ขอขอบคุณภาพจากinnovation.kpru.ac.th
เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะนิพพานแล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตมีพร้อมกับมาตุคาม ๕๐๐ นาง ขอบรรพชาในสำนักของพระศาสดา
ส่วนทางพระนครกบิลพัสดุ์ หมู่อำมาตย์ได้ทำพิธีราชาภิเษกให้เจ้าชายมหานามะ ขึ้นครองราชสมบัติแทน.
พระนางยโสธราพิมพา พร้อมบริวาร ๑,๑๐๐ คน ก็พากันไปยังสำนักของพระมหาเถรี
ทรงได้รับคุรุธรรม ๘ บวชแล้ว ขณะนั้นพระนางมีพระชนมายุ ๔๐ พรรษา
ภายหลัง นางจำเดิมแต่บวชแล้วได้ปรากฏชื่อว่า ภัททากัจจานาเถรีตามพระนามเดิม
พระนางมีพระนามว่า ภัททากัจจานา ก็เพราะผิวพรรณแห่งสรีระของพระนางนั้นเป็นผิวพรรณเหมือนผิวของทองคำชั้นดีที่สุด.
ขอขอบคุณภาพจาก www.rojn-info.com
พระภัททากัจจานาเถรี (ยโสธาพิมพา ) ประชวร
สมัยหนึ่ง ราหุลสามเณรได้มาเยี่ยมพระชนนี ในวันนั้น ลมในพระอุทรของพระเถรีกำเริบขึ้น เมื่อพระโอรสเสด็จมาเพื่อจะเยี่ยมเยียน พระเถรีนั้นไม่สามารถจะออกมาพบได้ ภิกษุณีอื่น ๆ จึงมาบอกว่า พระเถรีไม่สบาย.
ราหุลสามเณรนั้นจึงไปเข้ายังสำนักของพระมารดา แล้วทูลถามว่า
พระองค์ควรจะได้ยาอะไร?
พระเถรีผู้ชนนีตรัสว่า
"ดูก่อนพ่อ ในคราวยังครองเรือนมารดาดื่มรสมะม่วงที่เขาปรุงประกอยด้วยน้ำตาลกรวดเป็นต้น โรคลมในท้องก็สงบระงับไป แต่บัดนี้ พวกเราเที่ยวบิณฑบาต เลี้ยงชีพจักได้รสมะม่วงนั้นมาจากไหน."
ราหุลสามเณรทูลว่า เมื่อหม่อมฉันได้จักนำมา แล้วก็ออกไป.
สามเณรราหุล ผู้มีอายุนั้นมีสมบัติมากมาย คือ มีพระธรรมเสนาบดีเป็นอุปัชฌาย์ (พระสารีบุตร ) มีพระมหาโมคคัลลานะเป็นอาจารย์ มีพระอานันทเถระเป็นอา มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบิดา.
แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านก็ไม่ไปยังสำนักอื่น ได้ไปยังสำนักของอุปัชฌาย์ไหว้แล้ว ได้ยืนมีอาการหน้าเศร้าอยู่.
ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกับราหุลสามเณรนั้นว่า
ดูก่อนราหุล เหตุไรหนอ เธอจึงมีหน้าระทมทุกข์อยู่.
ราหุลสามเณรกล่าวว่า
"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โรคลมในท้องแห่งพระเถรีผู้เป็นมารดาของกระผม กำเริบขึ้น "
พระสารีบุตรเถระถามว่า
" ได้อะไรจึงจะควร ?"
ราหุลสามเณรเรียนว่า
"พระมารดาเล่าให้ฟังว่า มีความผาสุกได้ด้วยรสมะม่วงที่ปรุงประกอบด้วยน้ำตาลกรวด"
พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า
"ช่างเถอะ เราจักได้มา เธออย่าคิดไปเลย"
ในวันรุ่งขึ้นพระเถระพาราหุลสามเณรนั้นเข้าไปในเมืองสาวัตถี ให้สามเณรราหุลนั่งที่โรงฉันแล้วได้ไปยังประตูพระราชวัง
พระเจ้าปเสนทิโกศลเห็นพระเถระจึงนิมนต์ให้นั่ง
ในขณะนั้นเอง นายอุยยานบาลนำเอามะม่วงหวานที่สุกทั้งพวงจำนวนหนึ่งมาถวาย
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงปอกเปลือกมะม่วงแล้วใส่น้ำตาลกรวดลงไป ขยำด้วยพระองค์เองแล้วได้ถวายพระเถระจนเต็มบาตร
พระสารีบุตรเถระออกจากพระราชนิเวศน์ ไปยังโรงฉันแล้วได้ให้แก่สามเณรราหุลโดยกล่าวว่า
" เธอจงนำรสมะม่วงนั้นไปให้มารดาของเธอ"
ราหุลสามเณรนั้นได้นำไปถวายแล้วพระเถรีมารดา พอพระเถรีบริโภคแล้วเท่านั้น โรคลมในท้องก็สงบ
ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงส่งคนไปด้วยดำรัสสั่งว่า
"พระเถระไม่นั่งฉันรสมะม่วงในที่นี้ เธอจงไปดูให้รู้ว่าพระเถระให้ใคร."
ราชบุรุษคนนั้นจึงไปพร้อมกับพระเถระ ทราบเหตุนั้นแล้วจึงมากราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลให้ทรงทราบ
พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระดำริว่า
" ถ้าพระศาสดาจักอยู่ครองเรือนจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ราหุลสามเณรจักได้เป็นขุนพลแก้ว พระเถรีจักได้เป็นนางแก้ว ราชสมบัติในสกลจักวาฬจักเป็นของท่านเหล่านี้ทีเดียว ควรที่เราจะพึงอุปฏฐากบำรุงท่านเหล่านี้ บัดนี้ เราไม่ควรประมาทในท่านเหล่านี้ ผู้บวชแล้วเข้ามาอาศัยเราอยู่"
จำเดิมแต่นั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่งให้ถวายรสมะม่วงแก่พระเถรีเป็นประจำ.
พระภัททากัจจานาเถรี (ยโสธาพิมพา) บรรลุอรหัตผล
ต่อมา พระภัททากัจจานาเถรี รับกรรมฐานจากพระพุทธองค์ และเจริญวิปัสสนา ๑๕ วัน ก็บรรลุพระอรหันต์
พระภัททากัจจานาเถรี เป็นผู้ช่ำชองชำนาญในอภิญญาทั้งหลายนั่งขัดสมาธิครั้งเดียว. ระลึกชาติได้ถึงอสงไขยหนึ่งยิ่งด้วยแสนกัปโดยการระลึกถึงเพียงครั้งเดียว
เมื่อทรงสถาปนาภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะต่างๆตามลำดับ จึงทรงสถาปนาพระเถรีนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาผู้บรรลุอภิญญาใหญ่
ความจริง สำหรับพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มีผู้ที่สำเร็จอภิญญาใหญ่ได้ ๔ ท่าน สาวกที่เหลือหาสำเร็จไม่. เพราะสาวกที่เหลือย่อมสามารถระลึกชาติได้ตลอดแสนกัปเท่านั้น ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นระลึกไม่ได้.
แต่ท่านผู้บรรลุอภิญญาใหญ่ย่อมระลึกชาติได้อสงไขยหนึ่งยิ่งด้วยแสนกัป. ในศาสนาของพระศาสดาแม้ของพวกเราชน ๔ ท่านเหล่านี้คือ
พระอัครสาวก ๒ รูป
พระพากุลเถระ
พระนางภัททากัจจานาเถรี
สามารถระลึกชาติ ได้ประมาณเท่านี้.
พระนางภัททากัจจานาเถรีนิพพาน
ในพรรษาที่ ๔๓ แห่งพระผู้มีพระภาค เวลานั้นพระนางภัททากัจจานาเถรี มีพระชนมายุได้ ๗๘ พรรษา ได้เข้าไปกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคเพื่อนิพพาน ดังความย่อในอปทานว่า
ดิฉันมีฤทธิ์มาก มีปัญญามาก มีภิกษุณี ๑,๑๐๐ องค์ เป็นบริวาร เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ถวายอภิวาทแล้วเห็นลายลักษณ์กงจักรของพระศาสดา แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ได้กราบทูลว่า
หม่อมฉันมีอายุ ๗๘ ปี ล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้ว ถึงความเป็นผู้มีกายเงื้อมลงแล้ว ขอกราบทูลลาพระมหามุนี หม่อมฉันมีวัยแก่ มีชีวิตน้อย จักละพระองค์ไป มีที่พึ่งของตนได้ทำแล้ว มีมรณะใกล้เข้ามา ในวัยหลัง ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉัน จักถึงความดับในคืนวันนี้
หมายเหตุ
อปทาน แปลว่า คำอ้างอิง เป็นประวัติส่วนตัวที่แต่ละท่านเล่าไว้

.gif)

เรื่องราวการสั่งสมบุญบารมี ของผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ทั้งในการกระทำ ที่เป็นเหตุ และผลดีที่ได้รับ จากกฏแห่งกรรม ช่างน่าปลื้มปิติ อัศจรรย์ เหลือเกิน
ตอบลบ