วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

พระอานนท์ ๑๙




ขอขอบคุณภาพจากwww.dhammajak.net

โดยส่วนตัวแล้ว ท่านพระอานนท์ รักพระพุทธองค์มาก แม้ชีวิตของท่านก็ยอมสละเพื่อพระพุทธองค์ได้ ดังมีเรื่องเล่าว่า
ครั้งหนึ่ง พระเทวทัตต์ ปล่อยช้างนาราคิรี เพื่อให้ปลงพระชนม์พระพุทธองค์ พอช้างวิ่งมาใกล้พระพุทธองค์ ท่านได้เดินออกหน้าเพื่อให้ช้างแทงท่านแทน แต่พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้


ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประชวรด้วยโรคลมในพระอุทร ท่านคิดว่าหากพระพุทธองค์ได้เสวยยาคู ก็คงจะหายดังเช่นครั้งก่อน ๆ ท่านจึงขอเครื่องปรุงยาคู มาปรุงเอง แล้วนำไปถวายให้เสวย พระพุทธองค์ทรงทราบว่าท่านปรุงเอง จึงติเตียนว่า ท่านทำการไม่ควรไม่เหมาะสม มิใช่กิจสมณะ ใช้ไม่ได้ ทำไมจึงพอใจมักมากเช่นนั้น อามิส ที่เก็บไว้ภายในที่อยู่เป็นอกัปปิยะ แม้หุงต้มในที่อยู่ก็เป็นอกัปปิยะ

ครั้งหนึ่ง พระกายของพระผู้มีพระภาค หมักหมมด้วยสิ่งที่เป็นโทษพระผู้มีพระภาคจึงตรัสบอกเรื่องนี้แก่ท่าน แล้วตรัสว่าทรงประสงค์จะเสวยยาระบาย

ท่านจึงเข้าไปหาหมอ ชีวกโกมารภัจ บอกพระอาการดังกล่าวให้ฟัง แล้วขอให้ปรุงยาระบายถวาย หมอชีวกแนะนำให้ทำพระกายของพระพุทธองค์ให้ชุ่มชื่นสัก ๒๓ วัน ท่านก็ได้ปฏิบัติตามนั้นแล้วไปแจ้งให้หมอชีวกทราบอีก หมอชีวกจึงได้ปรุงยาระบายพิเศษ อบด้วยก้านอุบล ๓ ก้าน ใช้ดมไม่ใช่ใช้กินอย่างยาระบายอื่น ๆ เมื่อพระพุทธองค์ทรงสูดดมทั้ง ๓ ก้าน ก็ทรงระบายถึง ๓๐ ครั้ง




ในคราวที่พระผู้มีพระภาคประชวรหนักที่นครเวสาลี และทรงใช้ความเพียรขับไล่อาพาธนั้นไปได้ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้ทูลเล่าความในใจของท่านถวายพระพุทธองค์ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์เห็นความสำราญของพระผู้มีพระภาคแล้ว ข้าพระองค์เห็นความอดทนของพระผู้มีพระภาคแล้ว ก็แต่ว่า เพราะการประชวรของพระผู้มีพระภาค กายของข้าพระองค์ประหนึ่งจะงอมระงมไป แม้ทิศทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์ แม้ธรรมทั้งหลายก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็แต่ว่า ข้าพระองค์ยังเบาใจอยู่หน่อยหนึ่งว่า พระผู้มีพระภาคจักยังไม่เสด็จปรินิพพานก่อน จนกว่าจะได้ทรงปรารภสงฆ์ แล้วตรัสพระพุทธพจน์อย่างใดอย่างหนึ่ง "

ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิโครธารามใกล้นครกบิลพัสดุ์ พระองค์เพิ่งทรงฟื้นจากไข้หนักได้ไม่นาน พระเจ้ามหานามะได้เสด็จเข้าไปทูลถามปัญหาว่า ญาณเกิดก่อนสมาธิ หรือว่าสมาธิเกิดก่อนญาณ?

ท่านพระอานนท์เห็นว่าปัญหานี้หนักมากจะเป็นการลำบากมากแก่พระพุทธองค์ เพราะเพิ่งฟื้นจากประชวรไข้ จึงได้จับพระหัตถ์พระเจ้ามหานามะนำเสด็จออกไปข้างนอก แล้วท่านอธิบายปัญหาธรรมข้อนั้นเสียเอง

เมื่อทราบว่า พระพุทธองค์จะเสด็จปรินิพพานแน่แล้ว ท่านก็ได้ทูลขอให้ทรงอยู่ต่อไปถึง ๓ ครั้ง แต่พระพุทธองค์ตรัสบอกว่าได้ทรงรับนิมนต์ของมารไว้เสียแล้ว พร้อมกันนี้ ได้ทรงเล่าถึงนิมิตโอภาส ๑๖ ตำบล ที่พระองค์ทรงแสดง เพื่อให้ท่านนิมนต์ (ให้ทรงอยู่ต่อไป) แต่ท่านพระอานนท์ไม่นิมนต์





เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปสู่ป่าไม้สาละ ใกล้นคร กุสินารา พอเสด็จไปถึง ก็ตรัสใช้ให้ท่านช่วยตั้งเตียงให้หันพระเศียรไปทางทิศอุดร ระหว่างไม้สาละทั้งคู่

เมื่อท่านจัดการตั้งเตียงตามรับสั่งแล้วพระพุทธองค์ทรงประทับสีหไสยาโดยพระปรัศ์วเบื้องขวา ท่านทราบแน่ว่าพระผู้มีพระภาคจะปรินิพพานที่นี่แล้ว จึงหลีกออกจากที่เฝ้าเข้าไปสู่วิหาร ยืนเหนี่ยวไม้คันทวยร้องไห้อยู่

ครั้นพระพุทธองค์ทรงทราบก็ตรัสให้เรียกท่านไปเฝ้าแล้วตรัสปลอบโยนให้หายเศร้าโศก ท่านทูลให้เสด็จไปปรินิพพานที่เมืองใหญ่ ๆ เช่น เมืองจัมปา เมือราชคฤห์ เมืองพาราณสี เมืองสาวัตถี เมืองสาเกต เมืองโกสัมพี ไม่ควรมาปรินิพพานที่เมืองเล็ก เมืองดอน กิ่งเมืองอย่างนั้นเลย พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าเรื่องความเป็นมาแห่งเมืองกุสินาราให้ฟังโดยละเอียด (ความปรากฏในมหาสุทัสสนสูตร)

ตามปรกติ ท่านให้ความสะดวกแก่ผู้ที่จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเสมอ แต่ถ้าหากเห็นว่า จะเป็นการลำบากพระพุทธองค์แล้ว ท่านจะห้ามไว้ เช่นในคราวสุภัททะ ขอเข้าเฝ้าเพื่อทูลถามปัญหา ท่านเห็นว่าเวลานั้นพระพุทธองค์ กำลังจะเสด็จปรินิพพานอยู่แล้ว สุภัททะนี้จะเข้าไปรบกวนพระพุทธองค์ จึงได้ห้ามไว้ไม่ยอมให้เข้าเฝ้า แต่พระพุทธองค์รับสั่งให้เข้าไปได้

และในตอนที่พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว ท่านได้เล่าไว้ว่าเมื่อพระพุทธองค์ผู้ประกอบด้วยอาการอันประเสริฐทั้งปวงเสด็จปรินิพพานแล้ว ครั้งนั้นได้เกิดความอัศจรรย์น่าสะพึงกลัว และเกิดอาการขนพองสยองเกล้า

ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.dharma-gateway.com/monk/great_monk/pra-anon-02.htm

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น