Header

Header

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

น้อมใจรับกุศลผลบุญ




อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจคือทุกข์นี้ มีอยู่คือ,

ชาติปิ ทุกขา, แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์,
ชะราปิ ทุกขา, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์,
มะระณัมปิ ทุกขัง, แม้ความตายก็เป็นทุกข์,
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,
แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์,
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์,
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข , ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์,
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์,
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา, ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์,

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย , ก็อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์นี้ มีอยู่,





ที่ท่านทั้งหลายได้มาปฏิบัติธรรม เบื้องต้นเราก็ต้องสละก่อน
ที่ว่าสละคือปฏิโพธ เครื่องกังวลต่าง ๆ
พระมีหน้าที่สอน รับนิมนต์ต่าง ๆ พระก็ต้องปล่อยวาง
โยมมีครอบครัว มีภาระในครอบครัว การงานก็ต้องสละ เมื่อเราสละทุกอย่างมาแล้ว ใจก็จะไม่วิตกกังวล ก็จะทำให้การปฏิบัติของเราดีขึ้น มันทุ่มเทให้กับการปฏิบัติได้เต็มที่ แต่ถ้าเรามีเรื่องกังวลอยู่ ใจมันจะแวบ ๆ ไปหาสิ่งที่เรากังวลอยู่ นั้นเราต้องสละก่อน เมื่อเราวางทุกอย่างมาแล้ว อะไร ๆ จะมีอยู่ข้างหลัง ก็ไม่ต้องคิดถึงแล้ว ตัดทิ้งให้หมด เรามาตั้งใจกันใหม่

เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว สิ่งที่เราต้องสละอีกอย่างหนึ่ง คือ การสละทิฏฐิมานะ มานะเพราะเหตุแห่งการศึกษา หรือมานะเพราะยศถาบรรดาศักดิ์ก็ตาม มานะต่าง ๆ นี้เราจะต้องทิ้ง ตัวนี้สำคัญ ถ้าเราไม่ทิ้งแล้วมานะจะเป็นตะปูตรึงใจ ถ้าเราไม่ถอนออก มันจะขวางการปฏิบัติของเรา
..............................

มาตรงนี้เขาก็ให้อยู่เฉย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่เราก็ต้องมารับภาระอย่างหนึ่ง คือการเอาใจใส่ดูแลตัวเอง ตอนนี้ภาระอย่างอื่นเราทิ้งไปหมดแล้ว แต่ไม่ใช่มานั่งเฉย ๆ ปล่อยใจไป อย่างนี้ไม่ใช่นะ ต้องมาเอาใจใส่ดูแลตัวของเราเอง แล้วมันไปตรงกับกรรมฐานอย่างไร ที่ว่าให้มาดูแลตัวเอง คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น
มีหลักฐานปรากฏอยู่ในอังคุตรนิกายจตุกกะนิบาตโรหิตัสสะสูตร
ในสมัยนั้นโรหิตตัสสะเทวดา เทวดาในที่นี้ได้แก่พรหม ไม่ใช่เทวดาอยู่ในกามาวจร 6 ชั้น เป็นพรหม
เมื่อก่อนนี้เป็นฤาษี ท่านมีอายุ 200 ปี ท่านเหาะไปอยากดูว่าที่สุดของโลกมันอยู่ตรงไหน เหาะไปจนหมดอายุ 200 ปีไม่เห็นที่สุด ยิ่งไป ยิ่งเห็น โลกจักรวาลมันไม่มีที่สุด อนันตจักรวาลไม่มีที่สุด ท่านไปเท่าไรก็หาที่สุดไม่ได้ ก็เลยมรณภาพเสียก่อน ยังไม่เห็นที่สุดของโลกเลย ท่านก็ไปเกิดเป็นพรหม แล้วสมัยที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ท่านก็ลงมาถามปัญหาว่า “ที่สุดของโลกอยู่ตรงไหน” พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

“อปิจาหัง อาวุโส อิมัสมิง เยวะ พยามมัตตะกเฬวเร สะสัญญิมหิ สมนเก โลกัญจ ปัญญาเปมิ โลกสมุทยัญจะ โลกนิโรธคามินี ปฏิปทันติ”

อริยสัจ 4 สมุทัย นิโรธ มรรค พระพุทธองค์ตรัสไว้ตรงไหน ตรัสไว้ในภูเขา ไว้ในทะเล หรือไว้ในต้นไม้ต่าง ๆ ตรัสไว้ที่ไหน พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงตรัสไว้ที่อื่น อริยสัจธรรม 4
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “อิมัสมิงเยวะ พยามะมัตตะกเฬวเร”
ตถาคตตรัส อริยสัจธรรม 4 อย่างนี้ ตรัสไว้ในร่างกายที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบ ตรัสไว้ตรงนี้เอง
ฉะนั้นเมื่อเราจะค้นหาสัจจะ 4 เราต้องน้อมมาหาตรงนี้ ฉะนั้นในที่นี้ถึงบอกว่า การปฏิบัติคือการที่เรามาเอาใจใส่ ดูแลตัวของเราเอง

เราก็อยู่กับตัวเรามาทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่เกิดจนอายุป่านนี้ เราก็อยู่กับตัวเรา แล้วทำไมจะต้องมาดูตัวเองอีก อันที่จริงคนเรารักตัวเราจริง
ดังที่พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า “นัตถิ อัตต สมัง เปมัง รักอื่นเสมอด้วยตนไม่มี”
แต่ทว่าเราสนใจตัวเรามากไหม ระหว่างตัวเรากับคนอื่น เราสนใจใครมากกว่า วัน ๆ หนึ่งที่เราตื่นมา ใจไปอยู่ที่ไหน อยู่กับตัวเราหรือไปอยู่ที่อื่น ส่วนมากไปที่อื่นหมด ใจจะออกไปข้างนอกมากกว่าที่อยู่ข้างใน แต่ถามว่าเรารักตัวเองไหม รักตัวเอง แต่สนใจคนอื่นมากกว่า เราทำตรงกันข้าม ไม่ได้สนใจตัวเอง แม้ตื่นมา ใจเราก็ต้องไปคิดเรื่องของคนอื่น เราทำถูกต้องหรือเปล่า ปากว่ารักตัวเอง แต่ใจไปสนใจคนอื่น เขาเรียกว่า ปากว่าตาขยิบ ให้เข้าใจไว้ ปกติเราไม่ค่อยได้สนใจตัวเรา มีตัวเราอยู่ก็จริง แต่ไม่ค่อยได้สนใจ เราจะพุ่งใจออกไปข้างนอกหมด

อย่างที่เรามาที่นี่กัน เวลานั่งรถมามีใครนั่งดูตัวเองมาไหม หรือสายตาดูข้างนอก ดูข้างนอกหมดเลย ตั้งแต่เราออกจากบ้านมาจนถึงสำนักนี้ เราไม่ได้สนใจดูตัวเอง นั่งดูเพลินนั้นบ้านไหน นี้บ้านไหน บ้านเป็นอย่างไร ต้นไม้เป็นอย่างไร คูคลองเป็นอย่างไร นั่งดูเพลิน แต่ว่าไม่ได้ดูตัวเองเลย ใครจะนั่งกำหนด หนอ ๆ ไม่มีเลย มันน้อยเหลือเกิน น้อยมาก เห็นง่าย ๆ ขนาดเราอุตส่าห์จะมาปฏิบัติ เรายังไม่ได้สนใจดูตัวเองเลย ท่านบอกว่า ปกติวิสัยของมนุษย์ เรารักตัวเราจริง แต่ไม่ได้สนใจตัวเรา ไปสนใจคนอื่น ฉะนั้นที่เรามาปฏิบัติ เราจะมาให้ความสนใจดูตัวเรา เราทุ่มเทดูคนอื่นมามากแล้ว ตอนนี้เราพยายามเอาใจใส่ดูแลตัวเราบ้าง ว่าเรามีอะไร ไม่มีอะไร ต้องกลับมาดูตัวเอง คนอื่นเราดูมามากแล้ว

ปกติใจของเราคุ้นกับการไป ไม่คุ้นกับการอยู่
ฉะนั้นวันแรกสองวันแรกใจจะดิ้นรนมาก เมื่อมันดิ้นรนเราก็ไม่ต้องกลัว มันเป็นเป็นสภาวะหนึ่ง เป็นธรรมดาของใจเรา เพราะว่าเราปล่อยเขามามาก จู่ ๆ เราจะมากักขังเขาให้อยู่ เขาจะไม่อยู่อย่างที่เราตั้งใจ เพราะกำลังสติ สมาธิของเรามันน้อย เมื่อน้อยอยู่เอาเขาไม่อยู่ แต่ไม่ต้องหงุดหงิด ไม่ต้องหิ้วกระเป๋ากลับบ้าน ไม่ต้องเอาญาณม้วนเสื่อกลับบ้าน
เรามีหน้าที่มาเอาใจใส่ดูแลตัวเอง ขอให้จำไว้ว่า เรามีหน้าที่ดูแลตัวเอง ขอบเขตที่เราดูแลรักษามีเพียงกว้างศอก ยาววา หนาคืบ แค่นี้เอง มันหลุดไปบ้างก็ไม่เป็นไร กำหนดมันใหม่ต่อไป ๆ แล้วจะค่อยดีขึ้นเอง
.....................

พระธรรมเทศนา เปิดการปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คัดมาบางส่วน

พระอาจารย์บอกว่าอายุขัยของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ คือ 75 ปี ใครที่มีอายุเกิน75 ปี ก็ถือว่าอยู่ได้ด้วยกรรม
โดย พระครูปลัดประจาก สิริวัณโณ



นางอุปริ ที่เป็นคนรูปสวย เคยได้ยินใช่ไหม เป็นถึงอัครมเหสีของพระเจ้ากุสสะ มีทิฐิมานะถือตัวเองว่าในเมืองนี้ใครก็สู้ตัวเองไม่ได้ สวยก็สวย เป็นถึงอัครมเหสีด้วย ไม่สนใจในการให้ทาน ไม่สนใจในการรักษาศีล เจริญภาวนาไม่ต้องพูดถึง เพราะหยิ่งในตัวเอง ผลสุดท้ายนางก็ตายในฉับพลัน โรคกะทันหัน ตายแล้วไปไหน
พระมเหสีตายเรียกว่าอะไร สวรรคต เป็นภาษาบาลี สวรรค์เป็นภาษาสันสกฤต คตะ เป็นภาษาบาลี สวรรคตคือ สู่สวรรค์ ตายไปสู่สวรรค์
แต่ว่านางไม่ได้ทำความดีเลย อาศัยบุญเก่าได้เป็นอัครมเหสี พอตายปุ๊บ ด้วยอำนาจทิฐิมานะ ไปเกิดในตระกูลต่ำมาก

โยมเคยได้ยินใช่ไหม คำสวดที่ว่า อภิวา ทนสี ริตสนิจจัง วุฒํ ปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วตฺตนฺติ อายุ วรรโณ สุขํ พลํ
หรืออีกนัยหนึ่งเขาบอกว่า คนที่ประพฤติอ่อนน้อม ถ่อมตน ทำให้เกิดในตระกูลสูง คนที่มีปรกติกราบไหว้ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิจ ทำให้เกิดในตระกูลสูง และได้อายุ วรรณะ สุขะ พละ

วรรณะก็คือตระกูลสูง
สุขะก็คือได้ความสุข
พละ ก็คือได้กำลังต่าง ๆ
นางตายไปเกิดในตระกูลที่ต่ำ เป็นแมลงขี้วัว

ระหว่างจุติกับปฏิสนธิเรายังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่
จุติก็คือการตาย
ปฏิสนธิก็คือการเกิด จะต้องเนื่องกันทันที ต่อเนื่องกัน ตายปุ๊บจะต้องเกิดทันที ไม่มีจิตดวงไหนที่ล่องลอย
บางคนก็จะคัดค้านว่าเห็นวิญญาณที่ตายไปแล้วมาหลอก มาหลอนต่าง ๆ เคยเห็นใช่ไหม ใครเคยเห็นบ้าง ใครเคยได้ยินบ้าง ได้ยินนะ แต่ว่าวิญญาณที่มาหลอกมาหลอนอะไรต่าง ๆ จริง ๆ แล้วเขาเกิดแล้วนะ เป็นอีกภพภูมิหนึ่ง เป็นเทวดา เป็นอสุรกาย หรือเป็นเปรตที่สามารถทำให้คนอื่นเห็นได้ อยู่ในภพภูมิที่อยู่ใกล้ ๆ กัน เทวดาก็เทวดาต่ำ ๆ เปรตก็เปรตต่ำ ๆ อสุรกายก็อสุรกายต่ำ ๆ แต่ว่าสัตว์นรกไม่มีโอกาส สัตว์เดรัจฉาน เราก็สามารถเห็นได้ คนที่ตายไปแล้วไปเกิดเป็นอสุรกายก็สามารถปรากฏให้เห็นได้ เป็นเทวดาชั้นต่ำก็สามารถปรากฏให้เห็นได้

นางเป็นแมลงขี้วัวเกิดปุ๊บก็ไปเป็นแมลงขี้วัว เหมือนแมงกุดจี่ ที่ชอบกินหน่อไม้ที่อ่อน สมัยก่อนทางเหนือเรียกกว่าง เคยเห็นกว่างไหม คืออย่างนั้น คล้าย ๆ กัน ชอบตามแสงไฟ ที่ยุวพุทธฯศูนย์สองก็มี พระราชาก็รักพระมเหสีมาก พอมเหสีตายก็นำร่างบรรจุหีบทองคำ แล้วเศร้าเสียใจอยู่เจ็ดวัน ต้องให้พระโพธิสัตว์ไปโปรด ให้สติ โดยเสด็จไปที่อุทยาน มีทหารหนุ่ม ๆ มาเจอ ก็ตรัสถามว่า “ตอนนี้ในเมืองของท่านเป็นอย่างไร” บอกว่า “พระราชานี่เศร้าโศกเสียใจมาก เพราะอัครมเหสีสวรรคตไปแล้ว ไม่เป็นอันที่จะครองราชสมบัติให้ผาสุกได้” พระโพธิสัตว์ที่เป็นพระฤาษีก็บอกว่า “ให้ไปทูลพระราชาของท่านว่าเราสามารถรู้ว่ามเหสีของท่าน นางอุปลิตอนนี้อยู่ที่ไหน” ให้ทหารหนุ่มไปบอก ทหารหนุ่มก็ดีใจ ไปบอกพระราชา พอพระราชารู้ว่ามีคนที่บอกได้ว่ามเหสีตายแล้วไปไหน ดีใจไหม ดีใจนะที่จะได้รู้ว่าคนที่รัก ไปอยู่ตรงไหน

บางคนยังมีเลยพ่อแม่ตายไปแล้วยังไปหาหมอที่จะรู้ว่าวิญญาณพ่อแม่ตายแล้วไปไหน จริง ๆ เขาตายไปแล้วเกิดไปแล้ว

ทีนี้พอมาถึงก็ถามพระโพธิสัตว์ที่เป็นฤาษีว่า “ท่านรู้หรือว่า มเหสีของเรานั้นอยู่ที่ไหน”
ทรงตอบว่ารู้
“อยู่ที่ไหนล่ะ”
“เป็นแมลงขี้วัว”
บอกอย่างนี้ โยมจะเชื่อไหม ไม่เชื่อ

พระราชาก็ไม่เชื่อ
“ถ้าอย่างนั้นเราจะแสดงฤทธิ์ให้นางปรากฏ” พระโพธิสัตว์ที่เป็นฤาษีก็เรียกนางอุปลิมา
นางมาไม่ได้มาตัวเปล่านะ ควงแฟนใหม่มาด้วย ไปเป็นแมลงขี้วัวก็มีแฟนเป็นแมลงขี้วัว
เขายินดีในภพภูมิของมนุษย์ไหมล่ะ ไม่ยินดีแล้ว
เพราะอะไร ท่านบอกว่า ตณฺหา โตโน ภวิกา
หมายความว่า เราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว อยากจะตายจากมนุษย์ไหม

บางคนเวลาทำบุญยังอธิษฐานให้ได้เจอกันใหม่อีกนะ รักกันใหม่ ๆ เวลาทำบุญก็อธิษฐานให้ขอให้ได้เจอกันทุกภพทุกชาติ พอทะเลาะกันก็ ขอให้ห่างไกล ไม่ต้องเจอกันอีกเลย

ตอนนี้ก็เหมือนกัน นางอุปลิที่ไปเป็นแมลงขี้วัว เขาไม่ได้มาตัวเปล่า ควงหนุ่มขี้วัวมาด้วย คลานตามหลังมา
ทีนี้ฤาษีก็ชี้ให้ดู เห็นไหม แมลงขี้วัวที่อยู่ข้างหลังนั่นคือ นางอุปลิ
พระราชาก็ไม่เชื่อ
ถ้าอย่างนั้นเราจะแสดงให้ปรากฏ ก็ถามแมลงขี้วัวว่า “เธอเป็นอะไรมา เมื่อก่อนเธอเป็นอะไรมา”
ก็บอกว่า “ดิฉันชื่ออุปลิ เป็นมเหสีของพระเจ้ากุสสะ”
“สมัยก่อน เธอมีความรักความเสน่หาในพระเจ้ากุสสะมากเพียงไหน”
“สมัยก่อนพระเจ้ากุสสะจะเสด็จไปไหนก็ตาม ดิฉันก็จะตามไป และสามารถตายแทนพระองค์ได้”
“แล้วเดี๋ยวนี้ล่ะ เธอยังมีใจรักในพระเจ้ากุสสะอยู่หรือเปล่า”
ตอบว่า “ตอนนี้ถ้าดิฉันสามารถเชือดพระศอของพระเจ้ากุสสะเอาเลือดมาล้างเท้าแฟนของดิฉัน ถ้าทำได้ ดิฉันก็จะทำ”
แสดงว่าในขณะนั้น นางมีใจรักใคร แฟนใหม่
เห็นไหม เวลา ที่บอกว่า ตณฺหา โตโน ภวิกา คือสัตว์ทั้งหลายยินดีในภพภูมิของตนเอง

นางอยู่ในภพภูมิของสัตว์นั้น นางก็ยินดีในภพภูมินั้น เป็นสัตว์เวลาเห็นมนุษย์อาจจะมองเป็นตัวตลกก็ได้นะ สัตว์อะไรก็ไม่รู้ มีขาสองขา ไม่เห็นเหมือนเราเลย จะคิดอย่างนั้น เราคิดเขาก็แปลก ๆ
เพราะฉะนั้นตัณหานี่ ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิไหนก็ตาม เราก็ยินดีในภพภูมินั้น ๆ
เวลาเห็นจิ้งจกหรือตุ๊กแก ลองถือไม้มา จะวิ่งหนีไหม แสดงว่ามันยังหวงภพภูมิของมัน ไม่มีใครอยากจากภพภูมิของมันไป

ตัณหาเห็นไหมล่ะ จะเกิดภพภูมิไหนก็ยินดีตรงนั้น ตัณหาทำให้สัตว์ท่องเที่ยว ท่องเที่ยวไปภพน้อยภพใหญ่ต่าง ๆ เข้าใจไหม เคยสวดไหม

นั่นก็คือสัตว์บางชนิดมีอายุน้อย ก็คือภพน้อย
สัตว์บางชนิดอายุยืนมาก ก็คือภพใหญ่ อย่างยุงนี้อายุแค่เท่าไหร่ เจ็ดวันเอง ก็ตายแล้ว
มนุษย์ล่ะ เท่าอายุขัย บางคนก็อาจจะอายุยืนกว่าหน่อย บางคนก็ไม่ถึง
แล้วพรหมล่ะ อายุยืน เทวดาก็ยืน เปรตก็ยืน สัตว์นรกก็ยืน
เป็นภพใหญ่ ที่ท่องเที่ยวไป ใครเป็นผู้กระทำ เราเป็นผู้กระทำเองนะ
ภพน้อยภพใหญ่ใครเป็นคนสร้าง ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรที่ไหนหรอก ก็เราสร้างเอง
ที่เรามาตรงนี้เหมือนกัน เรากำลังสร้างอะไร สร้างกุศลเพื่อจะพ้นจากภพน้อยและภพใหญ่
เพราะกุศลตรงนี้จะเป็นการไม่ให้เราต้องเกิดอีกในภพน้อยและภพใหญ่
ภพน้อยก็ตาม ภพใหญ่ก็ตาม มีทุกข์ไหม พรหมมีทุกข์ไหม เทวดามีทุกข์ไหม มนุษย์มีทุกข์ไหม มีทุกข์
ทำไมบอกว่าเกิดในสุคติภพล่ะ มีทุคติและสุคติใช่ไหม คติแปลว่าอะไร สุขแปลว่าไป ไปสู่ที่ ๆ มีความสุขนะ
ทุคติก็คือไปที่หาความสุขไม่ได้ อปายภูมิ อบายภูมิก็เหมือนกัน ทุคติภูมิก็คือหาความสุขไม่ได้
สุคติภูมิในที่นี้ มุ่งหมายเอาอะไร มนุษย์ เทวดา และพรหม
บอกว่ามนุษย์เป็นสุคติภูมิ แต่เราเจอความสุขหรือยัง ไม่เจอ
ท่านยังบอกอีกนะ สุขที่แท้จริงไม่มีในเมืองมนุษย์ มีไหม สุขที่แท้จริงนะ แสดงว่าสุขที่กำลังเสวยอยู่ ไม่ใช่สุขที่แท้จริง
สุขที่เทวดาเสวยอยู่ ก็ไม่ใช่สุขที่แท้จริง สุขที่พรหมเสวยอยู่ ก็ไม่ใช่สุขที่แท้จริง สุขที่แท้จริงคือ พระนิพพาน เพราะไม่ต้องเสวย

พระธรรมเทศนาตัดมาส่วนหนึ่ง โดย พระสว่าง ติกฺขวีโร ( เป็นภาษาพูดค่ะ)


พลอยโพยม ขอน้อมส่งบุญกุศลที่ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมายังผู้อ่านค่ะ (ทำทาน ถือศีลแปด และภาวนา) ทุกท่านน้อมใจอนุโมทนารับไว้นะคะ

ขโณ โว มา อุปจฺจคา
อย่าปล่อยกาลเวลาให้ล่วงไปเปล่า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น