วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

นครกุสินารา ๑๙ การอัญเชิญพระพุทธสรีระของพระพุทธองค์





เจ้ามัลลกรุงกุสินารารับสั่งถามพระอานนท๋ ว่า จะพึงปฎิบัติต่อพระสรีระของพระตถาคตอย่างไร

พระอานนท์กล่าว่า
 "พวกท่านพึงปฏิบัติต่อพระสรีระพระตถาคต เหมือนที่ปฏิบัติต่อพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ์เถิด "

ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละแห่งกรุงกุสินารา รับสั่งให้เหล่าบุรุษ บูชาพระบรมศพด้วยของหอม ดอกไม้ ช่วยกันห่อพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยผ้าไหม ซับด้วยสำลี แล้วห่อด้วยผ้าไหม สลับกันเช่นนั้นจนครบ ผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วอัญเชิญพระสรีระลงในรางทอง อันเต็มด้วยน้ำมันหอม ครอบด้วยรางทองอื่น

รับสั่งให้สร้างและประดับประดาตกแต่งโรงพิธีมณฑลให้สวยงาม บูชาพระสรีระของพระพุทธองค์ด้วยของหอม ดอกไม้ การฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม ยังวันนั้นให้ล่วงไปด้วยประการฉะนี้



เหล่ามัลละกษัตริย์ กระทำบูชาเช่นนี้ถึง ๖ วัน ครั้นวันที่ ๗ เตรียมการถวายพระเพลิง จึงมีดำริว่า จะให้มัลลปาโมกข์อัญเชิญพระบรมศพไปถวายพระเพลิงทางทิศทักษินแห่งนคร แล้วถวายพระเพลิงนอกเมือง

แต่เมื่อมัลลปาโมกข์เข้าไปจะยกพระพุทธสรีระก็เกิดอัศจรรย์ยกไม่ขึ้น
พระอนุรุทธะจึงชี้แจงว่า
ความประสงค์ของมัลลกษัตริย์ไม่ตรงกับความประสงค์ของเทพยดาเจ้า เพทพยดาประสงค์จะให้นำขบวนพระพุทธสรีระของะระพุทธองค์ไปทางทิศเหนือเข้าสู่ตัวเมืองกุสินารา แล้วผ่านกลางเมืองไปออกประตูเมืองด้านตะวันออก ตรงไปยังมกุฎพันธนเจดีย์ แล้วถวายพระเพลิงที่นั้น



มัลลกษัตริย์ทราบความประสงค์ของเทพยดาเช่นนั้น
จึงตกลงแห่พระพุทธสรีระไปตามเส้นทางดังกล่าวจนถึงมกุฏพันธนเจดีย์ อัญเชิญพระพุทธสรีระชึ้นสู่เชิงตะกอน ไม้แก่จันทน์สูง ๑๒๐ ศอก แล้วจุดเพลิง

แต่เกิดอัศจรรย์อีกคือไฟไม่ติด ทำอย่างไรก็ไม่ติด มัลลกษัตริย๋จึงรับสั่งถามพระอนุรุทธะว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

พระอนุรุทธะทูลชี้แจงว่า เทพยดาเจ้ายังคอยพระมหากัสสปะสาวกผู้ใหญ่ก่อน

ขณะที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน พระมหากัสสปะอยู่ในป่าเมืองปาวา เมื่อทราบข่าวการปรินิพพาน ก็รีบทางมายังมกุฏพันธนเจดีย์ กระทำประทักษิณาวัตรพระพุทธสรีระ ๓ รอบ แล้วจึงเข้าไปกราบพระบาทขอประทานอภัยโทษในทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจล่วงเกินไว้
ทันใดนั้นไฟก็ลุกขึ้นที่เชิงตะกอนด้วยอานุภาพแห่่งเทพยดาเหล่านั้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล โดยพระราชรัตนรังษี (ว.ป.วีรยุทฺโธ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น