Header

Header

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ข้ามเวลา...กราบแทบบาทพุทธองค์


พระพุทธเมตตา ถ่ายที่: พุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ภาพจากวิกิพีเดีย



"พุทธชยันตี" หรือ "สัมพุทธชยันตี" (อังกฤษ: Sambuddha jayanthi) เป็น เทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนาเถรวาท ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวันวิสาขบูชา

คำว่า "พุทธชยันตี" มาจากศัพท์ "พุทธ"+"ชยันตี" (สันสกฤต: जयंती) ที่แปลว่า วันครบรอบ (อังกฤษ: Anniversary)

ในภาษาสันสกฤต "พุทธชยันตี" จึงแปลว่า การครบรอบวันเกิดของพระพุทธเจ้า หรือวันครบรอบชัยชนะของพระพุทธเจ้าก็ได้

โดยคำนี้ใช้เรียกการจัดกิจกรรมในปีที่ครบรอบวาระสำคัญของพระพุทธเจ้า เช่น ครบรอบ ๒๕๐๐ ปี แห่งปรินิพพาน หรือ ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ โดยอาจใช้ชื่อต่างกันไปบ้างในแต่ละประเทศ เช่น "ศรีสัมพุทธชันตี" "สัมพุทธชยันตี" แต่ทั้งหมดก็คือ การจัดกิจกรรมพุทธชยันตี เพื่อมุ่งหมายการถวายเป็นพุทธบูชาในปีที่ครบรอบวาระสำคัญของพระพุทธเจ้านั่นเอง




"พุทธชยันตี" เป็นคำที่ใช้ทั่วไปในประเทศ ศรีลังกา อินเดีย พม่า และผู้นับถือพระพุทธศาสนาในประเทศอื่น ๆ บางประเทศ โดยใช้คำนี้ในการจัดกิจกรรมวิสาขบูชา โดยวัตถุประสงค์ของพุทธชยันตีในประเทศต่าง ๆ มุ่งการจัดกิจกรรมเป็นวาระพิเศษตลอดทั้งปีนั้น เช่น การจัดกิจกรรมพุทธบูชา การปฏิบัติธรรม และการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของพระพุทธเจ้าในวันวิสาขบูชานั่นเอ

การฉลองพุทธชยันติ

พุทธชยันตีเริ่มจัดขึ้นครั้งแรก ประมาณปี ๒๕๐๐ ที่ประเทศศรีลังกา ฯพณฯ อู ถั่น ชาวพุทธพม่า อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ดำริให้ชาวพุทธทั่วโลกร่วมกันบูรณะฟื้นฟูลุมพินีวันสถานที่ประสูติประเทศเนปาล ให้เป็นพุทธอุทยานประวัติศาสตร์ของโลกโดยเรียกว่า “การฉลองพุทธชยันตี ๒๕ พุทธศตวรรษ”






พิธีฉลองสัมพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ ของชาวศรีลังกา ณ พระมูลคันธกุฎี วัดพระเชตวันมหาวิหาร สาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย


และในปี พ.ศ ๒๕๕๕ ถิอว่าเป็น พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้




พระมหาเจดีย์พุทธคยา


คำว่า “พุทธชยันตี” หมายถึง วันครบรอบชัยชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุการณ์อันสำคัญยิ่งนี้ได้บังเกิดขึ้นในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ เดือน ๖ ณ ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ซึ่งปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้นี้มีพระมหาเจดีย์พุทธคยาและต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นสัญลักษณ์พุทธสังเวชนียสถานตั้งอยู่ ณ ตำบลคยา เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย



ต้นพระศรีมหาโพธิ์สัญลักษณ์พุทธสังเวชนียสถาน



ก่อนจะสิ้นปี พ.ศ. ๒๕๕๕ พลอยโพยมใคร่ขอแนะนำหนังสือที่ทรงคุณค่าให้ทุกท่านติดตามหาอ่านหนังสือชื่อว่า "ข้ามเวลา...กราบแทบบาทพุทธองค์" ซึ่งรจนาโดย คุณมณฑาทิพย์ คุณวัฒนา อักษรศาสตร์ศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยม) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผู้ปฎิบัติธรรมมากมายรู้จัก คุณมณฑาทิพย์ หรือ คุณแดงกันดี


คุณมณฑาทิพย์ คุณวัฒนา

โดยขอเริ่มต้นจากนำคำนำของสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ดังนี้

คำนำ


ข้ามเวลา...กราบแทบบาทพุทธองค์


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
เมื่อสายลมแห่งพุทธกาลพัดหวนกลับมา…. อีกครั้ง…






๒,๖๐๐ ปี ล่วงมาแล้วที่ กฎพระไตรลักษณ์ ได้พรากพระพุทธองค์ไปจากเรา เพราะการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หลงเหลือไว้เพียงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาคุณ เป็นปฐมบรมอาจารย์ในการบำเพ็ญเพียรเผากิเลส โดยมีพระธรรมเป็นตัวแทนพุทธองค์ และพระอริยสงฆ์ผู้นำเทียนชัยแห่งธรรมที่ยังคงส่องสว่าง ข้ามผ่านมิติแห่งกาลเวลามาโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย นำเวไนยสัตว์ออกจากทุกข์ทั้งปวง





หนังสือเล่มนี้ ถูกทักทอขึ้นด้วยความรักอันบริสุทธิ์ที่น้อมถวายในโอกาสครบรอบ ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ ที่ชั่วชีวิตหนึ่งของมนุษย์จะมีโอกาสเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ทุกเรื่องราวจะนำคุณกลับไปดื่มด่ำความสุขในแดนพุทธภูมิสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพ ซาบซึ้งในพุทธจริยวัตรอันงดงามยิ่ง เพื่อฉายให้เห็นวิถีแห่งพุทธะ ความวิริยะที่สะท้อนพระเมตตาอย่างไม่มีประมาณ รวมถึงการประกาศธรรมที่ต้องทรงฝ่าฟันความเหน็ดเหนื่อยอย่างแสนสาหัส ที่ทำให้เรามีรอยพระบาทให้เดินตามหนทางแห่งความพ้นทุกข์ ผ่องแผ้ว เบิกบาน ตลอดจนเหตุการณ์ขณะทรงดับขันธ์ปรินิพพานที่สั่นสะเทือนทั้งสามโลก


โดยทั้งหมดร้อยเรียงจากเรื่องจริงในชีวิตประจำวันของผู้เขียน คุณมณฑาทิพย์ คุณวัฒนา ผู้มีลมหายใจเข้าออกด้วยความสุข และเป็นศิษย์ก้นกุฏิแห่งพุทธองค์ ปฏิบัติตนตามคำสอนด้วยความอิ่มเอม เป็นผู้เปิดประตูเชื่อมมิติได้อย่างประณีตงดงาม แฝงพระธรรมคำสอนที่ไร้ซึ่งกาลเวลาได้อย่างซาบซึ้งจับใจ จนเสมือนหนึ่งว่า...





เราได้ข้ามเวลาก้มกราบแทบบาทพุทธองค์จริงๆ ลิ้มรสแห่งอตมธรรมะในแดนพุทธกาล ยังความอิ่มเอิบ เบิกบาน ด้วยลมหายใจของปัจจุบัน


จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากคุณอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว หัวใจคุณจะรู้สึกซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะนั่นคือ น้ำตาแห่งความปีติที่รับรู้ถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่แห่งพระพุทธองค์ และอานุภาพแห่งธรรม ที่คุณไม่อาจหาได้จากดินแดนใดในโลก

โอกาสนี้ สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ขอกราบอภิวาทสดุดีพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และขอบพระคุณผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คุณมณฑาทิพย์ คุณวัฒนา ที่รจนาหนังสือเล่มนี้ได้อย่างสมพระเกียรติแห่งการเฉลิมฉลองพุทธชยันตีครบรอบ ๒๖ ศตวรรษแห่งการตรัสรู้ธรรม

ขอน้อมถวายคุณงามความดีทั้งหมดที่เกิดจากการจัดทำ และเผยแผ่หนังสือเล่มนี้ แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นต้นแบบแห่งการเพียรเผากิเลส พระธรรมคำสอนที่ยังดำรงหนทางแห่งความพ้นทุกข์ไว้ครบถ้วน และพระอริยสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่สืบทอดพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นต้นแบบแห่งความดี ตลอดดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ครูบาอาจารย์ และสรรพสัตว์ที่เกิดมาร่วมทุกข์สุขบนโลกใบนี้

ขออนุโมทนากุศลกับผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ ให้ได้รับความสุขอันอิ่มเอม และได้สัมผัสพระธรรมอันเป็นอมตะ ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า ‘ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา’





ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าในกาลทุกเมื่อ
สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี


และมีคำทักทายจากมณฑามิพย์ ดังนี้


“ทุกวัน...ฉันได้พบพระพุทธองค์” ....ดิฉันรู้สึกอย่างนี้จริงๆ

หวังว่าจะไม่ดูเป็นคนอารมณ์เพ้อฝันจนเกินไป หากจะสารภาพว่า พระพุทธองค์ในใจของดิฉันทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ทรงมีเลือดมีเนื้อ มีลมหายใจ มีหิวมีอิ่ม มีเจ็บมีไข้ มีสบายใจ มีเหน็ดเหนื่อย มีแข็งแรง และมีแก่ชรา เหมือนๆ กับเราทุกคน แต่สิ่งที่ทำให้ทรงเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจของดิฉันก็คือ น้ำพระทัยที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่ามหาสมุทร ใสสะอาดดั่งน้ำฟ้าที่ปราศจากมลทิน บริสุทธิ์อย่างยิ่ง เมตตาอย่างยิ่ง อดทนอย่างยิ่ง และสุกสว่างอย่างยิ่ง จึงฉ่ำชื่นเบิกบานทุกครั้งที่นึกถึงความโชคดีของตัวเองที่ได้เกิดมาภายใต้ร่มเงาแห่งปัญญาของพระองค์ ที่หากจะนับจำนวนประชากรทั้งโลกดูแล้ว คนโชคดีอย่างเราก็มีน้อยเต็มที

ยามใดที่ได้มีโอกาสอ่านหรือรับฟังเรื่องราวในครั้งพุทธกาล ภาพเงาแห่งอดีตเหล่านั้นมักจะลุกขึ้นโลดเต้นมีชีวิตชีวาขึ้นมาในใจ ดิฉันสนุกที่จะนึกเทียบเคียงผู้คนและเรื่องราวที่ประสบพบเห็นในชีวิตวันนี้กับภาพเงาในอดีตกาลครั้งนั้น อดีตคือครูที่ดีที่สุด...โดยเฉพาะ เมื่อครูนั้นคือชีวิตแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครบ้างจะไม่อยากไปโรงเรียนทุกวันเมื่อมีพระพุทธองค์เป็นครูสอน





๒๖ ศตวรรษมาแล้วที่มหาบุรุษผู้หนึ่งประกาศความเกรียงไกรมีชัยชนะเหนือกองทัพมาร พิสูจน์ถึงศักยภาพที่มนุษย์เราพึงจะมีได้...หากผู้นั้นมุมานะตั้งใจอย่างแน่วแน่ จากชัยชนะอันเกริกเกียรติครั้งนั้น ทรงอุตสาหะถ่ายทอดและทุ่มเทแผ้วถางแนวทางให้เราทุกคนเลือกเดินตาม เพื่อก้าวตามไปสู่ชัยชนะเช่นนั้นบ้าง....เอาเถอะ....แค่ความรู้สึกเฉกเช่นเด็กนักเรียนตัวจ้อยที่เดินตามหลังครูคนสำคัญ ผู้แสนจะเอื้ออารี คอยชี้ให้ดูนั่น สอนให้สังเกตนี่ ติงให้ระวังโน่น เดินบ้าง ลงนั่งพักฟังครูเล่านิทานอิงคำสอนบ้าง ก็แสนจะสุขอย่างยิ่งแล้ว หนทางจะรอนแรมแค่ไหน ร้อนเย็นประการใด ต้องอดทนและบากบั่นเพียงใด ก็ล้วนสุขเกษม จะกังวลไปใยว่าธงชัยแห่งความสำเร็จจะโบกสะบัดรออยู่ไกลลิบ...ก็เดินไปกับครูแท้ๆ...






นี่เอง...ดิฉันจึงรู้สึกว่า ได้พบพระพุทธองค์อยู่ทุกวัน.... “ในหัวใจที่พอเพียง ผ่องแผ้ว และเบิกบาน ในน้ำฟ้าเม็ดฝน ในชีวิต ในไพรพฤกษ์ดอกไม้ใบหญ้า ในแสงเทียนเล่มน้อย ในโคมชวาลาดวงใหญ่ ในดวงจันทราและดวงตะวัน...พระธรรมคำสอนแห่งพระพุทธองค์นั้น คือสัจธรรมที่แฝงอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ทุกลมหายใจเข้าออก....ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นตถาคต”





เมื่อคุณยงยุทธ คุนทา บ.ก.ของสำนักพิมพ์ ดี เอ็ม จี จุดประกายขึ้นว่า “อยากชวนให้พี่แบ่งปันความสุขแห่งพระพุทธองค์” ที่ซึมซับมาได้จากการเดินตามรอยบาทพระศาสดา จึงเป็นที่มาของ “ทุกวัน....ฉันได้พบพระพุทธองค์” เล่มนี้ หากเป็นไปได้ดั่งฝัน ดิฉันก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความสุขจากใจของดิฉันจะละลิ่วโลดแล่นไปบนสะพานแห่งถ้อยความที่ตั้งใจละเมียดละมัยร้อยเรียงจนข้ามเข้าไปถึงใจของผู้อ่านทุกท่าน...เราจะได้ช่วยกันหว่านความสุขของเราไปให้เต็มโลก






ขอกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ได้พร่ำสอนดิฉันให้เห็นคุณค่าเอนกอนันต์ของความสุขสงบปล่อยวาง กราบขอบพระคุณผู้ประพันธ์หนังสือทุกเล่มที่ดิฉันอ่านและเก็บเกี่ยวความรู้และข้อมูลมาเป็นเสบียงสมอง ขอบพระคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่เดินร่วมทางไปด้วยกัน ทำให้หนทางแห่งความสุขเกษมอบอุ่นไม่เงียบเหงาเดียวดาย ขอบพระคุณคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย คุณยงยุทธ คุนทา และชาวคณะกอง บ.ก. สำนักพิมพ์ ดี.เอ็ม.จี ที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสะพานแห่งความสุขนี้ และขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ยอมเปิดหัวใจกว้างต้อนรับความสุขสว่างใสให้ข้ามสะพานใจไปร่าเริงสดใสอยู่ในนั้น...





ท้ายที่สุด ขอกราบแทบพระบาทพระบรมศาสดา ผู้ทรงชี้ทางเกษมสุข และ สว่างสุกใสให้แก่มวลมนุษย์และเทวดา ความดีใดๆ ของหนังสือเล่มน้อยนี้หากพอมี ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ฉลองกาลพุทธชยันตี ๒๖๐๐ปีแห่งพระพุทธศาสนาด้วย เทอญ    

มณฑาทิพย์ คุณวัฒนา








ตัวอย่างบางตอนของเนื้อหาสาระภายในเล่ม ซึ่งมีหลายหัวข้อ และขอยกตัวอย่างบางส่วนของ บัวยังคงคลี่บาน





บัวยังคงคลี่บาน





เพ็ญเดือนหกคืนนี้ช่างงามกระจ่าง ริมฝั่งน้ำเงียบสงัด สายน้ำไหลระเรื่อยสะท้อนโคมทองกลางท้องฟ้าคืนเพ็ญลงบนผิวน้ำ พราวพร่างระยิบระยับราวกับจะเฉลิมฉลองอะไรสักอย่าง หริ่งหรีดเรไรประชันขันแข่งกันร่ายมนต์ จนกลบเสียงน้ำค้างหยาด ลมโชยโปรยกลิ่นดอกไม้คละเคล้ากลิ่นหอมของไอดิน เพียงได้นั่งเงียบๆ สูดหายใจเอาความหอมหวานทั้งมวลเข้าไปจนเต็มอก ดูดดื่มกับความรักที่ธรรมชาติมอบให้ชีวิต ...ราตรีนี้ไร้ซึ่งกาลเวลา...








กาลเวลา....คำนี้หวนกลับมาสะกิดใจ....ความเอิบอิ่มเบิกบานเช่นนี้ในคืนเพ็ญเดือนหก เมื่อ ๒,๖๐๐ ปีก่อนโน้น จะเป็นเช่นไรนะ...โคมทองกลางฟ้า มหานทีกว้างใหญ่ ไพรพฤกษ์ชอุ่มเย็น ล้วนเป็นพยานรับรู้ความสุขที่ท่วมท้นโลกและจักรวาลในคืนนั้น...ฉันพริ้มตาลง...เปิดใจ...ใคร่สัมผัสแม้เพียงเศษเสี้ยวแห่งคืนวันที่ดอกบัวทองคลี่กลีบบานโอบอุ้มโลกใบนี้....นโม ตัสสะ ภควโต...







คืนนั้นคงสงัดเงียบเช่นเดียวกับคืนนี้...พระมหาบุรุษประทับสงบนิ่งใต้โพธิ์พฤกษ์ แม้พระวรกายจะยังคงผอมบาง บ่งบอกร่องรอยของการบำเพ็ญทุกกรกิริยามายาวนานถึง ๖ ปี หากแต่พระฉวีกลับผ่องนวลสดใสยิ่งนัก แสดงถึงพลังสมาธิที่สูงล้ำเหนือทวยเทพเทวดาและมนุษย์ทั้งมวล...


“เลือดและเนื้อในสรีระนี้ แม้จะเหือดแห้งไปหมดสิ้น
เหลือแต่กระดูก หนัง และเส้นเอ็น
หากตราบใดที่เรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
ตราบนั้นเราจักไม่ลุกขึ้นจากบัลลังก์นี้เป็นอันขาด”


...เมื่อระลึกถึงพระดำรัสที่มุ่งมั่นนี้ ก็ยิ่งปีติเต็มตื้นถึงพระคุณอันหาที่สุดมิได้....





๖ ปีแล้ว ที่เจ้าชายผู้เพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ อันบัลลังก์แห่งจักรพรรดิผู้ครอบครองโลกอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม แต่กลับทรงสละละทิ้งทุกอย่าง ผินหลังจากเวียงวังที่แสนสุขสบาย รายล้อมด้วยราชบุรุษและนางกำนัล มาประทับนอนโดดเดี่ยวกลางไพรพฤกษ์ ใต้ต้นไม้ ในคอกสัตว์...






ทรงละจากภูษาและอาภรณ์ประณีตยิ่ง คู่ควรแต่วรรณะกษัตริย์ มาถือเพศสมณะ ห่มเพียงผ้าเก่าที่ชักจากซากศพย้อมเปลือกไม้...พระบาทที่เคยเนียนละมุนละแล้วจากรองพระบาทอ่อนนุ่ม มาดำเนินด้วยพระบาทเปล่า เจ็บระบมไปบนพื้นหิน กรวด ทรายและขวากหนาม...พระกระยาหารอันเคยยิ่งด้วยรสและเรืองรองมาในถาดสุวรรณอันถวายเฉพาะพระราชา เหลือเพียงอาหารหยาบๆ พื้นๆ ที่ชาวบ้านเหลือปันมาใส่ในบาตร...ทุกสิ่งที่มิเคยต้องทรงเอ่ยพระโอษฐ์ก็มีราชบุรุษรู้พระทัยจัดถวายพร้อมสรรพ กลับต้องทรงประทับยืนสงบนิ่งอย่างอดทน รอจนกว่าจะมีชาวบ้านใจบุญแบ่งปันอาหารให้...น้ำพระทัยมุ่งมั่นมิหวั่นไหวเช่นนี้ คนอย่างเราๆ ทำได้อย่างนั้นหรือ...






มิต้องพูดถึงการสละละทิ้งยศศักดิ์ศฤงคารที่เคยครอบครอง เพียงแค่เสื้อตัวโปรดที่เริ่มเก่าแล้ว บางคนยังต้องคิดแล้วคิดเล่าเมื่อมีคนเอ่ยปากขอ มีบ้างบางคนที่กัดฟันจำใจตอบว่า กล้าขอก็ต้องกล้าให้ จะหวังอะไรให้สลัดทิ้งได้มากกว่านั้น แต่ละวันเราดิ้นรนแสวงหารสชาติของชีวิตไปตามคำโฆษณาสรรเสริญ


ฉันหายใจสะดุดเมื่อตระหนักได้ว่า
เราทุกคนต่างกำลังเพลิดเพลินคลุกเคล้าอยู่กับความอภิรมย์
ที่พระมหาบุรุษกลับทรงสลัดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย...
โอ....นี่กระมังที่เป็นมหาภัยแห่งภพชาติ





ครูบาอาจารย์ได้เคยพรรณนาไว้ว่า...ตอนอาทิตย์ใกล้จะอัสดงเข้าสู่คืนเพ็ญอันประเสริฐนี้เอง ขอบฟ้ากลับแดงฉานปานย้อมด้วยโลหิต ร้อนระอุดั่งเปลวเพลิง คละคลุ้งด้วยฝุ่นธุลีจากการกรีฑาทัพของพญามาร ที่ยกพลมาประจญชิงชัยกับพระมหาบุรุษอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกคราว กำลังพลที่พญามารยกมาครานี้มืดฟ้ามัวดิน ทั้งทางเวหา บนดิน และใต้บาดาล ยังผลให้ทวยเทพเทวาและมหาพรหมที่แวดล้อมอารักขาพระมหาบุรุษ ต่างหวาดหวั่นระรัวหลบหนีไปจากโพธิมณฑลจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงพระมหาบุรุษให้เผชิญมารอย่างสงบยิ่งเพียงพระองค์เดียว






ปฐพีกึกก้องเป็นโกลาหล จากการคุกคามของกองทัพมารระลอกแล้วระลอกเล่า แต่ก็หาได้สามารถกล้ำกรายพระมหาบุรุษแม้เพียงเท่าธุลี ทรงแกร่งกล้าอย่างยิ่ง สงบนิ่งอย่างยิ่ง จนท้ายที่สุด พญามารผู้สั่นสะเทิ้มด้วยความขึ้งโกรธ ได้ตวาดกร้าวกึกก้องกัมปนาทว่า

“ สิทธัตถะ ท่านจงลุกขึ้นจากบัลลังก์ บัลลังก์นี้ไม่คู่ควรแก่ท่าน มันคู่ควรเป็นของเราเท่านั้น”...







พระมหาบุรุษทรงตอบอย่างสงบว่า
“ดูกรมาร ท่านหาได้บำเพ็ญบารมีอันคู่ควรแก่พระสัมมาสัมโพธิญาณ ดังเช่นที่เราได้บำเพ็ญมาตลอด ๔ อสงไขยกับแสนกัปนี้ บัลลังก์นี้จึงหาได้คู่ควรแก่ท่านไม่”...

ทรงรำพึงว่าทรัพย์สมบัติ ชีวิต ดวงหทัย นัยน์เนตรที่เคยทรงบริจาคเป็นกุศลทานอันมหาปฐพีเป็นสักขีพยานมานั้น หากจะเก็บรวมไว้ก็มากกว่าผลาผลไม้ในป่า มากกว่าดวงดาราในท้องฟ้า...ครานั้นเอง ปฐพีพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นรับรอง อสนีบาตฟาดเปรี้ยงดุจประกาศิต ยังหมู่มหาเมฆให้ครืนครั่นปานภูผาทลายถล่ม มหาสาครปั่นป่วนกัมปนาท ทั่วจักรวาลถึงหมื่นโลกธาตุสะท้านสะเทือน หมู่พลมารตื่นตระหนกแตกพ่ายหนีตายเป็นโกลาหล ช้างคิริเมขล์สุดทานทนทรุดตัวคู้ลงกับพื้นพสุธา ยังให้พญามารครั่นคร้ามในพระบรมเดชา ประนมมือเปล่งวาจาสรรเสริญพระมหาบุรุษแล้วหลีกลี้หนีไปในบัดดล...





และแล้วความสงบสงัดก็คืนกลับสู่พระโพธิมณฑลแห่งองค์พระมหาบุรุษอีกครั้ง มวลบุปผานานาพันธุ์แข่งกันเบ่งบานเฉลิมฉลองมารวิชัยแห่งพระองค์ หอมอวลอบไปทั่วทุกอณูแห่งจักรวาล

นาน...ยิ่งนาน...





ตะวันลับฟ้าไปนานแล้ว ความสงบสงัดโรยตัวลงครอบคลุมแผ่นพิภพ ผืนนภายามนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีขาบเข้ม ลมโชยมาแผ่วๆ ราวรับรู้ถึงการกระทำความเพียรอันยิ่งใหญ่ พฤกษ์ไพรยืนต้นนิ่งไม่ไหวติงให้เกิดเสียงรบกวนพระโสต หริ่งหรีดเรไรแมลงน้อยใหญ่เก็บถ้อยเก็บคำหยุดพร่ำเจรจา แม้สายน้ำในมหานทีเนรัญชราก็แทบหยุดไหลเพื่อไม่ให้เกิดเสียง ทวยเทพ อินทร์ พรหมทั่วแผ่นฟ้า หยุดสำเริงสำราญหรรษา ด้วยเกรงว่าเสียงเสนาะนั้นจะมาไกลถึงพระโสต แม้เสียงกระซิบกระซาบแห่งเทวะและพรหมาก็พลันกลืนหายไปในสายลมแผ่ว ณ กาลนั้น ทุกดวงใจต่างจ่อจดอยู่ที่พระมหาบุรุษผู้ทรงคุณอันประเสริฐ...
พระพักตร์แจ่มจรัสโดดเด่นในแสงเพ็ญ สงบอย่างยิ่ง ละมุนละไมอย่างยิ่ง สง่างามอย่างยิ่ง พระเนตรหลับพริ้มมาแล้วหลายชั่วยาม


พลันพระวรกายก็นวลกระจ่าง
ประกายแห่งฉัพพรรณรังสีทอทาบพราวพร่างระยิบระยับในบัดดล
โอ...บัวอุบลที่งามที่สุดในจักรวาลบานสยายกลีบแล้ว

ทวยเทพและพรหมาทั้งสากล พลันกระซิบกระซาบต่อๆ กันไปทั่วทุกชั้นฟ้า จนรวมกันเป็นเสียงกัมปนาทกึกก้อง


“ทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วๆๆๆ”...






หากจะรวมเอาความตื่นเต้นยินดี ที่ระริกระรื่นอยู่ในจิตทุกดวงทั่วทั้งจักรวาล ณ วินาทีนั้นเข้าด้วยกัน ฉันยังนึกไม่ออกว่าจะเปรียบกับอะไรได้...เสียงแซ่ซ้องเฉลิมฉลองก้องจักรวาลประกาศว่า ยุคแห่งความมืดมนอนธการที่เนิ่นนานจบสิ้นลงแล้ว....นับแต่นี้ไป พระพุทธปัญญาแห่งพระสัพพัญญูพุทธเจ้าจะฉายฉานส่องทาง นำสรรพชีวิตทั้งมวลข้ามจากห้วงมหาภัยไปสู่ความเกษมสุขอันยิ่งใหญ่ อนันตกาล....





นี่คือพระบารมีที่ทรงสู้อุตส่าห์บำเพ็ญมายาวนานถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัป...อสงไขย...คำนี้ฉันเคยติดใจสงสัยว่ามันจะยาวนานสักปานใด ครูบาอาจารย์ท่านก็เมตตาไขให้ฟังว่า

“โยมลองเอาเลข ๔ แล้วต่อด้วยเลข ๐ อีก ๑๔๐ ตัว ซิโยม”

ความสอดรู้สอดเห็นทำให้ฉันเป็นคนว่าง่าย ฉันจรดปากกาลงบนกระดาษ
“๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐, ๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐, ๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปี”





“ส่วนแสนกัปนั้นมันเป็นเศษของอสงไขยนะโยม...ครูบาอาจารย์ท่านเปรียบระยะเวลา ๑ กัปให้ฟังว่า หากทุกๆ ร้อยปีมีเทพธิดานำผ้าไหมเนียนนุ่มบางใสประดุจแก้วรัตนะ มาปัดที่ยอดเขาพระสุเมรุอันสูงสุดของโลกสักหนหนึ่ง ตราบจนยอดเขานั้นสึกกร่อนราบลงมาเสมอด้วยแนวพื้นปฐพี ก็ถือว่าสิ้น ๑ กัป...โยมก็ลองเอาแสนหนึ่งคูณเข้าไปนะ”...





ใจฉันวาบ ขนลุก...เปล่า...ฉันไม่ได้ขนลุกเพราะได้รับรู้ถึงกาลเวลาอันยาวนานสุดประมาณ หากแต่ความปลาบปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระพุทธองค์ต่างหาก ที่เอ่อล้นพ้นใจออกมา ยามใดที่ฉันได้ยินว่าใครสักคนที่อยู่ดีมีสุข แล้วยังเอื้ออาทรเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ และยื่นมือเข้าช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ ฉันจะชื่นชมกับจิตงามดวงนั้นเสมอ






แต่เมื่อนึกเปรียบเทียบถึงความอาทรซึ่งบุคคลผู้หนึ่งมีต่อเพื่อนมนุษย์ ที่ต้องเวียนว่ายทุกข์ทนอยู่ในสังสารวัฏอันมืดมิด ทรมานในห้วงกาลที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ แทนที่บุคคลผู้นั้นจะเร่งรีบทำความเพียร เพื่อหลีกลี้พ้นไปจากสังสารวัฏตามลำพัง พระมหาบุรุษกลับทรงยินยอมเสียสละ มุ่งมั่นเพียรเพ่งเพิ่มพูนบารมีจนยาวนานถึงปานนี้ ต้องทรงผจญกับอุปสรรคอันทุกข์ทรมานครั้งแล้วครั้งเล่านับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่เคยทรงย่อท้อ กลับทรงเป็นสุขอย่างยิ่ง เมตตาอย่างยิ่ง ต่อทุกๆ ชีวิตหาประมาณมิได้...





แม้ในพระชาตินี้ เมื่อได้ตัดสินพระทัยละทิ้งความสุขเกษมทั้งมวลประดามีในพระบรมมหาราชวัง ออกดั้นด้นแสวงหาคำตอบที่ทั้งมนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม ต่างพากเพียรหา พระองค์มุ่งมั่นเสด็จจาริกไปยังสำนักแห่งท่านอาฬารดาบส กาลามโคตรและท่านอุทกดาบส รามบุตร สองดาบสผู้โด่งดังในยุคนั้น ทรงศึกษาเล่าเรียนจนจบทั้งสิ้นทั้งมวลที่พระดาบสสอนให้ได้ แต่เมื่อทรงเห็นว่าความรู้นั้นหาใช่คำตอบอันจะสามารถนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะมุ่งมั่นค้นหาคำตอบต่อไป ด้วยการบำเพ็ญมหาปธานทุกกรกิริยาด้วยพระองค์เอง





ณ ราวป่าแห่งอุรุเวลาเสนานิคมอันสงบสงัด ท่ามกลางธรรมชาติร่มเย็นใต้เงาไม้ใหญ่ แต่งแต้มด้วยพฤกษชาตินานาพันธุ์ ทั้งบนบกและริมฝั่งน้ำเนรัญชรา จนดูตื่นตาคล้ายฉากอันวิจิตร ทั้งหมู่บ้านอันอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การบิณฑบาตก็อยู่ไม่ไกล ภูมิประเทศเช่นนี้มิใช่หรือที่เหมาะจะเป็นสถานที่ปลีกวิเวกสบายๆ อันบรรพชิตทั้งหลายใฝ่แสวงหา หากในกาลนั้น พระองค์ทรงพอพระทัยอย่างมักน้อย เพียงแค่จะอยู่ปลีกวิเวกในความสงบสงัดเท่านั้น ก็หาควรตำหนิไม่





หากแต่ด้วยพระเมตตาที่จะพาสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ กลับทรงเลือกชัยภูมิงามวิจิตรนั้น เพื่อกระทำความเพียรอันอุกฤษฏ์ ทรงตั้งวิริยะหาญกล้าไม่ย่อท้อต่อความทุกข์ทรมาน ทรงลดการเสวยลงมาตามลำดับ เริ่มจากเท่าผลกระเบา ลงเหลือเท่าผลพุทรา จนเหลือเท่าเมล็ดถั่ว เมล็ดงา และที่สุดก็หยุดเสวยแม้แต่ผลไม้อันร่วงลงใกล้ๆ พระวรกาย


๖ ปี ที่ทรงทรมานกาย จนพระฉวีที่เคยงามดุจทาบทาด้วยทองคำกลับดำคล้ำ เหี่ยวแห้ง เหลือเพียงหนังหุ้มพระอัฎฐิ พระรูปลักษณะแห่งมหาบุรุษที่เคยสง่างามยิ่ง กลับซูบผอมไม่ผิดใบไม้เหี่ยวเฉารอเวลาร่วงหล่น ยามทุกขเวทนาแรงกล้าประจญจนมิอาจดำรงพระวรกายอยู่ได้ ก็ถึงกับทรงล้มแน่นิ่งไป ณ ที่นั้นราวกับพระชนมชีพปลิดปลิว...






ทั้งราวป่าเงียบกริบด้วยความตระหนกและหวาดหวั่น....ลมโชยกระชั้นราวจะลูบไล้พระวรกายให้คืนสติ น้ำค้างกลางหาวเร่งหยาดหยดต้องพระวรกายให้ชุ่มชื่น หากแต่เมื่อทรงฟื้นคืนพระสมปฤดี ก็หาได้ระย่อท้อถอย กลับทรงพิเคราะห์ว่าความเพียรน่าจะยังหยาบอยู่กระมัง จึงทรงพากเพียรเพิ่มขึ้นด้วยการกลั้นลมหายใจ อันก่อทุกขเวทนาสาหัสปานดังเชือดเฉือนด้วยมีด ก็หาได้ทรงกระวนกระวายท้อถอย





โธ่...นี่หากฉันเคยเกิดเป็นนก หนู กระต่าย เต่า ปลา ณ ริมฝั่งเนรัญชรามหานทีแห่งนั้น ฉันคงกระเจิงสั่น หวาดหวั่นระรัว ด้วยวิตกตื่นกลัวว่า พระมหาบุรุษจะมิอาจดำรงพระชนม์ต่อไปได้ ฉันคงพร่ำเพรียกเรียกร้องให้พระองค์ทรงยุติการทรมานพระองค์ ขอจงทรงห่วงพระองค์เองก่อนเถิด ...โอ้ พระทูลกระหม่อมแก้ว... ๖ ปีที่พวกเราแอบเฝ้าชมพระบารมี ณ ราวป่าแห่งนี้ จะทรงด่วนดับลับลี้อย่างทุกข์ทรมานด้วยเหตุใด...

ทวยเทพเทวาต่างกังวล ด้วยเกรงพระมหาบุรุษจะสิ้นพระชนม์ ก่อนจะทรงพาเวไนยสัตว์ข้ามพ้นห้วงทุกข์ จึงทูลขอให้พระอินทร์เทพลงมาดีดพิณทิพย์ ๓ สายถวาย






อันพิณสายหนึ่งเคร่งตึงนัก ดีดไปไม่นานสายก็พลันขาด
อีกสายหนึ่งเล่าก็หย่อนเกิน จนหาได้ฟังเพลิดเพลินเสนาะโสต
พิณสายกลางเท่านั้น ที่ก่อเกิดเสียงไพเราะกังวานใส กระทบพระโสตแห่งพระมหาบุรุษ

เพียงเท่านี้ ด้วยพระปัญญาอันยิ่ง ก็ทรงรู้ว่าหนทางที่ทรงดำเนินอยู่นั้นตึงเกินไป หาใช่หนทาง จึงได้ทรงหวนกลับมาเสวยพระกระยาหารให้แข็งแรงอีกครั้ง เพื่อค้นหาคำตอบต่อไป





และในที่สุด ก็ได้ทรงค้นพบคำตอบ ที่ทรงมุ่งมั่นดั้นด้นสั่งสมบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนกัปเพื่อแสวงหา ด้วยตั้งพระทัยจะพาผองเวไนยสัตว์ข้ามพ้นห้วงทุกข์ด้วยพระเมตตา พระวิริยะยิ่งใหญ่เช่นนี้หรือมิใช่ ที่ใครก็ไม่ควรจะมองข้าม ไม่ควรจะลืมเลือน แล้วเผลอไผลใช้ชีวิตเลื่อนเปื้อนอย่างไม่นำพา





พระวิริยะที่ยิ่งใหญ่หาได้หยุดลงในคืนเพ็ญอันสุดแสนมหัศจรรย์เท่านั้น ตลอด ๔๕ ปี ต่อจากนั้นมา พระพุทธองค์ยังทรงยิ่งด้วยพระวิริยะและพระเมตตา ทรงพระดำเนินรอนแรมจากเมืองสู่ชนบท จากชนบทสู่เมือง โดยมิเคยทรงระย่อต่อภัยร้ายและแรงต่อต้านใดๆ ทรงมุ่งมั่นประกาศธรรมที่ช่วยให้ผู้คน ทวยเทพ และพรหมานับจำนวนไม่ถ้วน ก้าวพ้นจากห้วงมหันตภัยแห่งกิเลสไปสู่พระนิพพาน






แม้จะทรงยิ่งด้วยพระปัญญาเหนือพรหมาและทวยเทพ แต่เราก็มักจะลืมนึกไปว่า พระพุทธองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนเราๆ นี่เอง


ทรงเหนื่อยเป็นเช่นเดียวกับที่เราเหนื่อย
ทรงเจ็บป่วยเป็นเช่นเดียวกับที่เราเจ็บป่วย
ทรงหิวเป็นเช่นเดียวกับที่เราหิว
ทรงชราภาพเช่นเดียวกับที่เราแก่ชรา
แต่ที่ไม่เคยลดน้อยถอยลงไปกับวันเวลาตลอดพระชนม์ชีพเลย ก็คือ
พระเมตตาแห่งพระพุทธองค์...





ทรงพระดำเนินรอนแรมสั่งสอนผู้คน จนพระชนมายุถึง ๘๐ พรรษา...ในวัยที่ทรงพระชราปานนั้น ยามประชวรก็เพียงแค่ผ่อนพักประทับลงใต้ร่มพฤกษ์...ยามทรงกระหาย ก็เพียงเสวยน้ำจากธารใสที่ไหลผ่านใกล้ที่ประทับ...บางคราบคราที่ทรงเหนื่อยหนัก ถึงกับต้องประทับพิงต้นไม้ในยามทรงแสดงธรรม...





แม้ช่วงที่พระโรคากำเริบถึงที่สุด ก่อนเสด็จปรินิพพาน ก็ยังทรงพระเมตตาอนุญาตให้สุภัททปริพาชกเข้าทูลถามปัญหา ทรงสะกดกลั้นความทุกข์แห่งโรคา แล้วประกาศธรรมโปรดสุภัททะ ทั้งโปรดอนุญาตให้สุภัททะได้อุปสมบท เป็นพระสาวกรูปสุดท้ายที่ได้รับฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ในคืนที่เสด็จปรินิพพานนั้น...ความเสียสละยิ่งล้ำเช่นนี้นั้น มีหัวใจใครซึมซับได้บ้างไหมหนอ





จะมีใครอีกกระนั้นหรือ ที่ทุ่มเทเสียสละให้เรามากปานนี้ ...แค่คิดมาถึงตรงนี้ หัวใจของฉันก็พลันปีติอิ่มเอิบเป็นที่สุด ดุจชโลมด้วยน้ำทิพย์จนชุ่มชื่นจากศีรษะจรดปลายเท้า โชคดีจริงหนอที่ได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา พระธรรมอันเทพและพรหมาต่างโหยหาก็หาได้สูญหาย หากแต่ยังคงถ่ายทอดส่งผ่านมาจนถึงวันนี้...ให้เวไนยสัตว์อย่างเราได้ก้าวเดินตามรอยพระบาท ยาตราสู่ความพ้นทุกข์ชั่วนิรันดร





แม้กาลเวลาจะเนิ่นนานผ่านมาแล้วถึง ๒,๖๐๐ ปีแล้ว แต่ยามใดที่ฉันอยากจะสัมผัสถึงพระเมตตาของพระพุทธองค์ ก็เพียงแค่หามุมสงบสงัด แล้วลงนั่ง พริ้มตา เจริญพุทธานุสสติ ปลดปล่อยใจให้เป็นอิสระจากภาระร้อยรัดสักครู่ เปิดประตูใจให้กว้าง ผ่อนคลาย หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ปล่อยวาง





ฉันรู้สึกประหนึ่งได้นั่งอยู่เบื้องพระพักตร์แห่งพระบรมศาสดาผู้เลิศด้วยการุญ
ร่ำรำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่แห่งพระมหาบุรุษ
ซึมซับพระเมตตาแห่งพระพุทธองค์ ที่ยังทรงพลังอยู่ในทุกอณูทั่วทั้งจักรวาล...
สัมผัสนี้ช่างปลอบประโลม...อบอุ่น...เอิบอิ่ม...ผ่องแผ้ว...เบิกบาน...






ยํ กิญฺจิ วิตฺตํ อิธ วา หุรํ วา
สคฺเคสุ วา ยํ รตนํ ปณีตํ
น โน สมํ อตฺถิ ตถาคเตน
อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ ปณีตํ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
ทรัพย์ในโลกนี้ หรือโลกอื่น
หรือรัตนะอันประณีตในสวรรค์
มีสิ่งใดที่จะเสมอกับพระตถาคตนั้นไม่มีเลย
ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า
ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี






ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
http://dmgbooks.ecwid.com/product?10647141
วิกิพีเดีย
http://www.dmc.tv
คูณจ้อ นั่งจ้อ เรือนลำพูรีสอร์ท
ท่านเจ้าของภาพพระจันทร์วันเพ็ญและพุทธประวัติอันงดงามซึ่งพลอยโพยมนำภาพมาใช้โดยไม่ทราบที่มา ขอขอบพระคุณยิ่ง





ขอขอบคุณภาพพวงมาลัยจากhttp://atcloud.com/stories/61141

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น