Header

Header

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สู่แดนพระพุทธองค์ ๘๗ ราหุลกุมาร




ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.dhammatalks.net/Articles/Life_of_the_Buddha_in_Pictures.htm

พระราหุลในอดีตกาล ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านเหมือนกับพระรัฏฐปาละ คือเกิดในครอบครัวคฤหบดีมหาศาล ในกรุงหังสวดี เมื่อท่านเจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในฆราวาสครองเรือน
เมื่อบิดาของแต่ละคน เสียชีวิตแล้ว ท่านทั้งสอง จึงเรียก คนจัดการคลังรัตนะของตน ๆ มาแล้ว เห็นทรัพย์มีอยู่มากมาย คิดว่า คนทั้งหลายมีปู่และปู่ทวดเป็นต้น พาเอากองทรัพย์มากมายเหล่านี้ ติดตัวไปไม่ได้ บัดนี้ เราควรจะถือเอาทรัพย์ติดตัวไปให้ได้


คนทั้งสองนั้น จึงให้มหาทานแก่คนกำพร้า และคนเดินทางเป็นต้น ในสถานที่ ๔ แห่ง คนหนึ่ง สอบถามคนที่มาแล้วๆ ในโรงทานของตน ผู้ใดชอบใจสิ่งใด เป็นต้นว่า ข้าวยาคูและของขบเคี้ยว ก็ให้สิ่งนั้น แก่ผู้นั้น เพราะเหตุนั้น เขาจึงชื่อว่า ผู้กล่าวกะผู้มาแล้ว อีกคนหนึ่งไม่ถามเลย เอาภาชนะที่เขาถือมาแล้วๆ ใส่ให้เต็ม ๆ แล้วจึงให้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงชื่อว่า ไม่กล่าวกะผู้มาแล้ว ๆ

ท่านพระราหุล ได้ปรนนิบัติดาบสองค์หนึ่ง ด้วยผลบุญกุศลนั้น ทำให้ท่านไปบังเกิดเป็น พระยานาคราช ต่อมาท่านเวียนว่ายในเทวโลกและมนุษยโลก อยู่หลายพันกัป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thammapedia.com/sankha/maha_rahula.php


พระราหุลได้เกิดร่วมกับพระโพธิสัตว์ หลายภพหลายชาติ ก่อนจะเกิดเป็นพระราหุล ทรงเกิดเป็นพระชาลีกุมารโอรสของพระเวสสันดรและพระนางมัทรี




พระนางพิมพาพาพระราหุลไปดูพระบิดาของพระกุมาร


วันที่เจ็ด พระนางยโสธราส่งราหุลกุมารไปเฝ้าพระพุทธองค์ ทูลขอประทานทรัพย์ ราหุลกุมารได้ตามเสด็จไปเบื้องหลัง พลางกราบทูลขอว่า

"ข้าแต่พระสมณะ ขอได้โปรดประทานทรัพย์มรดกแก่หม่อมฉัน"



ขอขอบคุณภาพจากphramick.wordpress.com

พระบรมศาสดาทรงดำริว่า กุมารนี้ปรารถนาทรัพย์อัเป็นสมบัติของบิดา ซึ่งเป็นไปตามวัฏฏะอันมีแต่ความคับแค้น เราจักให้อริยทรัพย์ ๗ ประการ ซึ่งเราได้เฉพาะที่โพธิมณฑลแก่กุมารนี้ เราจักกระทำกุมารนี้ให้เป็นเจ้าของโลกุตตรทรัพย์ จึงรับสั่งให้พระสารีบุตรบรรพชาราหุลกุมาร


ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.dhammatalks.net/Articles/Life_of_the_Buddha_in_Pictures.htm


ท่านพระสารีบุตรกราบทูลถามว่า
"ข้าแต่พระพุทธองค์ จะโปรดให้ราหุลกุมารทรงผนวชอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

"ในชั้นต้นพึงให่โกนผม แล้วให้ครองผ้าย้อมฝาด ด้วยการห่มเฉวียงบ่า ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วให้รับไตรสรณคมม์"



ขอขอบคุณภาพจากwww.sitluangporsungwarn.com

พระโมคคัลลานะปลงพระเกศา แล้วถวายผ้ากาสาวะ พระสารีบุตรถวายสรณะ พระมหากัสสปะเป็นโอวาทาจารย์ บรรพชาพระราหุลเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา ขณะมีพระชนมายุเพียง ๗ ขวบ



พระพุทธบิดาทรงเสียพระทัยว่า เมื่อนันทะและราหุลผนวชแล้วจักไม่มีผู้สืบสันตติวงศ์ จึงเข้าไปกราบทูลขอพรว่า พระองคฺไม่พึงบรรพชากุลบุตรใดก่อนที่ผู้นั้นจะได้รับอนุญาตจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง พระพุทธองค์มทรงอนุญาตตามคำขอร้องของพระบิดา


จากนั้นทรงบัญญัติห้ามมิให้บรรพชาผู้ที่ยังมีอายุยังไม่ครบอุปสมบท ให้บรรพชาเป็นสามเณร โดยวิธีรับไตรสรณคมม์ คือให้เปล่งวาจาขอถึงซึ่งพระรัตนตรัยและให้สมาทานศีล ๑๐ ประการ วิธิการบวชนี้เรียกว่า ติรสรณคมปูปสัมปทา


ขอขอบคุณภาพจาก www.suanboard.net

วันที่แปด พระพุทธองค์ทรงแสดงมหาธรรมปาลชาดก ว่าด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เป็นเหตุให้ไม่ทำกาละในวัยหนุ่ม ตรัสว่า


"ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ผู้ประพฤติธรรม ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ"

จบพระพุทธดำรัส พระพุทธบิดาดำรงอยู่ในอนาคามิผล

ในระยะนี้พระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดา โปรดให้ประชุมศากยะตระกูลทั้งหมด ตรัสให้กุมารตระกูลละหนึ่งคนออกบรรพชา ได้มีขัตติยกุมารหนึ่งพันองค์ออกกบรรพชาพร้อมกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล โดยพระราชรัตนรังษี (ว.ป.วีรยุทฺโธ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น