เจ้าหญิงรัตติกาล" พลางเก็บดาวเหนือไว้ในที่ที่จัดไว้

“ลูกต้องจดจำตำแหน่งดวงดาวให้ได้ และนำมาเก็บให้เป็นที่เป็นทาง เวลานำไปวางบนท้องฟ้าอีกครั้ง จะได้ไม่สับสน” ราชินีแห่งราตรีย้ำ

แต่เจ้าหญิงรัตติกาลไม่ชอบเลยที่จะต้องค่อยๆจัดเรียงดวงดาวให้เข้าที่แบบนี้...กว่าจะเสร็จก็คงหมดเวลาเล่นพอดี แล้วอีกเดี๋ยวก็ต้องเอาออกไปเรียงบนฟ้าใหม่อีกแล้ว เจ้าหญิงคิดพลางแอบหันไปย่นจมูกใส่กลุ่มดาวเต่า

“ลูกจำกลุ่มดาวลูกไก่ได้ไหม กลุ่มดาวของเด็กกตัญญูไง เด็กดีต้องมีความกตัญญูนะคะ เอาล่ะ เราจะเก็บดาวลูกไก่ไว้ตรงนี้นะ” แล้วราชินีแห่งราตรีก็วางกลุ่มดาวลูกไก่ให้หลับสบายอยู่ในที่ของมัน...

ราชินีแห่งราตรีและเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลทำงานกันจนใกล้ค่ำก็ถึงเวลาต้องเอาดวงดาวทั้งหมดไปเรียงบนฟ้าใหม่...หลังจากปูผ้ากำมะหยี่สีดำ...พระนางก็เริ่มวางดาวเหนือไว้ทางทิศเหนือและดาวศุกร์ ซึ่งในตอนหัวค่ำเราจะเรียกว่าดาวประจำเมืองไว้ทางทิศตะวันตก...เพื่อเป็นหลักในการกำหนดตำแหน่งดวงดาวอื่นๆ

“ทำไมฉันต้องมาทำงานที่น่าเบื่อพวกนี้ด้วยนะ”

เจ้าหญิงรัตติกาลบ่นพลาง...วางดาวไถทั้งสามดวงลงไป แต่เธอก็บ่นดังมากไม่ได้เพราะราชินีแห่งราตรีเคยบอกไว้ ว่าถ้าเธอบ่นหรือทำงานอย่างไม่เต็มใจ ดวงดาวบนฟ้าจะทอประกายหม่นหมอง...แต่หากเธอใส่ความสุข ซึ่งเป็นเวทมนต์ในการทำงาน ดวงดาวทุกดวงจะกระพริบแสงสุกสว่าง...แต่ถึงแม้จะรู้อย่างนั้นก็มีหลายครั้งที่เจ้าหญิงทำตามไม่ค่อยได้ จึงมีบางคืนที่เราจะมองเห็นดวงดาว
อับแสงลงไป

“เจ้าหญิงแห่งรัตติกาล วันนี้ลูกทำงานคนเดียวได้ไหม แม่รู้สึกไม่ค่อยสบาย” ราชินีแห่งราตรีถามเจ้าหญิงในเช้าวันหนึ่ง ซึ่งถึงเวลาต้องเก็บดาวออกจากราวฟ้า

“ได้ค่ะแม่” เจ้าหญิงรับคำอย่างเต็มใจ เพราะอยากให้ราชินีพักผ่อนให้สบาย อีกอย่าง ถ้าราชินีไม่อยู่ เธอก็จะวางดวงดาวทั้งหมดไว้โดยไม่ต้องเอาไปจัดเรียงให้เป็นระเบียบก็ได้ถึงยังไงเดี๋ยวก็ต้องเอาออกมาใช้ใหม่อยู่แล้วนี่นา

ดังนั้น...เมื่อแน่ใจแล้วว่าราชินีแห่งราตรีกำลังหลับใหล เจ้าหญิงจึงทิ้งดวงดาวที่ยังไม่ได้จัดเรียงออกไปเที่ยวเล่นอย่างสนุกสนาน กว่าจะกลับมาอีกครั้งก็เมื่อเวลาใกล้ค่ำแต่ราชินีก็ยังไม่ตื่น...“แย่แล้ว ถึงเวลาที่ต้องเอาดวงดาวออกมาเรียงบนฟ้าใหม่” เจ้าหญิงบอกตัวเองอย่างตกใจ พลางรีบค้นหาดาวเหนือจากดวงดาวที่ยังกองรวมกันไว้ในห่อผ้ากำมะหยี่...

“หาดาวเหนือไม่เจอ...ทำไงดีๆๆ” เจ้าหญิงร้องหาดาวเหนือพลางรื้อโน่นค้นนี่ให้วุ่นวาย ดาวลูกไก่ดวงหนึ่งเลยกระเด็นไปอยู่ในกลุ่มดาวไถ...ดาวศุกร์ซึ่งตอนหัวค่ำควรจะขึ้นทางทิศตะวันตกก็กระเด็นไปอยู่ทางทิศตะวันออก...และเปลี่ยนชื่อเป็นดาวประกายพรึกแทน...

สุดท้ายแล้ว...คืนนั้นดาวเหนือกลับไปขึ้นอยู่ทางทิศใต้ ดาวอธิษฐานบางดวงของเด็กๆก็หายไป... เพราะการที่เจ้าหญิงรัตติกาลรีบร้อนทำงานและไม่ยอมจัดเก็บดวงดาวให้เป็นระเบียบเรียบร้อย...ชาวประมงจึงหลงทางกลางทะเลที่ทั้งมืดทั้งกว้างใหญ่ เด็กๆที่มองหาดวงดาวอธิษฐานไม่เจอก็เอาแต่นั่งร้องไห้

“นี่ฉันทำอะไรลงไปนี่ นี่ฉันทำอะไรลงไป” เจ้าหญิงคร่ำครวญและร้องไห้

“ทั้งๆที่รู้ว่างานนี้สำคัญ ฉันก็ยังทำงานอย่างไม่ระมัดระวัง ฉันน่าจะเชื่อแม่และเก็บข้าวของ ให้เป็นที่เป็นทาง เพื่อจะได้หาของที่ต้องการใช้เจอ ในเวลาที่อยากจะใช้มันอีกครั้ง” กว่าเจ้าหญิงจะรู้ตัวก็เกือบสายเกินไป...ดีที่เจ้าชายแห่งสายลมพัดผ่านมา

“เอาอย่างนี้ดีกว่าเจ้าหญิง ฉันจะช่วยพัดม่านเมฆมาบังดวงดาวทั้งหมดเอาไว้ก่อน ระหว่างนั้นเธอต้องจัดเรียงดวงดาวใหม่ให้ถูกต้องนะ” เจ้าชายแห่งสายลมอาสาช่วยเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด

“ฉันคงทำไม่ทัน แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด” เจ้าหญิงบอกกับตัวเองและตั้งใจจะแก้ไขสิ่งที่ทำผิดพลาดไป

“ลูกอยากจะให้แม่ช่วยด้วยไหม” ราชินีแห่งราตรีตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ได้ แต่หลังจากพระนางได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ อาการป่วยไข้ก็หาย ทั้งเจ้าหญิงและราชินีจึงช่วยกันจัดเรียงดวงดาวบนฟ้าใหม่จนเรียบร้อย แล้วเจ้าชายแห่งสายลมจึงค่อยๆพัดม่านเมฆให้เปิดออกจนเห็นดวงดาวที่พราวฟ้า...
“นั่นไง ดาวเหนืออยู่ตรงนั้นไงล่ะ” ชาวเรือร้องบอกแก่กัน พลางหันหัวเรือไปยังทิศทางที่ถูกต้อง

“นั่นไง ดวงดาวอธิษฐานของฉัน” เด็กๆที่กำลังร้องไห้เช็ดน้ำตา เมื่อเห็นดาวอธิษฐานปรากฏที่ขอบฟ้าอีกครั้ง

“เห็นหรือยังว่าหน้าที่ของเธอสำคัญมากเลยนะ เจ้าหญิงรัตติกาล” เจ้าชายสายลมก้มลงมองใบหน้าแห่งความสุขเหล่านั้น ก่อนจะพัดผ่านไป...ถึงตอนนี้เจ้าหญิงเองก็รู้แล้วว่า หน้าที่ของเธอนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน...

“ต่อไปนี้ลูกจะทำงานด้วยความตั้งใจ และที่สำคัญจะดูแลดาวทุกดวงให้อยู่เป็นที่เป็นทาง เพราะนอกจากจะทำให้สะอาดสวยงาม ยังง่ายเวลาจะใช้ด้วย ..จริงไหมคะแม่” เจ้าหญิงรัตติกาลหันไปถามราชินีอย่างนั้นแล้วแม่ลูกก็ยิ้มให้กัน...


หากมีใครสักคนกำลังจ้องมองท้องฟ้าในคืนนั้น...คงพบว่าแสงดาวสุกสว่างกระจ่างเต็มฟากฟ้า ..กว่าทุกคืน...

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า] ...เจ้าหญิงทอผ้ากับชายเลี้ยงวัว...



นิทานญี่ปุ่น...เจ้าหญิงทอผ้ากับชายเลี้ยงวัว...


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่ฝั่งแม่น้ำด้านเหนือของ "อามาโน่ คาวา(ทางช้างเผือก)" บนสวรรค์มีลูกสาวของเทพผู้ครองสวรรค์ นางหนึ่งชื่อว่า "โอริฮิเมะ" นางสวยงามและขยันขันแข็ง โดยมีหน้าที่ประจำคือ "การทอผ้า" ซึ่งผ้าแพรพรรณฝีมือของนางนั้น สวยงามประณีตเป็นที่พึงพอใจของ หมู่เหล่าทวยเทพทั้งหลายถ้วนหน้า

เทพผู้ครองสวรรค์ผู้เป็นบิดา ได้เกิดความกังวลเรื่องคู่ครองของนาง ก็จึงประกาศหาคู่ให้กับ "โอริฮิเมะ" และนางได้ถูกตาต้องใจชายหนุ่มที่ชื่อ "ฮิโกโบชิ" ผู้เป็นคนเลี้ยงวัวอยู่ฝั่งด้านใต้ของ "อามาโน่ คาวา (ทางช้างเผือก)" "ฮิโกโบชิ" เป็นชายหนุ่มที่ขยันขันแข็งไม่แพ้ไปจาก "โอริฮิเมะ" และที่สำคัญคือชายหนุ่มร่างกายกำยำและสง่างามเป็นที่สุด

แต่ยิ่งนานวันเข้า "โอริฮิเมะ" ก็ยิ่งหลงระเริงไปกับ ความรักจนลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างเอาแต่ออกไปเที่ยวเตร่กับ "ฮิโกโบชิ" หนักเข้าเทพผู้บิดาจึงเกิดพิโรธจึงลงอาญาสาปให้ทั้ง สองแยกจากกันไปคนละทิศ “ต่อจากนี้ให้แยกเจ้าทั้งสองไปอยู่คน ละฝากฝั่งของ "อามาโน่ คาวา(ทางช้างเผือก)" ให้แยกจากกันไปอยู่แต่คนละทิศ แต่บัดนี้”

เมื่อ"ฮิโกโบชิ" โดนแยกจากไปแล้ว "โอริฮิเมะ" ก็ให้เป็นโศกเศร้าอาดูรที่ต้องพรัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักนางร่ำอาลัย "ฮิโกโบชิ" ผู้เป็นสามีสุดที่รักจนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด เทพผู้เป็นบิดาเฝ้ามองความเศร้าโศกของนางทุกวันทุกคืน... เทพผู้เป็นบิดาเห็นอาการ ของนางร้ายแรงแบบนั้นก็ให้เป็นสงสารนางอย่างสุดที่จะทนอยู่ได้ จึงบอก อนุญาตนางว่า ในทุก ๆ ปีให้นางข้าม อามาโน่คาวา (ทางช้างเผือก) ไปพบ "ฮิโกโบชิ"ได้หนึ่งครั้งแล้ววันนั้นก็คือวันที่ 7 เดือน 7 ของทุก ๆ ปี

การที่คนที่รักกันสองคน ได้มาเจอกันเพียงปีละครั้งเท่านั้น ฟังดู อาจเป็นเรื่องเศร้าอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สำหรับบางคนแล้ว การที่ได้มีความหวัง ว่าจะได้พอเจอคนที่เรารัก แม้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นต่างหาก ที่เป็นสาระสำคัญ และทำให้การมีชีวิตอยู่ มีคุณค่าและเพิ่มความหมายมากมายเกินจะพรรณาได้หมดสิ้น ...


... ในวันที่ 7 เดือน 7 ปีนี้ คงมีอย่างน้อยสามคู่รัก ที่จะได้มาพบกัน ณ ทางช้างเผือก อันไกลโพ้น ...

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

[นิทานเรื่องเล่า] ...นิทานความรัก...



[นิทานเรื่องเล่า] ...นิทานความรัก...


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...มีเรื่องเล่าระหว่างสาวสวยและหนุ่มรูปงามผู้ซึ่งรักกันอย่างดูดดื่ม...ทั้งสองได้สาบานว่าแม้ความตายก็มิอาจจะพรากรักอันแสนจะมั่นคงนี้ลงได้ และในครั้งนั้นยังมีแม่มดตนหนึ่งผู้ซึ่งเชื่อมั่นว่าไม่มีสิ่งใดที่จะแน่นอนเท่าความไม่แน่นอน

แม่มดไม่เชื่อว่าความรักของทั้งสองจะมั่นคงจึงคิดหาทางพิสูจน์ขึ้นมา นางกล่าวว่า

"หากพวกเจ้ามั่นใจในรักของอีกฝ่าย ซึ่งยั่งยืนแม้ว่าความตายจะพราก ดังนั้นข้าก็อยากจะลองดูว่ามันจะเป็นอย่างไร...ข้าขอสาปให้นับแต่นี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเกิดใหม่อีกสักกี่ชาติ บุรุษนี้จะไม่มีทางจำเจ้าได้ เขาจะไม่สามารถจำได้ว่าเคยรักเจ้า และตรงกันข้ามกับเจ้า
เจ้าจะเป็นคนที่จำทุกอย่างได้ เพราะเจ้าจะยังคงอยู่เช่นนี้ตลอดไป...ไม่แก่ไม่เฒ่า ไม่มีวันตาย จะอยู่อย่างนี้นิรันดร์...เจ้าจะจำเวลาที่เคยรักเขาเคยเป็นที่รักและต้องเฝ้ารอการกลับมาของเขาในชาติแล้วชาติเล่าตลอดกาล..."

"วันใดก็ตามที่เจ้าทำให้เขารู้ตัวว่ารักเจ้าทำให้เขาจำเจ้าได้ วันนั้น...คือวันที่ความเป็นนิรันดร์ของเจ้าสิ้นสุดลง...เจ้าจะแก่และตายตามสภาพของอายุขัยที่ควรเป็น...และคราวนี้ก็จะเป็นทีของเจ้าหนุ่มนั่นแทน...เขาจะต้องเป็นคนที่ค้นหาเจ้าบ้าง..."

หลังจากนั้นมาปีแล้วปีเล่าเวลาผ่านไปศตวรรษทบศตวรรษที่หญิงสาวเฝ้าตามหาชายหนุ่มคนรัก และทุกครั้งที่เธอได้พบเขาในสภาพของใครคนหนึ่ง ที่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเธอเลยแม้แต่น้อย...เธอพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาจำเธอได้

แต่มันไม่เคยสำเร็จชาติแล้วชาติเล่า...หลังจากการเกิดและดับของเขาผ่านไปนับสิบครั้ง เขาก็ยังไม่อาจระลึกได้ถึงความรักของเธอ...ความทุกข์ทรมานของหญิงสาวถูกเฝ้าดูอย่างเย้ยเยาะโดยนางแม่มดผู้รอคอยเวลาที่หญิงสาวจะยอมรับว่า...รักแท้ที่แม้ความตายก็ไม่อาจพรากไม่มีจริง แล้วนางแม่มดก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่า ในช่วงหลังๆ มาหญิงสาวไม่ได้พยายามที่จะทำให้ชายหนุ่มระลึกถึงตนไม่พยายามให้ชายหนุ่มรักตนแต่กลับทำทุกอย่างที่คิดว่าจะทำให้เขามีความสุข และทำให้เขาเกิดรอยยิ้มแทน...แล้ววันหนึ่งนางแม่มดก็เก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว จึงปรากฏตัวเพื่อเอ่ยถามกับตัวหญิงสาวเอง...

"...เจ้าได้ละทิ้งความพยายามของเจ้าเสียแล้วล่ะหรือ...ความพยายามที่จะพิสูจน์
ให้ข้าเห็นอำนาจและพลังของรักแท้ที่เหนือกว่าอำนาจใดๆ แม้กระทั่งคำสาปของข้า..."

"จริงๆ แล้ว ข้าก็มีเหตุผลของข้า"

หญิงสาวตอบนางแม่มดกลับไป

"...ข้าไม่ได้ละทิ้งความพยายาม...เพียงแต่...
ข้ากลัวว่าความพยายามของข้าจะสัมฤทธิ์ผล...แล้ว"

"แล้วเจ้าก็ต้องแก่และตาย" นางแม่มดต่อให้ด้วยเสียงเย้ยหยัน

" ที่แท้เจ้าก็กลัวที่จะตาย เจ้ากลัวจะสูญเสียความเป็นอมตะของเจ้า...เฮอะ นี่หรือรักแท้ของเจ้า" หญิงสาวไม่ปฏิเสธ นางเผชิญหน้ากับนางแม่มดและรับคำกล่าวหานั้น

"อาจใช่...มันเป็นความจริงที่ข้ากลัวว่าหากข้าทำให้เขาจำข้าและรักข้าได้ข้าจะต้องตายจากเขาไป"

"และเจ้าก็ไม่เชื่อใจว่าเขาจะทำให้เจ้าจำได้เช่นนั้นหรือ?"

หญิงสาวจ้องหน้าแม่มดนิ่งอยู่ ก่อนตอบ

"สิ่งที่ข้าเกรงไม่ใช่เรื่องนั้น...ท่านรู้อะไรไหม...ตลอดเวลาอันยาวนานที่ข้าเฝ้าเดินทางตามหาเขาเฝ้ารอคอยวันแล้ววันเล่ารอวันที่เขาจะกลับมาหาข้าอีกครั้ง...ตลอดเวลาที่ข้าเฝ้ามองการเกิดและการตายของเขามันคือความทรมานอันยาวนานที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด...และสำหรับข้าความทุกข์อันแสนสาหัสคือ การได้เห็นความทรมานของผู้เป็นที่รัก โดยที่เราไม่อาจเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือได้...หลายครั้งที่ข้าอยากให้ตัวข้าเห็นแก่ตัวพอที่จะพยายามทำให้เขารักทำให้เขาระลึกถึงข้าได้อีกครั้งเพื่อที่ข้าจะได้เป็นอิสระต่อการพันธนาการนี้...แต่ทุกครั้งที่ข้าคิดถึงมันความทุกข์ทรมานที่ข้าได้รับเนื่องจากการรอคอยที่ไม่มีวันจบสิ้นก็ทำให้ข้าคิดได้

...ข้าไม่อาจให้เขาต้องแบกรับความรู้สึกทรมานเช่นที่ข้าได้รู้สึก...ความรักของข้าอาจไม่แข็งแกร่งพอที่จะตัดสินใจพยายามให้เขาจำข้าได้ต่อไป และจากนี้ต่อไป แม้ว่าข้าจะต้องรอคอยไปชั่วนิรันดร์ สิ่งเดียวที่ข้าจะทำคือข้าจะทำให้เวลาของเขามีแต่ความสุขเท่าที่พลังของข้าจะทำได้...ข้าอาจไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาก็จริงแต่ข้าก็ยังอยากเห็นรอยยิ้มของเขา...ข้าอาจเป็นคนอ่อนแอในสายตาของท่านอย่างไรก็ตาม นี่ก็คือความรักของข้าคือสิ่งที่ข้าเป็น...แม้ชีวิตของข้าจะต้องเดียวดายตลอดกาลแต่ข้าก็มั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่าคนที่ข้ารักจะไม่มีวันเดียวดายเช่นตัวข้า...เพราะเขาจะมีข้าข้างกายเขาชั่วนิรันดร์ "



........................


นิทานเรื่องนี้ไม่มีตอนจบเพราะอยากให้คนที่อ่านจินตนาการถึงตอนจบเอาเอง

ในชีวิตของเรามีหลายช่วงต่อหลายช่วงที่เราคิดว่าเรารักใครสักคนมากมายเหลือเกิน
และหลายต่อหลายครั้งที่ความรักของเราก็ต้องการความรักตอบกลับมา
หลายคนฟูมฟายกับโชคชะตาว่ารักที่ไม่ได้รักตอบคือการสูญเวลาเปล่า...

แต่มีหลายต่อหลายคน...ที่ดีใจกับโชคชะตาที่เกิดมาสักครั้ง
แต่ยังได้รักใครสักคนอย่างเต็มหัวใจ...

ทุกอย่างในชีวิตมีทางเลือก...ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกทางไหน...หรือ
คุณจะเลือกหรือไม่?คุณจะเลือกทางไหน

...เปิดประตูรับความรักเข้ามาเพื่อเติมความอบอุ่นให้กับหัวใจแม้เพียงช่วงหนึ่งของชีวิต...
หรือจะมัวแต่ฟูมฟายโทษตัวเองกับความรักที่ให้ไปแต่ไม่ได้รักตอบ...??
...ทางเลือกเป็นของคุณ...