Header

Header

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สู่แดนพระพุทธองค์ ๗๐ เรื่องราวคราวครั้งพุทธกาล ๑




ขอขอบคุณภาพจากwww.84000.org


ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่เชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ครั้งหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้า ถวายอภิวาทแล่ว ได้กราบทูลข้อสงสัยในเรื่องบุคคลในโลกว่ามีกี่ประเภท พระพุทธองค์ตรัสว่า
มหาบพิตร ขึ้นชื่อว่าบุคคลในโลกมี ๔ ประเภท คือ

๑. บุคคลผู้มามืดไปมืด
ได้แก่บุคคลที่เกิดมาในตระกูลต่ำ มีความเป็นอยู่อัตคัดขัดสน แม้กระนั้นก็ยังประพฤติทุจริต ทั้ง กาย วาจา ใจ บุคคลเช่นนี้เมื่อสิ้นชีพไปแล้วย่อมเข้าถึงอบาย บุคคลนี้เรียกว่ามามืดไปมืด

๒.บุคคลผู้มาสว่างไปมืด
ได้แก่บุคคลที่เกิดในตระกูลสูง มีโภคทรัพย์มาก แต่กลับประพฤติทุจริต ทั้ง กาย วาขา ใจ บุุคคลเช่นนี้เมื่อสิ้นชีพไปแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มาสว่างไปมืด

๓.บุคคลผู้มามืดไปสว่าง

ได้แก่บุคคที่เหิดมาในตระกูลต่ำ ยากจนข้นแค้น มีความเป็นอยู่ฝืดเคือง แต่มีความประพฤติสุจริตทั้ง กาย วาจา ใจ บุคคลเช่นนี้เมื่อสิ้นชีพไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ด้วยกุศลกรรมของตน บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มามืดไปสว่าง

๔.บุคคลผู้มาสว่างไปสว่าง
ได้แก่บุคคลที่เกิดในตระกูลสูง มีโภคทรัพย์มาก และยังได้ประพฤติ สุจริตทั้ง กาย วาจา ใจ บุคคลเช่นนี้เมื่อสิ้นชีพไปแล้ว ย่อมเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์ ด้วยกุศลกรรมของตน บุคคลผู้นี้เรียกว่า ผู้มาสว่างไปสว่าง



ชอขอบคุณภาพจาก http://www.dhammatalks.net/Articles/Life_of_the_Buddha_in_Pictures.htm

ระยะนั้น พระสาวกของพระบรมศาสดามีเพิ่มมากขึ้น พระคุณของพระผู้มีพระภาคเข้า ได้แผ่ไปอย่างกว้างขวาง ลาภสักการะเกิดขึ้นมากมาย ส่วนเหล่าเดียรถีย์กลับเสื่อมจากลาภสักการะ จึงพยายามหาอุบายทำให้พระพุทธองค์เสื่อมเสีย ในกาลนั้น ในกรุงสาวัตถี มีนางปริพาชก ชื่อ นางจิญจมาณวิกา มีความงามเป็นเลิศเหมือนนางเทพอัปสร รับอาสาพวกเดียรถีย์ สร้างความเข้าใจผิดให้เกิดแกาเหล่าชนทั้งหลาย ด้วยการเดินทางออกจากเมืองในเวลาเย็น เมื่อถูกถามว่าจะไปยังที่ใด นางจะตอบว่า เราจะไปพระเชตวันวิหาร แล้วนางก็เลยไปพำนักค้างคืนยังสำนักเดียรถีย์ที่อยู่ใกล้กัน

ในตอนเช้า อุบาสก อุบาสิกาออกจากพระนครแต่เช้าตรู่ เพื่อไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่พระเชตวันวิหาร นางจิญจมาณวิกาก็ทำทีเหมือนออกมาจากพระเชตวันวิหารจะเข้าไปสู่พระนคร กาลล่วงไ ๑-๒ เดือน เมื่อถูกถาม นางกล่าวว่าเราอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกับพระสมณโคดม โดยกลาลล่วงไปอีก ๓-๖ เดือน นางเอาผ้าพันท้องทำเหมือนหญิงมีครรภ์ ล่วงไป ๗-๘ เดือน นางผูกไม้กลมไว้ที่ท้อง ห่มผ้าคลุมทับไว้ เข้าไปยังพระเชตวันวิหารในขณะที่พระบรมศาสดากำลังแสดงพระธรรมเทศนา กล่าว่า

" มหาสมณะ พระองค์มุ่งแต่แสดงธรรมแก่มหาชน ส่วนหม่อมฉันอาศัยพระองค์ จนเกิดมีครรภฺครบกำหนดอล้ว พระองค์กลับไม่ใส่ใจ"

นางได้กล่าวบริภาษพระบรมศาสดาท่ามกลางบริษัทอย่างนี้

พระพุทธองค์ทรงหยุดธรรมกถา ตรัสว่า
" น้องหญิงคำที่เธอกล่าวแล้วจริงเท็จประการใด เราและเธอสองคนเท่านั้นที่รู้ "



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/prasuttanta/k24.html

ร้อนถึงท้าวสักกะ ดำริว่า เราจักชำระเรื่องนี้ให้หมดจด จึงรับสั่งให้เทพบุตรองค์หนึ่ง จำแลงเป็นหนูกัดเชือกที่ผูกท่อนไม้ขาด เทพบุตรอีกองค์หนึ่ง บันดาลให้ลมพัดผ้าที่คลุมท้องนั้นปลิวขึ้นมา ท่อนไม้ที่ผูกไว้พลัดตกลงมาบนหลังเท้้าของนางมาจิณวิกา หลังเท้าของนางมาจิญจมาณวืกาทั้งงสองข้างแตก
พุทธบริษัทเห็นเช่นนั้น ต่างโกรธแค้นต่อการกระทำของนาง พากันฉุดลากนางออกไปจากพระเชตวันวิหาร ขณะที่พ้นจากพระเนตรของพระบรมศาสดา แผ่นดินก็แบกออก เปลวไฟพล่งขึ้นมาจากอเวจี กลืนร่างนางจิญจมาณวิกาลงสู่มหานรกในทันทีนั้นเอง

วันรุ่งขึ้นพวกภิกษุสนทนากันในธรรมสภาว่า นางจิญจมาณวิกาบริภาษพระบรมศาสดาด้วยคำอันไม่จริง จึงถึงความพินาศใหญ่

พระพุทธองค์ตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย มิใข่แต่บัดนี้ ถึงในกาลก่อน นางจิญจมาณวิกา ก็ถึงความพินาศอย่างนี้เช่นกัน"
จึงตรัสมหาปทุมชาดก ในทวาทสกนิบาต... (ไม่ลงรายรายงะเอียดในเรื่องนี้)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=824450
สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล โดยพระราชรัตนรังษี (ว.ป.วีรยุทฺฺโธ)


ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.dhammatalks.net/Articles/Life_of_the_Buddha_in_Pictures.htm

เล่มที่ ๓๒ ชื่อขุททกนิกาย อุปทาน ภาคที่ ๑
( เป็นสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔)
พระไตรปิฎกเล่มนี้แสดงถึงประวัติการบำเพ็ญคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น ๔๑๒ เรื่อง เป็นประวัติการทำความดีของพระพุทธเจ้า ๑ เรื่อง ประวัติการทำชั่วที่เคยมีในอดีตก่อนตรัสรู้ ๑ เรื่อง อันแสดงว่าเป็นเหตุให้ได้รับผลร้ายอย่างไร เป็นประวัติพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ เรื่อง ประวัติพระสาวกต่าง ๆ ๔๐๙ เรื่อง. ทุกเรื่องเรียบเรียงเป็นคำฉันท์และบอกไว้ด้วยว่า เรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ตรัสแสดงไว้แก่พระอานนท์ผู้เป็นเวเทหมุนี (มุนีผู้ฉลาด ) ลักษณะคำฉันท์ที่แต่งไว้ มิใช่มุ่งเพียงแสดงประวัติ แต่มุ่งให้มีความไพเราะทางวรรณคดีปนอยู่ด้วยเป็นอย่างมาก.

ในที่นี้จะย่อความเป็นตัวอย่างเพียงบางเรื่อง คือ :-

๖. พุทธาปทาน
( ข้ออ้างหรือประวัติของพระพุทธเจ้า )
( ในที่นี้จะนำพุทธาปทานอีกบทหนึ่ง ซึ่งอยู่ในหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ หน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ อันมีชื่อว่าปุพพกัมมปิโลติกะ( ท่อนผ้าเก่าแห่งบุพพกรรม ) ส่วนใหญ่แสดงถึงกรรมชั่วที่พระผู้มีพระภาคเคยทรงทำไว้อันส่งผลร้ายแก่พระองค์ แม้ในพระชาติสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ ในการเปิดเผยพระประวัติทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วอย่างตรงไปตรงมา ว่าเคยทรงทำไว้ทั้งกรรมดีกรรมชั่ว เฉพาะเรื่องนี้ จะพยายามลอกความให้ละเอียดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้สนใจทั่วไป).
เรื่องเล่าว่า พระผู้มีพระภาคอันพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม ประทับเหนือพื้นศิลาอันน่ารื่นรมย์ใกล้สระอโนดาด ตรัสเล่าบุพพกรรม ( กรรมในกาลก่อน ) ของพระองค์ ดังนี้.


ขอขอบคุณภาพจาก http://www.dhammatalks.net/Articles/Life_of_the_Buddha_in_Pictures.htm

ชาติหนึ่งเคยเป็นนักเลงชื่อปุนาลี ได้กล่าวใส่ความพระปัจเจกพุทธเจ้า พระนามว่าสุรภิผู้มิได้ประทุษร้าย ด้วยผลแห่งกรรมนั้นต้องไปท่องนรกสิ้นกาลนาน เสวยทุกขเวทนาสิ้นพันปี ด้วยกรรมที่เหลือในภพสุดท้ายก็ถูกใส่ความ เพราะเหตุแห่งนาง สุนทริกา ซึ่งเป็นนักบวชหญิงถูกพวกเดียรถีย์ใช้ให้ทำเป็นไปค้างคืนกับพระสมณโคดม ให้ใครต่อใครหลงผิดทั้งที่นางค้างที่อื่น แต่รุ่งเช้าก็ทำท่าโผเผมาจากเชตวนาราม อีกสองสามวันที่มีคนโจษจันกัน พวกเดียรถีย์ก็จ้างนักเลงไปฆ่านาง ป้ายความผิดว่านางถูกฆ่าปิดปาก คนสงสัยว่าอาจจะจริง ร้อนถึงพระราชาส่งราชบุรุษไปสืบดูตามร้านสุรา ก็จับนักเลงที่ฆ่ากับเดียรถีย์ที่จ้างฆ่ามาลงโทษทั้งหมด



ขอขอบคุณภาพจาก http://www.dhammatalks.net/Articles/Life_of_the_Buddha_in_Pictures.htm




อีกชาติหนึ่งเป็นพราหมณ์ผู้มีความรู้ มีผู้เคารพสักการะ สอนมนต์แก่มานพ ๕๐๐ได้ใส่ความภีมฤษีผู้มีอภิญญา มีฤทธิ์มาก หาว่าฤษีนี้เป็นผู้บริโภคกาม มานพทั้งหลายก็พลอยชื่นชม เมื่อไปภิกขาจารในสกุลก็เที่ยวกล่าวแก่มหาชนว่าฤษีนี้เป็นผู้บริโภคกาม ผลของกรรมนั้นภิกษุ ๕๐๐ เหล่านี้ทั้งหมดพลอยถูกใส่ความด้วย เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกาทีถูกนักเลงฆ่าป้ายความผิดให้พระพุทธองค์ ภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในเชตวนาราม พลอยถูกหาว่าร่วมกันฆ่าปิดปากนางสุนทริกา และถูกด่าว่า กระทั่งพระราชาจับนักเลงและเดียรถีย์ที่ร่วมกันฆ่านาง จึงสงบ



ขอขอบคุณภาพจาก http://www.dhammatalks.net/Articles/Life_of_the_Buddha_in_Pictures.htm

" เพราะกล่าวใส่ความพระสาวกของพระสัพพาภิภูพุทธเจ้า มีนามว่านันทะ เราจึงท่องเที่ยวไปในนรก ตลอดกาลนานหลายหมื่นปี เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ถูกใส่ความมาก. ด้วยกรรมที่เหลือนั้น นางจิญจมาณวิกา จึงได้ใส่ความเราด้วยคำไม่จริงต่อหน้าหมู่ชน ( นางจิญจมาณวิกาซึ่งเป็นนักบวชสตรี ถูกพวกเดียรถีย์ใช้ให้ทำอุบายเป็นว่ามีครรภ์กับพระพุทธเจ้า โดยเอาไม้ผูกไว้ที่ท้อง แกล้งด่าประจานพระผู้มีพระภาคในที่ประชุมชน แต่เผอิญไม้ที่ผูกไว้หลุดตกลงมา จึงถูกประชาทัณฑ์ และถึงแก่ความตายในที่สุด ซึ่งอรรถกถาธรรมบทใช้คำว่า ถูกธรณีสูบตาย ภายหลังที่ถูกประชาชนลงโทษแล้ว ).


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น