Header

Header

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

[บทความ] ลอยประทีป..ลอยกระทง

ลอยประทีป-ลอยกระทง

ความเป็นมา ของการลอยประทีป-ลอยกระทง

ที่ประเทศอินเดีย มีการลอยประทีปคืนเพ็ญกลางเดือนสิบสอง สำหรับบูชาพระนารายณ์ที่บรรทมอยู่ไวกูณฐสถานกลางเกษียรสาคร และลอยบาปเคราะห์
ประเทศลาว ลอยประทีปและไหลเรือไฟเพื่อบูชาพระคุณของแม่น้ำ โขง และบูชาพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ประเทศกัมพูชา ลอยประทีป-กระทง เพื่อบูชาพระจันทร์ในคืนเพ็ญ

ประเทศเวียตนาม เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ลอยกระทงเพื่อขอขมา แม่น้ำ และลอยความทุกข์โศก ตามความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายมหายานที่แพร่หลายเข้าไปในจีน และที่ประเทศจีน ก็เป็นการลอยกระทง

ประเทศพม่า ลอยกระทงเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า และบูชา ผีนัด ซึ่งเป็นดวงวิญญาณ ที่คุ้มครองบรรดาสรรพสิ่งอยู่ทั่วไป

ที่ประเทศสิงโปร์ ก็มีการลอยกระทงเช่นกัน



การลอยกระทงในบ้านเรา
ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยและเอกสารร่วมสมัย ไม่มีชื่อ "ลอยกระทง" แม้ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงก็มีแต่ชื่อ "เผาเทียน เล่นไฟ" ที่มีความหมายอย่างกว้างๆ ว่าทำบุญไหว้พระ โดยไม่มีคำว่าลอยกระทง อยู่ในศิลาจารึกนี้ เอกสารและวรรณคดียุคกรุงศรีอยุธยาสมัยแรกๆ มีชื่อ "ชักโคม ลอยโคม แขวนโคม" และ "ลดชุดลอยโคมลงน้ำ" ในพิธีพราหมณ์ของราชสำนักเท่านั้น กว่าจะมีชื่อ "ลอยกระทง" ก็สมัยหลังๆ ต่อๆ มามากแล้ว แม้สมัยกรุงธนบุรีก็ไม่เคยมีชื่อนี้

จนยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงมีชัดเจนอยู่ในพระราชพงศาวดารแผ่นดินรัชกาลที่ 3 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ และเรื่องนางนพมาศ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 3.....ไม่ว่าประเพณีลอยกระทงจะเกิดมีขึ้น แล้วมีพัฒนาการมาอย่างไรก็ตาม แต่ความหมายที่มีคุณค่ามหาศาลต่อสังคมอันควรเผยแพร่ให้กว้างขวางตั้งแต่บัดนี้ไป ก็คือ "ลอยกระทงแม่พระคงคา ขอขมาธรรมชาติ อันมีดินและน้ำหล่อเลี้ยง ตลอดจนพืชและสัตว์ที่เกื้อกูลความมีชีวิตให้มวลมนุษย์"

ที่มา : บทความจาก ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาศิลปากร



ตามตำนานลอยกระทงที่ใช้อ้างถึงความเป็นมา ก็จะต้องท้าวความถึงนางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งเป็นสนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัว แทนการลอยโคม เพื่อเป็นการสักการะ รอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้น ทักขิณาบถ ของประเทศอินเดีย ปัจจุบัน เรียกว่า แม่น้ำเนรพุทา



จุดมุ่งหมายของการลอยกระทง ตามตำนานและความเชื่อต่าง ๆ เท่าที่รวบรวมได้มีดังนี้

1.เพื่อสักการะและขอขมา แด่พระแม่คงคา (หมายถึงแม่น้ำ ทั่วไป) เพราะได้อาศัยน้ำดื่ม กิน เป็นทางคมนาคม บำรุงหล่อเลี้ยง เหล่าปู ปลา เหรา สัตว์น้ำอื่นๆ พืชผลสาลีเกษตร และมนุษย์มักจะทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำ

2. เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทที่ฝั่งแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ประทับรอยพระบาท ประดิษฐานไว้บนหาดทราย แห่งนั้น เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ

3.การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณี........ครั้งเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกจากนครกบิลพัสด์ เมื่อทรงข้ามแม่น้ำ อโนมา ทรงตัดพระโมลีโดยทรงจับพระโมลีด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวา ทรงพระขรรค์ตัดพระโมลี โยนขึ้นไปบนอากาศ พระอินทร์ได้นำผอบทองมารองรับไว้ และนำไปบรรจุไว้ยังจุฬามณี เจดียสถานในเทวโลก

4. เพื่อบูชาพระอุปคุตต์ โดยตำนานเล่าว่า อุปคุตต์นั้น เป็นพระมหาเถระรูปหนึ่ง เป็นพระอรหันต์หลังพุทธกาล ที่มีอิทธิฤทธิ์ สามารถปราบมารได้ ท่านจะนั่งสมาธิอยู่ ในท้องมหาสมุทร พระอุปคุตต์นี้ไทยเรียกว่า พระบัวเข็ม ชาวไทยเหนือหรือชาวพม่าจะนับถือพระอุปคุตต์มาก

5. การลอยกระทงเพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จกลับจากเทวโลก
เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา

6.การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหมบนสวรรค์ชั้นพรหมโลก

มีเรื่องย่อ ของท้าวพกาพรหม คือ มีกาเผือกคู่หนึ่งทำรังอยู่บน ต้นไม้ ในป่าหิมพานต์ วันหนึ่งกาผู้สามีออกไปหากิน แล้วบินกลับมาเข้ารังไม่ได้ ปล่อยให้นางกาซึ่งกำลังกกไข่ 5 ฟอง รอด้วยความกระวนกระวายใจ เกิดมีลมพายุใหญ่ พัดรังนกตกลงมากระจัดกระจาย ไข่นกตกลงในแม่น้ำ ส่วนแม่นก ถูกลมพัดไปคนละทิศทาง เมื่อแม่กาย้อนกลับมาดูไข่ที่รัง ก็ไม่พบ จึงร้องไห้จนขาดใจตาย และไปเกิดเป็นท้าวพกาพรหม อยู่บนพรหมโลก ส่วนใข่ทั้ง 5 ฟอง ลอยน้ำไปในสถานที่ต่าง ๆ บรรดาแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์ มาพบเข้า จึงนำไปรักษาตัวละฟอง ครั้น ถึงเวลาฟัก ไข่นกนั้นกลับกลายเป็นมนุษย์ ทั้งหมด เป็นกุมาร ทั้ง 5 และล้วนต่างได้ออกบรรพชา เป็น ฤาษี ทั้ง 5 ในกาลต่อๆมา ได้เป็นพระพุทธเจ้า ในแต่และยุค ของ ภัทรกัปทั้ง 5 พระองค์ และองค์ ที่ 4 ที่แม่โค นำไปรักษา ก็คือ พระ โคตโม ( และพวกเราชาวพุทธ คือศิษย์ของพระสมณโคดม พระพุทธเจ้าพระองค์นี้นี่เอง )




พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ นี้ หมายถึงพระพุทธเจ้าของภัทรกัป พระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือพระศรีอาริยเมตไตรยซึ่งยังมาไม่ถึง

พระพุทธเจ้าแต่ละองค์มีระยะเวลาของศาสนาของพระองค์แตกต่างกัน

พระพุทธเจ้าหมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง และได้นำธรรมะที่พระองค์ค้นพบมาสั่งสอนแก่บรรดามนุษย์และสัตว์โลกเพื่อให้พ้นทุกข์ได้เช่นพระองค์ แต่ละยุคสมัยมีพระพุทธเจ้าได้เพียงพระองค์เดียว ทางพุทธศาสนามีพระพุทธเจ้าแล้ว 28 พระองค์ พระองค์แรกที่สุดมีชื่อว่าพระตัณหังกร จนมาถึงภัทรกัป เรากำลังอยู่ในยุคของพระโคตโมพระพุทธเจ้า เมื่อสิ้นยุคของพระองค์ คำสั่งสอนจะหายไป เป็นเวลาอีกเนิ่นนานที่โลกไม่มีพระพุทธเจ้าเรียกว่าสุญญกัปเป็นเวลานานมาก จึงจะมีพระพุทธเจ้า คือ พระศรีอาริยเมตตรัย ซึ่งจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของภัทรกัป




คำว่านานมาก นั้น นานเพียงไร ขอเล่าสู่ผู้อ่านดังนี้

ขอตัดตอนมาว่า ในปัจจุบันนี้ถือว่า อายุของมนุษย์ เมื่อ พ. ศ 2500 มนุษย์ มีอายุ 75 ปี และทุกๆ 100 ปี มนุษย์ จะมีอายุลดลง 1 ปี (ในปี 2550 อายุมนุษย์จะเหลือ 74 ปีครึ่ง) ในปี พ.ศ. 2600 มนุษย์ ก็จะมีอายุเหลือเพียง 74 ปี และอายุลดลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง มนุษย์ มีอายุ เพียง 10 ปี ก็จะเกิดการรบราฆ่าฟัน ไม่มีศีลธรรม มนุษย์ ที่รอดตาย ต้องหลบอาศัยอยู่ตามถ้ำต่างๆ และเริ่มมีการกลับมา ถือศีล ทำความดีและทำให้ ทุกๆ 100 ปี อายุของมนุษย์ จะอายุยืนยาวเพิ่ม ขึ้น 1 ปี จนกระทั่ง มนุษย์มีอายุยืนยาวหนึ่งอสงไขย (มากจนนับไม่ถ้วน เป็นมาตราวัดจำนวนที่ใหญ่ที่สุด คือ โกฏิยกกำลัง 20 )
พระอาจารย์ผู้สอนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเล่าว่า การที่มีเมล็ดผักกาดบรรจุอยู่ในเกวียน 1 เล่ม ทุก ๆ 100 ปี หยิบเมล็ดผักกาดออก 1 เมล็ด จนกระทั่งเมล็ดผักกาดถูกหยิบออกหมดจากเกวียน ระยะเวลานานนี้ ยังไม่ถึงหนึ่งอสงไขย ) หลังจากหนึ่งอสงไขย ชีวิตมนุษย์จะเริ่มลดลงอีก คือทุก 100 ปี อายุลดลง 1 ปี จนกระทั่งมนุษย์ มีอายุ 8 หมื่นปี นั่นแหละ จึงจะมีพระพุทธเจ้าพระศรีอาริยเมตตรัย (ในยุคพระพุทธเจ้า ทีปังกร พระพุทธเจ้าองค์ ที่ 4 จาก 28 พระองค์ มนุษย์ ในยุคนั้นมีอายุ 1 แสนปี)

หลายท่าน ที่ คิดจะได้เกิดเป็นมนุษย์ในยุคพระศรีอาริยเมตตรัย จะต้องเวียนว่ายตายเกิด กันอีกยาวนานแค่ไหนหนอ ฉะนั้นในยุคนี้ เรายังมีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าพระสมณโคดมให้ยึดถือเป็นหลัก ขอให้ทุกท่านรีบทำความดี ปฏิบัติธรรม ใช้ความเพียรสั่งสมบุญกุศลกันไว้

พระอาจารย์บอกว่าในความจริงแล้วพระพุทธเจ้าในโลกของเรามีมากมายดั่งเม็ดทราย เพราะโลกเรามีอายุที่มีไม่รู้ว่ายาวนานมาเท่าไรนับไม่ถูก แต่เท่าที่นับว่ามี 28 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้าที่โปรดสัตว์สั่งสอนสัตว์โลก


จุดมุ่งหมายของการลอยกระทง (ต่อ)

7.การลอยกระทง เพื่อบูชาพระนารายณ์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งทรงบรรทมอยู่บนแท่นบัวบานภายใต้ชะเงื้อมเศียรตั้งพันแห่งพญานาคเศษะ ใน ทะเลน้ำนม ณ สรวงสวรรค์ อันมีนามว่า ไวกูณฐ์ (พญาแห่งนาค ก็คือ อนันตนาคราช นั่นเอง)

8.เพื่อลอยทุกข์ โศก โรค ภัย และความไม่ดีทั้งปวงออกไป เหมือนกับการลอยบาปของศาสนาพราหมณ์




ในประเทศอินเดีย ยังมี พิธี คงคาอารตี

พิธีคงคาอารตี เป็นการบูชาเทพเจ้าของชาวฮินดู ที่หลั่งไหลมาร่วมพิธีทุกค่ำคืนต่อเนื่องมาเป็นเวลานับพันปี พาราณสีหรือ วาราณสีในภาษาสันสกฤต(Varanasi) เป็นชื่อของแม่น้ำสองสายที่ไหลลงสู่คงคามหานที เมืองวาราณสีเก่าแก่และมีมานานก่อนสมัยพุทธกาลกว่า 2500 ปี เชื่อว่าวาราณสีเป็นเมืองของพระ มหาเทพ หรือพระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดพระองค์หนึ่งของชาวฮินดู ตามเทวตำนานกล่าวว่า เมื่อใดที่พระมหาเทพเสด็จจากวิมานไกรลาสบนสรวงสวรรค์ลงมายังดินแดนมนุษย์ พระองค์จะสถิตอยู่ที่วาราณสี เมืองนี้มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่า น คือ แม่น้ำคงคา

ที่ท่าน้ำแห่งหนึ่งในเมืองฤาษีเกศ ทุกๆ วันจะมีผู้คนเข้ามาร่วมพิธีบูชาแม่น้ำคงคาด้วยไฟ พวกเขานำดวงไฟมาลอยแม่น้ำ เพื่อนำทางข้อความที่ร้องขอไปยังเทพเจ้า นี่คือพิธีที่เรียกว่า “คงคาอารตี”



ตามตำนาน ฤาษีเกศ ถือเป็นดินแดนที่อยู่เชิงเขาหิมาลัย ที่พระศิวะให้กษัตริย์ ภคีรถ (ซึ่งออกผนวชเพื่อทูลเชิญเสด็จ พระแม่คงคาจากสรวงสวรรค์ มาสู่โลกหล้าของมนุษย์) มาคอยรับเสด็จ คงคาเทวีจากสรวงสวรรค์ ส่วนเมืองพาราณศรี ก็เป็นเมืองที่ราบใหญ่ของชาวอินเดีย ที่ทรงความศักดิ์สิทธิ์แห่งเทวีคงคา ในการชำระบาปให้มนุษย์ที่ลาลับสังขารไป ทุกวันจะพบเห็นภาพผู้คนและซากศพในแม่น้ำคงคา ซึ่งได้พิสูจน์กันมาแล้วว่าแม้จะมีซากศพมากมายในลำน้ำ แต่น้ำในแม่น้ำคงคาไม่มีเชื้อโรคหรือจุลอินทรีย์ที่เป็นอันตราย




ภาพกระทงทั้งหมดนี้เป็นกระทงส่งเข้าประกวดในงานลอยกระทงของปี 2554 นี้ ซึ่ง คุณกลยุทธ ฉายแสง นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราจัดขึ้น ( มีมาหลายปีแล้ว) เป็นส่วนหนึ่งของงานแห่หลวงพ่อโสธรประจำปี 2554 ซึ่งจัดในระหว่างวันที่ 7-16 พฤศจิกายน 2554 นี้ พลอยโพยม ไปเก็บภาพเช้าวันรุ่งขึ้นของงาน กระทงที่ส่งเข้าประกวด มีกระทงเล็ก ๆ อีกมากมาย แต่เจ้าของกระทงได้นำกลับไปหลังเสร็จสิ้นงานประกวด ที่ปรากฎในภาพนับว่าบางกระทงไม่สมบูรณ์แบบเพราะบางชิ้นส่วนของส่วนประกอบถูกดึงออกไปบ้างแล้ว



ในสมัยเด็ก ๆ เนื่องจากครอบครัวของพลอยโพยมนั้น คุณตา คุณยาย เป็นผู้เลี้ยงดู มีสมาชิกในครอบครัว 19 คน และยังมีบ้านน้องสาวคุณยายซึ่งเป็นโสด อีก 7 คน อยู่ชิดติดกันสองบ้าน เทศกาลลอยกระทงในบางคราวเราก็มีการประกวดกระทงกันในบ้าน แต่ละคนก็ไปแอบหามุมซุกซ่อนประดิษฐ์กระทงกัน วัสดุที่ใช้ก็ล้วนเป็นของมีในสวนในบ้านไม่ต้องไปซื้อหาอะไร แท่นกระทงก็มีทั้งสะโพกจาก ต้นกล้วย กาบมะพร้าว ใบตอง แล้วแต่จะคิดกันไป จำได้ว่า พี่ชายคนหนึ่งตั้งใจเอาดินมาปั้นเป็นพญานาค ขดอยู่บนสะโพกจากโดยนำสะโพกจากมามัดรวมกัน พญานาคดินมองแล้วดูคล้าย ๆ งู หรือปลาไหลมากกว่าเพราะฝีมือคนประดิษฐ์ประดอย ไม่ได้ประดับประดาอะไรงดงามเป็นพิเศษ ดอกไม้ในสวนก็แย่งกันเก็บไปใช้ ดอกไม้จึงซ้ำ ๆ กัน การประกวด ไม่มีการตัดสินว่าของใครชนะ เลยไม่รู้ว่าใช้คำว่าประกวดทำไม รางวัลก็ไม่มี กรรมการก็ไม่มี เพียงแค่ทำมาอวดกันเอง ผู้ใหญ่ในบ้านก็แค่แลดูชมกิจกรรมของเด็ก ๆ สนุก ๆ มาวันนี้คิดย้อนไปในใจว่า ทำไมไม่มีใครคิดให้รางวัลพวกเราบ้างหนอ เราไม่ได้ประกวดกันทุกปีแต่ลอยกระทงกันทุกปี พายเรือนำกระทงไปลอยกลางแม่น้ำบางปะกงตรงหน้าบ้านซึ่งอยู่ตรงข้ามวัดบางกรูดในตอนดึก ๆ ยิ่งดึก น้ำก็ยิ่งแห้งลง ๆ และกระแสน้ำไหลแรงมาก ที่เราลอยกระทงกันมาแต่เด็กๆ เพราะคุณยายสอนให้เราขอขมาแม่คงคา และขอบคุณแม่คงคา รวมทั้ง กิจกรรมตักน้ำมนต์ คืนเพ็ญเดือนสิบสองจากกลางแม่น้ำบางปะกง ต่อมาเมื่อพวกเด็กๆ ในบ้านเติบโตขึ้นต้องไปเรียนหนังสือในกรุงเทพ ฯ พวกเราก็เริ่มกระจัดกระจายจากบ้านบางกรูด ไปตามวิถีชีวิตของแต่ละคนรวมทั้งคุณยายที่มีอายุมากขึ้น ๆ จนคุณน้าต้องมารับคุณยายไปดูแลเองเพราะท่านเป็นนายแพทย์ คุณยายเองก็ต้องจากบ้านของท่านไป เป็นเวลากว่าสิบปี จนท่านสิ้นไปเมื่อท่านอายุ 96 ปี

( ขออภัยที่บทความนี้ มาคั่นเรื่องของเจิ้งเหอ ซึ่งยังมีอีก 1 บทความ แต่เกรงว่าบรรยากาศงานลอยกระทงจะผ่านพ้นไปหลายวัน ปีหน้าจึงจะได้เขียนเรื่องนี้ใหม่ น่าเสียดายภาพที่ไปถ่ายมานั่นเอง และจะผ่านพ้นเทศกาลงานประจำปีของจังหวัด คืองานแห่หลวงพ่อโสธรไปเสียก่อน จึงขอเชิญชวนท่านผู้อ่านที่ไม่ได้ประสบภัยน้ำท่วม มานมัสการหลวงพ่อโสธรที่ฉะเชิงเทรา แต่ขอแจ้งเตือนว่ารถติดมาก เพราะฉะเชิงเทราเป็นเส้นทางเลี่ยงไปภาคอีสาน พลอยโพยมเคยใช้เวลาขับรถ 15 นาที เข้าตัวเมือง ปัจจุบันใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือบางครั้งเกินกว่านั้น นอกจากไปเวลาเช้ามาก ๆ เช่น 5-6 โมงเช้า)

1 ความคิดเห็น:

  1. ตอนรับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1ประกาศว่า วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทราไม่ใช่หรือครับ

    ตอบลบ