วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

สู่แดนพระพุทธองค์ ๓๙ พระนางสามาวดีผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา



ส่วนพระนางสามาวดีและบริวารทั้ง ๕๐๐ นาง แม้จะบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว แต่ก็ไม่ได้ไปสำนักของพระศาสดาเพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้าตามกาลอันสมควร ทั้งนี้เพราะพระเจ้าอุเทนไม่ทรงมีศรัทธา

 แม้จะมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้ไปเฝ้าและไปถวายบังคมพระพระศาสดา แต่ก็มีความหวั่นเกรงว่าพระเจ้าอุเทนจะไม่ทรงพอพระทัย จึงได้ใช้วิธีเจาะรูกำแพงพระราชวังเอาไว้แอบมองและถวายความเคารพพระศาสดาทุกวัน เมื่อพระองค์เสด็จไปที่บ้านของเศรษฐี ๓ คน คือ โฆสกเศรษฐี กุกกุฏเศรษฐี และปาวาริกศรษฐี

พระนางมาคันทิยา เมื่อไม่สามารถจะทำให้พระพุทธองค์อับอายจนหนีไปยังเมืองอื่นได้ก็ยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น จึงคิดอุบายใส่ความแก่พระนางสามาวดีและบริวารผู้มีศรัทธาในพระพุทธองค์



ขอขอบคุณภาพจากhttp://board.palungjit.org/f13/สามาวดี-เอตทัตคะผู้ถูกไฟคลอกก่อนไปสรวงสวรรค์-317950.html

เมื่อพระนางมาคันทิยาทรงทราบว่าพระนางสามาวดีและหญิงข้าราชบริพารเจาะรูกำแพงพระราชวังไว้มองดูและไว้ถวายบังคมพระศาสดา

ดังนั้นพระนางจึงวางแผนแก้แค้นพระศาสดาและแผนทำร้ายพระนางสามาวดีและหญิงข้าราชบริพารที่มีความศรัทธาในพระศาสดา ไปพร้อม ๆ กัน จึงไปกราบทูลฟ้องพระเจ้าอุเทนว่า พระนางสามาวดีและและหญิงข้าราชบริพารเจาะรูกำแพงพระราชวังเอาไว้สำหรับติดต่อกับภายนอก และไม่มีความภักดีต่อพระเจ้าอุเทน

พระเจ้าอุทานได้เสด็จไปทอดพระเนตรรูกำแพงแตามื่อพระนางสามาวดีกราบทูลว่าเจาะไว้สำหรับมองและถวายความเคารพแด่พระศาสดาพระเจ้าอุเทนจึงไม่ทรงพิโรธ
เพียงรับสั่งให้ปิดช่องเหล่านั้นเสีย แล้วให้ทำหน้าต่างมีช่องน้อยไว้ในห้องทั้งปวง ได้ยินว่า หน้าต่างมีช่องน้อยทั้งหลาย เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในครั้งนั้น

พระนางสามาวดีถูกใส่ความเรื่องไก่

พระนางมาคันทิยา เมื่อไม่สามารถจะทำให้พระพุทธองค์อับอายจนหนีไปยังเมืองอื่นได้ก็ยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น จึงคิดอุบายใส่ความแก่พระนางสามาวดีและบริวารผู้มีศรัทธาในพระพุทธองค์ โดยส่งข่าวไปบอกแก่อาของตนขอให้ส่งไก่เป็น ที่ยังมีชีวิตมาให้ ๘ ตัว และไก่ตายอีก ๘ ตัว เมื่อได้ไก่มาตามต้องการแล้วจึงเข้ากราบทูลพระเจ้าอุเทนว่า เป็นไก่ที่มีปุโรหิตส่งมาเป็นบรรณาการ และพระนางสามาวดีมีฝรีมือในการทำแกงไก่ พระเจ้าอุเทนจึงมีรับสั่งให้ส่งไก่ไปให้พระนางสามาวดีจัดการแกงมาถวาย พระนางมาคันทิยา จึงส่งไก่เป็นไปให้ ส่วนพระนางสามาวดีเห็นว่าไก่ยังมีชีวิตอยู่จึงไม่ทำถวาย เพราะว่าตนสมาทานศีล ๘ ย่อมไม่ฆ่าสัตว์จึงส่งไก่กลับคืนไป

พระนางมาคันทิยา ได้กราบทูลพระเจ้าอุเทนว่าให้รับสั่งว่งไก่ไปให้พระนางสามสวดีอีกครั้งเพื่อนำไปถวายวายแก่พระสมณโคดม
พระเจ้าอุเทนทรงกระทำตามที่พระนางมาคันทิยาแนะนำ แต่คราวนี้พระนางมาคันทิยาได้เปลี่ยนเอาไก่ที่ตายแล้วส่งไปให้ พระนางสามาวดีเห็นว่าเป็นไก่ที่ตายแล้ว และเป็นการแกงเพื่อนำไปถวายพระสมณโคดม จึงช่วยกันรีบจัดการแกงไปถวายด้วยความปีติและศรัทธา



ขอขอบคุณภาพจากhttp://board.palungjit.org

พระนางมาคันทิยา รู้สึกดีใจที่เหตุการณ์เป็นไปตามแผน จึงกราบทูลยุยงว่า การกระทำของพระนางสามาวดีไม่น่าไว้วางใจดูประหนึ่งว่าเอาใจออกห่างพระองค์ปันใจให้พระสมณโคดม เวลาใช้ให้แกงมาถวายพระองค์ก็ไม่ทำ แต่พอบอกให้แกงไปถวายพระสมณโคดมกลับทำให้อย่างรับด่วน
พระเจ้าอุเทน ได้สดับคำของพระนางมาคันทิยา แล้วทรงอดกลั้นนิ่งเฉยไว้อยู่

พระนางสามาวดีถูกใส่ความเรื่องงูพิษ

ตามปกติ พระเจ้าอุเทนจะเสด็จไปประทับที่ปราสาทของพระมเหสีทั้ง ๓ คือพระนางสามาวดี พระนางวาสุลทัตตา และ พระนางมาคันทิยา ตามวาระแห่งละ ๗ วัน

ครั้นอีก ๒-๓ วัน จะถึงวาระเสด็จไปประทับที่ปราสาทของพระนางสามาวดี พระนางมาคันทิยา ได้วางแผนส่งข่าวไปถึงอา ให้ส่งงูพิษที่ถอนเขี้ยวพิษออกแล้วมาให้นางโดยด่วน
เมื่อได้มาแล้วจึงใส่งูเข้าไปในช่องพิณซึ่งพระเจ้าอุเทนทรงเล่นและนำติดพระองค์เป็นประจำแล้วนำช่อดอกไม้ปิดช่องพิณไว้

ก่อนที่พระเจ้าอุเทนจะเสด็จไปยังปราสาทของพระนางสามาวดีนั้น พระนางมาคันทิยาได้ทำทีเป็นกราบทูลทัดทานว่า
“ขอพระองค์ อย่าเสด็จไปเลย เพราะว่าเมื่อคืนนี้ หม่อมฉันฝันไม่เป็นมงคล เกรงว่าพระองค์จะได้รับอันตราย”

เมื่อพระเจ้าอุเทนไม่เชื่อคำทัดทานจึงขอติดตามเสด็จไปด้วย
ขณะที่พระนางสามาวดีและหญิงบริวารปรนนิบัติพระเจ้าอุเทนอยู่ และทรงวางพิณไว้บนพระแท่นบรรทมนั้น พระนางมาคันทิยา ก็ทำเป็นเดินไปเดินมาใกล้ ๆ บริเวณนั้น เมื่อไม่มีใครสังเกตเห็นจึงดึงช่อดอกไม้ที่ปิดช่องพิณออก และงูที่อดอาหารมาหลายวันได้เลื้อยออกมาพ่นพิษแผ่พังพาน

พระเจ้าอุเทนทอดพระเนตรเห็นงูก็ตกพระทัยกลัวมรณภัยจะมาถึง จึงด่าตวาดพระนางสามาวดีที่คิดปลงพระชนม์ และตำหนิพระองค์เองที่ไม่เชื่อคำทัดท่านของพระนางมาคันทิยา ด้วย

เพลิงแห่งความโกรธจึงตัดสินพระทัยประหารชีวิตพระนางสามาวดีและหญิงบริวารด้วยพระองค์เอง





ขอขอบคุณภาพจาก http://board.palungjit.org

พระเจ้าอุเทนทรงยกคันธนูประจำพระองค์ขึ้นสายแล้วพาดลูกศรอาบยาพิษโก่งคันธนูเล็งเป้าไปที่พระนางสามาวดี ซึ่งประทับอยู่ข้างหน้าแห่งหญิงบริวาร ที่ยืนเรียงแถวอยู่

ก่อนที่ลูกศรจะแล่นออกจากคันธนูนั้น พระนางสามาวดีได้ให้โอวาทแก่หญิงบริวารให้เจริญเมตตาจิตให้สม่ำเสมอ ส่งไปให้แก่พระเจ้าอุเทน แก่พระเทวีมาคันทิยา และแก่ตนเอง อย่าถือโทษโกรธต่อใคร ๆ เลย
ครั้นให้โอวาทจบลง หญิงเหล่านั้นก็ปฏิบัติตาม

เมื่อพระเจ้าอุเทนปล่อยลูกศรออกไป แทนที่ลูกศรจะพุ่งเข้าสู่พระอุระพระนางสามาวดี แต่หวนกลับพุ่งเข้าหาพระอุระของพระองค์เสียอง
จึงสะดุ้งตกพระทัยพลางดำริว่า:-
“ธรรมดาลูกศรนี้ย่อมแทงทะลุแม้กระทั่งแผ่นหิน บัดนี้ สิ่งที่เป็นวัตถุที่จะกระทบในอากาศก็ไม่มี เหตุใดลูกศรจึงหวนกลับเข้าหาเรา ลูกศรนี้แม้จะไม่มีชีวิตจิตใจ แต่ก็ยังรู้จักคุณของพระนางสามาวดี เราเสียอีกแม้เป็นมนุษย์กลับไม่รู้คุณของพระนาง”

 ทันใดนั้น พระเจ้าอุเทนก็ทรงทิ้งคันธนูแล้วประนมหัตถ์ประคองอัญชลี ไหว้พระนางสามาวดี ด้วยความกลัว อ้อนวอนให้พระนางยกโทษให้ ขอเอาพระนางเป็นที่พึ่งตลอดไป
พระนางสามาวดีกราบทูลพระเจ้าอุเทนว่า "หม่อมฉันมีพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง พระองค์ก็จงถือเอาพระบรมศาสดาเป็นที่พึ่งเถิด "





พระเจ้าอุเทนเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลขอพระพุทธองค์เป็นสรณะ ทรงนิมนต์ถวายทานแก่พระสงฆ์ทั้งสิ้น ๗ วัน แล้วนิมนต์พระพุทธองค์พร้อมภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป เสด็จรับภัตตาหารและฟังพระธรรรมเทศนาในปราสาทของพระนางสามาวดีเป็นนิตย์

พระบรมศาสดาตรัสว่า
"มหาบพิตร...ธรรมดาการมาสู่ตระกูลเดียวเป็นประจำ ย่อมไม่ควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะมหาชนหวังในพระพุทธเจ้าอยู่ "

พระพุทธองค์จึงมีรับสั่งให้พระอานนท์พาภิกษุมาสู่ราชสกุลแทน พระเทวีเหล่านั้นพร้อมทั้งบริวารได้อังคาสพระเถระและฟังธรรมอยู่ตลอด

พระนางสามาวดีและหญิงบริวารเหล่านั้น ทำการบูชาพระธรรมด้วยผ้าอุตราสงค์ ๕๐๐ ผืน พระเจ้าอุเทนถามพระอานนท์ว่า "ผ้าอึตราสงค์ที่ถวายไม่มากเกินไปหรือ ท่านจักทำอย่างไรด้วยผ้าจำนวนมากเหล่านี้"
พระอานนท์ตอบว่า "จักถวายผ้าที่เหลือแก่ภิกษุผู้จีวรเก่ากว่า "
พระเจ้าอุเทน ถาามว่า " ภิกษุทำจัวรเก่าของตนให้เป็นอะไร"
พระอานนท์ตอบว่า " เธอจักทำให้เป็นผ้าปูที่นอน "
พระเจ้าอุเทนถามว่า " เธอจักทำผ้าปูที่นอนเก่าให้เป็นอะไร"
พระอานนท์ตอบว่า "เธอจักทำเป็นผ้าปูพื้น"
พระเจ้าอุเทนถามว่า "เธอจักทำผ้าปูพื้นเก่าให้เป็นอะไร"
พระอานนท์ตอบว่า "เธอจักทำเป็นผ้าเช็ดเท้า"
พระเจ้าอุเทนถามว่า "เธอจักทำผ้าเช็ดเท้าเก่าให้เป็นอะไร"
พระอานนท์ตอบว่า "เธอจักโขลกให้ละเอียด ผสมด้วยดินเหนียวแล้วฉาบทาฝา"
พระเจ้าอุเทนทรงเลื่อมใส รับสั่งให้นำผ้า ๕๐๐ ผืน ถวายวางไว้แทบบาทมูลของพระอานนท์เถระ
นับแต่นั้นมา พระเจ้าอุเทนทรงมีศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา ทรงรักษาศีลฟังธรรมร่วมกับพระนาง    สามาวดีตามกาลเวลาและโอกาสอันสมควร



ขอขอบคุณภาพจาก www.kamsai.org

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย - เนปาล โดย พระราชรัตนรังษี (ว.ป.วีรยุทฺโธ)
http://www.84000.org/one/4/04.html
http://board.palungjit.org

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น